ก่อนจะเป็นที่มาของการบุกไปตบ งูใหญ่ ได้ก่อน 2-0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก 

นัดนี้มีหลากหลายประเด็นต้องพูดถึง ทั้งแท็คติคที่ใช้, คนทำประตู และ การเปลี่ยนกฎของ ยูซีแอล ที่ทำให้ยังมีความหวังเข้ารอบ เอาเป็นว่ามีอะไรน่าสนใจเกิดขึ้นบ้าง ไปติดตามกันเลยครับ

- เกมครึ่งแรกสู้กันด้วยการเพรสซิ่ง

ถึงแม้ว่า 45 นาทีแรก จะไม่มีประตูเกิดขึ้น แต่กระนั้นถือเป็นการแข่งขันที่บีบหัวใจของแฟนบอลทั้ง อินเตอร์ มิลาน และ ลิเวอร์พูล เหลือเกิน เพราะถึงจะเสมอกัน 0-0 แต่สู้กันได้อย่างสนุกตื่นเต้น อาจไม่ถึงขั้นบู๊ล้างผลาญ ทว่าเป็นการฟาดฟันกันเรื่องของเกมเพรสซิ่ง ไล่บีบกันตั้งแต่แดนหน้า ชนิดที่ใครพลาดก่อน ต้องโดนทำโทษ

อินเตอร์ มิลาน มาในแบบ "หนามยอกเอาหนามบ่ง" รู้ว่า ลิเวอร์พูล ชอบไล่บีบกดดัน ตามสไตล์ "เกเก้น เพรสซิ่ง" พวกเขาก็เลยชิงบีบใส่ทีมเยือนก่อนเลย เล่นเอา หงส์แดง ออกอาการเป๋ ต่อบอลกันผิดพลาดหลายหน โดยเวลา งูใหญ่ เป็นฝ่ายตั้งรับ ก็จะใช้เกมสวนกลับคอยเล่นงาน จนเกือบจะได้ประตูขึ้นนำด้วย แต่น่าเสียดายที่ลูกยิงของ ฮาคาน ชัลฮาโนกลู ซัดไปเช็ดคาน โกลถึงกับอุทานว่า เช็ดเข้

ส่วน ลูกทีม เจอร์เก้น คล็อปป์ ครองบอลได้มากกว่าหน่อยๆ เพราะหลังจากโดน อินเตอร์ ไล่เพรสซิ่ง จนเกือบเสียศูนย์ ก็วิ่งกันหน้าตั้ง ไล่ตั้งแต่แดนบน ทำให้ งูใหญ่ ต้องสาดยาวมากลางสนาม และเป็น ลิเวอร์พูล เก็บบอลได้ แต่ถ้าถามหาจังหวะทะลุช่องลุ้นทำประตู ยังไม่มีให้เห็น เพราะคู่แข่งแพ็คเกมรับกันแน่นมาก จะมีช็อตใกล้เคียงสุด ก็คือลูกฟรีคิก ที่ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ได้ครอสเข้าไปในกรอบเขตโทษ ซาดิโอ มาเน่ ขึ้นโหม่งแบบไม่มีตัวประกบ แต่โขกข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย

- การแก้เกมของ คล็อปป์ นำมาซึ่งประตู

ก่อนอื่นเลย ต้องยกเครดิตให้กับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่รีบเปลี่ยนตัวสำรองถึง 3 คน หลังจากผ่านไปราวๆ 15 นาทีของเกม เพราะช่วงเวลานั้น อินเตอร์ ยำใหญ่ใส่ไข่ดาว พับสนามบุกกดดันใส่ ลิเวอร์พูล เรียกว่าจวนไปจวนมากจะได้ประตูอยู่หลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะช็อตที่ อิวาน เปริซิช จะเปิดให้ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ โหม่งจ่อๆ แต่มันแรงไป

