หลังจบเกม มีประเด็นหลายอย่างให้พูดถึงกัน โดยเฉพาะเรื่องราวของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จากเรื่องราวที่ไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่ เขาจะมีรีแอคชั่นอย่างไร และ มีอะไรน่าสนใจในแมตช์นี้บ้าง ไปติดตามกันครับ
- รีแอคชั่น ซาลาห์
ก่อนเกมจะเริ่มขึ้น ประเด็นร้อนฉ่าอีกหนึ่งอย่างในโลกลูกหนัง ก็คืออนาคตของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กับ ลิเวอร์พูล หลังมีรายงานว่า ไม่ยอมรับข้อเสนอในสัญญาฉบับใหม่ ที่สโมสรยื่นให้มา จนกลายเป็นที่วิจารณ์กันไปอย่างหนัก บ้างก็ว่าให้เปย์ค่าเหนื่อยตามที่ขอ บ้างก็ว่า "อยู่ก็ดีใจ ถ้าไปก็ขอบคุณ" เพราะไม่มีนักเตะคนไหน จะใหญ่กว่าสโมสร
อย่างไรก็ตาม โม ซาลาห์ ยังคงรัก ลิเวอร์พูล ไม่เปลี่ยนแปลง เขายังคงทุ่มเท และ มุ่งมั่นเพื่อทีมอยู่เสมอ เพราะเจตนารมณ์ที่เขาแสดงออกมาคือต้องการอยู่กับ หงส์แดง ต่อไป อย่างในเกมที่บุกไปเยือน ไบรท์ตัน เขาก็พยายามทำทุกทาง เพื่อยิงประตูให้ได้ โดยสร้างทั้งจังหวะ สร้างโอกาสให้ตัวเองได้อยู่เสมอ แต่เกมนี้เรดาร์ยังไม่ตรงเท่าไหร่ มีโอกาสเหน่งๆแต่ก็ไม่ตรงกรอบ พอมีจังหวะแฉลบ โชคก็ไม่เข้าข้าง ลอยไปชนคานอีกแล้ว
กระทั่ง ลิเวอร์พูล มาได้จุดโทษ และ เป็น โม ซาลาห์ สังหารเข้าไป โดยรีแอคชั่นของเจ้าตัว ยังคงสะใจเหมือนเดิม เหมือนเป็นการปลดแอก หลังจากเกมเจอ อินเตอร์ จัดไป 2 เสา ซึ่งประตูนี้ นับเป็นลูกที่ 20 ของเจ้าตัวในศึก พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้ ก่อนที่เจ้าตัวจะเจ็บข้อเท้า และ โดนเปลี่ยนตัวออกไปพัก เพราะกลางสัปดาห์ ยังมีแมตช์ที่บุกไปเยือน อาร์เซน่อล ซึ่ง คล็อปป์ บอกว่า ต้องรอดูอาการอีกที แต่ไม่น่าจะหนักอะไรมาก
- ดิอาซ ของจริง ฟอร์มไม่ตก
เวลาคุณเป็นนักเตะใหม่ คุณต้องใช้เวลากี่เดือนกันนะในการปรับตัว ยกตัวอย่าง ฟาบินโญ่ กับ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน สมัยย้ายมาอยู่กับ หงส์แดง กว่าจะได้ลงสนาม และ ยึดตำแหน่งตัวจริงในทีม ต้องรอถึง 3-4 เดือน ส่วนนักเตะจากทีมอื่น ไม่ขอเอ่ยนาม เพราะไม่ว่าใครก็เคยผ่านปัญหาเรื่องปรับตัวมาทั้งนั้น
แต่กับ หลุยส์ ดิอาซ ย้ายมาจาก เอฟซี ปอร์โต้ มาอยู่กับ หงส์แดง เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา รวมเวลาไม่ถึง 2 เดือนด้วยซ้ำ ดันโชว์ผลงานอันน่าทึ่ง ซึ่งแทบไม่ต้องปรับตัวใดๆทั้งสิ้น โดยนัดแรกที่เจ้าตัวลงเปิดซิง ถึงขั้นที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ออกปากชมว่า "นี่คือหนึ่งในฟอร์มเปิดตัวที่ดีที่สุดที่ผมเคยเห็น"
เมื่อเวลาผ่านไป หลายๆอย่างก็เริ่มกลมกล่อมมากขึ้น ดิอาซ ก้าวขึ้นมายึดตำแหน่งตัวจริงในทีม ลิเวอร์พูล ทันที มีทั้งแอสซิสต์ และ ซัลโวให้กับทีม กระทั่งล่าสุด ดาวเตะทีมชาติโคลอมเบีย ก็เป็นคนเบิกสกอร์ ด้วยการพลีกายโหม่งโฉบตัดหน้านายทวาร ไบรท์ตัน แม้จะต้องโดนหัวเข่าเข่าลิ้นปี่ก็ตาม
นอกจากทำประตูให้ทีมได้แล้ว ยังมีสถิติจ่ายบอลแม่นยำ 88 %, ชนะการดวลบนภาคพื้นดิน 9 จาก 12 ครั้ง, สร้างสรรค์โอกาสทอง 1 ครั้ง และ ช่วยแท็คเกิ้ลสำเร็จถึง 4 ครั้ง จะเห็นเลยว่า เกมรุกก็เด่น เกมรับก็ช่วยได้เยอะ ฟอร์มแบบนี้ บอกเลยว่า ดิโอโก้ โชต้า กับ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ เหนื่อยแน่นอน เพราะถ้าไม่เร่งฟอร์มขึ้นมา อาจต้องเป็นสำรอง หลุยส์ ดิอาซ
- ล้างอาถรรพ์เจอ ไบรท์ตัน
เชื่อว่าสาวก เดอะ ค็อป จะต้องจำขึ้นใจเวลาเจอกับ ไบรท์ตัน อย่างแน่นอน เพราะเป็นของแสลงสำหรับ หงส์แดง อย่างแท้จริง โดย 3 นัดหลังสุด จบลงแบบชนะไม่ได้เลย เคยแพ้คาถิ่นแอนฟิลด์ ด้วยซ้ำ หรือต่อให้นำก่อนก็ยังโดนตามตีเสมอ
ดังนั้นการบุกมาเยือน ไบรท์ตัน ย่อมรู้สึกเสียวไส้เป็นธรรมดา เพราะถ้าเกมนี้พลาดสะดุดเสมอ หรือ แพ้ โอกาสลุ้นแชมป์ก็จะยากยิ่งขึ้นมากไปอีก แต่เกมนี้ ลิเวอร์พูล ถือว่าทำได้ดี ต่อให้มีจุดผิดพลาด แต่ก็ควบคุมเอาไว้ได้ ส่วน ไบรท์ตัน ก็ไม่อาจฉกฉวยโอกาสเอาไว้ได้ ที่สำคัญยังมี อลิสซอน เบ็คเกอร์ ช่วยเอาไว้ได้ช่วงท้ายเกม เพราะถ้าโดนตีไข่แตกขึ้นมา อาจมีงานเข้า อย่างไรก็ตาม 3 แต้มเกมนี้ ถือว่าสำคัญมากๆ และ ลบล้างภาพจำที่ไม่ดีกับ ไบรท์ตัน ได้เสียที ด้วยการคว้าชัยชนะได้สำเร็จ
- สาเหตุที่ ไบรท์ตัน ใส่ชุดสีเหลือง
ไม่รู้ว่ามีคนสงสัยหรือเปล่า ทำไม ไบรท์ตัน ถึงเลือกใส่เสื้อสีเหลือง ซึ่งเป็นชุดเยือน ทั้งๆที่พวกเขาได้เล่นในบ้านเจอกับ ลิเวอร์พูล เพราะปกติแล้ว ไบรท์ตัน ต้องใส่ชุดสีฟ้าสลับขาว เป็นชุดเก่งของพวกเขา
แต่สาเหตุที่ ไบรท์ตัน เลือกใส่ชุด สีเหลือง เป็นเพราะพวกเขาต้องการให้กำลังใจและสนับสนุน ยูเครน ที่กำลังโดนรัสเซีย บุกโจมตีทำลายบ้านเมืองจนเละเป็นหน้ากอง ดังนั้นการใส่สีเหลือง ก็เป็นการบ่งบอกว่าทุกคนพร้อมอยู่เคียงค้าง เพราะสีเหลือง เป็นสีประจำประเทศยูเครน
แต่กระนั้นต่อให้มีการเปลี่ยนสีเสื้อ ทว่าฟอร์มการเล่นก็ยังไม่เปลี่ยนไป โดยหลังจากพ่าย หงส์แดง 0-2 เท่ากับว่า ไบรท์ตัน แพ้มาแล้ว 5 นัดติดต่อกัน ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยังดีที่พอมีบุญเก่า รั้งอยู่อันดับ 13 มี 33 คะแนน ห่างจากโซนตกชั้นถึง 12 แต้ม ด้วยกัน
- ไล่จี้ แมนฯ ซิตี้ เหลือ 3 แต้ม
การลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซีซั่นนี้ ดูแล้ว ลุ้นกันไปยาวๆแน่นอนครับ เพราะทาง ลิเวอร์พูล ก็ยังคงกดดันไล่จี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แบบหายใจรดต้นคอ โดยหลังจากเก็บ 3 แต้มนัดล่าสุด ทำให้ หงส์แดง ขยับมาไล่จี้ เรือใบสีฟ้า เหลือแค่ 3 คะแนน เหมือนเดิม โดยแข่งเท่ากันแล้วที่ 28 นัด
ดังนั้นก่อนที่ หงส์แดง จะบุกไปเยือน อาร์เซน่อล ซึ่งเป็นนัดตกค้างช่วงกลางสัปดาห์ พวกเขาจะต้องแช่งให้ แมนฯ ซิตี้ สะดุดขาตัวเอง ซึ่งต้องไปสังเวียน คริสตัล พาเลซ ถ้าสมมุติว่า เรือใบสีฟ้า ไม่สามารถเก็บ 3 คะแนนได้ บอกเลยว่า หงส์แดง เตะลืมตายแน่นอน เพราะมันมีโอกาสที่แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซีซั่นนี้ จะตัดสินกันในช่วงนัดท้ายๆ โดยเฉพาะนัดที่ ลิเวอร์พูล ต้องไปเยือน ถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม ในช่วงต้นเดือนเมษายน หลังเสร็จสิ้นภารกิจ ฟีฟ่า เดย์
ฮาย ฮาวดี้-