ทำให้ คล็อปป์ ตัดสินใจเปลี่ยน ซาดิโอ มาเน่, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ และ ฟาบินโญ่ ออกจากสนาม ก่อนจะส่ง นาบี เกอิต้า, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ หลุยส์ ดิอาซ ลงมาเล่นแทน ซึ่งเกม ลิเวอร์พูล กลับมาดูดีอีกครั้ง อย่างน้อยก็หยุดเกมรุกของ อินเตอร์ รวมถึงแดนกลางก็กลับมาสู้ได้อีกครั้ง ขณะที่ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ถูกส่งลงมาตั้งแต่พักครึ่ง แทนที่ ดิโอโก โชต้า

ว่ากันตามตรง ฟีร์มิโน่ ลงสนามมาไม่ได้สร้างอิมแพ็คอะไรมากนัก หลายๆจังหวะก็ช้าจนเสียบอล แต่กระนั้นดาวเตะย่างไก่ มามีทีเด็ดจากลูกเตะมุม ขอช็อตเดียวเป็นประตู เมื่อ หงส์แดง ได้เตะมุม ร็อบโบ้ เปิดมาเสาแรก ฟีร์มิโน่ เล่นท่ายาก กระโดดโหม่งเสยเสียบเสาสองเข้าไปอย่างเฉียบคม

ประตูขึ้นนำ 1-0 ของ ฟีร์มิโน่ นับว่าสำคัญมาก เป็นการคลายความกดดันอย่างที่สุด เพราะช่วงต้นครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล หวิดเสียประตูหลายครั้ง จน คล็อปป์ แก้เกมกลับมา ส่วน ฟีร์มิโน่ นั้น ก็เลิกสากได้ถูกจังหวะจริงๆ เนื่องจากก่อนจะมาโหม่งใส่ อินเตอร์ .. 16 นัดก่อนหน้านี้ ยิงไปแค่ 1 ตุง เท่านั้น แต่เดี๋ยวก่อนอย่างน้อย ฟีร์มิโน่ ก็มีสถิติยิงในเวที แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปแล้ว 18 ลูก เทียบเท่ากับ โรนัลดินโญ่ ตำนานจอมทัพ บาร์เซโลน่า

- โอกาสครั้งเดียวของ คิงโม

ถ้าใครได้ดูถ่ายทอดสด จะเห็นเลยว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ไม่ได้สร้างความอันตรายใดๆได้เลย แค่โอกาสง้างเท้ายังนับครั้งได้ เนื่องจากโดนทาง อเลสซานโดร บาสโตนี่ ตามประกบเป็นเงา จะหนีก็ไม่หนีไม่ จะสลัด ก็สลัดไม่พ้น

ตอนที่เปลี่ยนเอา ดิอาซ ลงสนามมาแทน มาเน่ เรียกว่า ดิอาซ ยังมีความวูบวาบกว่า และ มีลุ้นยิงได้ด้วยซ้ำ แต่กระนั้นสาเหตุที่ คล็อปป์ ยังให้ ซาลาห์ อยู่ในสนาม ก็เพราะเขาเป็น ซาลาห์ นี่แหละครับ ขอแบบเข้าตีนครั้งเดียวเป็นพอ

และ ซาลาห์ ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เป็นจังหวะที่ ฟาน ไดค์ โหม่งชงตั้งมาในกรอบเขตโทษ ผู้เล่น อินเตอร์ สกัดกันไม่ดี ไปเข้าทางทางปืนของ บังโม กดด้วยซ้ายบอลไปแฉลบคู่แข่งเข้าประตู เรียกว่าได้ยิงก็เพิ่มสกอร์ให้กับ ลิเวอร์พูล ขึ้นนำ 2-0

จากการบุกไปซัลโวใส่ อินเตอร์ ทำให้ ซาลาห์ ยิงประตูในเกมเยือน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปแล้ว 8 นัดติดต่อกัน ที่สำคัญ 2 จาก 8 ลูก นั้น เป็นการซัดใส่ 2 ทีมจากเมืองมิลาน ทั้ง งูใหญ่ และ ปีศาจแดง-ดำ สองยักษ์ใหญ่แห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี

- ลิเวอร์พูล ปราบ 2 ทีมจากเมืองมิลาน

เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ ลิเวอร์พูล ย้ำแค้นใส่ อินเตอร์ มิลาน โดยครั้งล่าสุดที่พบกันในเวที ยูซีแอล รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อปี 2008 ก็เป็นยอดทีมจากเมอร์ซี่ย์ไซด์ ถล่มชนะไปด้วยสกอร์  3-0 ทั้งเหย้าและเยือน 

นอกจากจะย้ำแค้นใส่ งูใหญ่ แล้วนั้น ขุนพล หงส์แดง ยังเป็นทีมแรกตั้งแต่ปี 2011 ต่อจาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่สามารถเอาชนะทั้ง อินเตอร์ มิลาน และ เอซี มิลาน บนสังเวียน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นเดียวกัน โดยในรอบแบ่งกลุ่ม ลิเวอร์พูล สามารถปราบ ปีศาจแดง-ดำ มาได้ ด้วยการเปิดบ้านเฉือนสุดมันส์ 3-2 และ บุกไปตบถึงถิ่น 2-1

ล่าสุดเกมที่ ลิเวอร์พูล ชนะ อินเตอร์ มิลาน 2-0 นั้น เครดิตควรต้องให้กับแนวรับ โดยเฉพาะ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ นี่คือบุคคลสำคัญที่ช่วยให้ หงส์แดง รอดพ้นการเสียประตูหลายจังหวะ ทั้งชนะการดวลลูกกลางอากาศ 5 จาก 7 ครั้ง, แย่งบอลกลับมาได้ถึง 4 ครั้ง, จ่ายบอลแม่นยำ 94 เปอร์เซ็นต์ และ ไม่มีใครเลี้ยงผ่านได้เลย ก่อนจบเกมจะรับตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ไปครอง

- โอกาสเข้ารอบของ อินเตอร์ มิลาน

การแพ้คาบ้านของ อินเตอร์ มิลาน 0-2 ถ้าเป็นกฎแบบเก่า แทบจะตีตราจองตกรอบน็อคเอาท์ไปแล้วล่ะครับ เพราะถ้าอยากผ่านเข้ารอบ ต้องบุกไปยิง ลิเวอร์พูล ถึงแอนฟิลด์ อย่างน้อยๆ 3 ลูก ซึ่งทางปฏิบัติเป็นอะไรที่ยากมาก เนื่องจาก หงส์แดง ยังไม่เคยแพ้คาบ้านในการแข่งขันซีซั่นนี้

แต่กระนั้น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นนี้ ได้เปลี่ยนกฎใหม่ไปแล้ว โดยยกเลิกกฎอเวย์โกลไปเรียบร้อย ฉะนั้นการยิงประตูในบ้าน นอกบ้าน จะไม่มีผลใดๆทั้งสิ้น วัดกันที่จำนวนของประตู ใครทำได้มากกว่าก็ผ่านเข้ารอบไป

เท่ากับว่าในทางทฤษฎี อินเตอร์ มิลาน ยังมีโอกาสอยู่ .. 2 ประตู ไม่ใช่จำนวนที่มากเกินไป หากปรับความเฉียบคม เปลี่ยนโอกาสให้เป็นประตู อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะในวงการฟุตบอล ไม่มีอะไรแน่นอน ต่อให้มันจะเป็นเรื่องยากก็ตาม เดี๋ยวมารอดูกันอีก 3 สัปดาห์ ว่า งูใหญ่ จะสร้างปาฏิหาริย์ได้หรือไม่ หรือจะเป็นอีกทีม ที่โดน ลิเวอร์พูล เขี่ยตกรอบ

ฮาย ฮาวดี้-

 

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline