background-defaultbackground-default
logo-pwa

เพิ่ม Khobsanam

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด

ใกล้จะปิดฉากอย่างบริบูรณ์แล้วสำหรับปฏิทินกีฬาปี 2020 ซึ่งเรียกว่าเป็นปีที่แสนสาหัสสำหรับทุกคน ทุกวงการ ทั่วโลก แต่ก็ไม่ได้แย่ไปซะทุกเรื่องทีเดียว

วันนี้ขอบสนามได้รวบรวม 10 เหตุการณ์เด่นวงการฟุตบอลที่เกิดขึ้นในปี 2020 มาฝาก ก่อนที่จะอำลาปีอันแสนหนักหน่วงนี้ไปก้าวขึ้นสู่ปีใหม่ที่จะต้องดีขึ้นกว่าเดิม มีอะไรบ้างมาติดตามได้เลย 1. แชมป์ที่รอคอยของ ลิเวอร์พูล หลังจากอดทนรอคอยมานานถึง 30 ปี ในที่สุด ลิเวอร์พูล ภายใต้การนำทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ทำได้สำเร็จผงาดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นหนแรกในรอบ 30 ปีอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นการนับหนึ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร สิ้นสุดการรอคอยของแฟนบอล โดย ลิเวอร์พูล การันตีแชมป์ได้ในคืนวันที่ 25 มิถุนายน เมื่อคู่แข่งอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกไปพ่าย เชลซี 1-2 จากการคว้าแชมป์ได้ทั้งที่เหลือการแข่งขันอีก 7 เกมก่อนจบฤดูกาล ทำให้ ลิเวอร์พูล สร้างสถิติใหม่ด้วยการเป็นแชมป์เร็วที่สุด อย่างไรก็ตามก่อนจะได้ฉลองแชมป์ ก็มีอุปสรรคทำให้เหล่า เดอะ ค็อป ใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เนื่องจาก การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ทำให้ฟุตบอลต้องเบรคไปถึง 3 เดือน พร้อมกับข่าวลือเรื่องของการ “โมฆะ” ทว่าท้ายที่สุดฟุตบอลก็สามารถกลับมาแข่งขันกันต่อได้จนครบตามโปรแกรม ทำให้แฟนบอล ลิเวอร์พูล ทั่วโลกได้ฉลองแชมป์ไปพร้อมสโมสร ส่วนแฟนบอลไทยก็ได้จัดขบวนแห่เสียบกุญแจสตาร์ท “รถแห่” ทั่วประเทศอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอยมาอย่างยาวนาน 30 ปี โบกมือลาปี 2020! รวม 10 เหตุการณ์เด่นวงการฟุตบอลในปี 2020 2. โควิดป่วนกีฬาและฟุตบอลที่ไร้แฟนบอลในสนาม หนึ่งในสิ่งที่ต้องบันทึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลเมื่อการสวมแมสก์กลายเป็นแฟชั่น ทั่วโลกต้องเจอกับการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ซึ่งสร้างผลกระทบทุกวงการทั่วโลก การแพร่ระบาดที่รวดเร็ว ความรุนแรงของเชื้อไวรัส ทำให้วงการกีฬาต้องหยุดการแข่งขัน แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การแข่งขัน โอลิมปิค และ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ยูโร มีอันต้องเลื่อนออกไป ในส่วนของการแข่งขันฟุตบอลระดับสโฒสรจำเป็นต้องหยุดแข่งขันไปถึง 3 เดือน ก่อนที่จะกลับมาแข่งขันต่อได้ แม้ว่าจะกลับมาแข่งต่อได้ แต่ก็ไม่เหมือนเดิม เพราะเป็นการแข่งขันในสนามที่ไร้แฟนบอลเข้าชม มีการเปิดซาวด์เสียงกองเชียร์เพื่อให้เกมการแข่งจันไม่เงียบจนเกินไป สร้างบรรยากาศให้เหมือนแฟนบอลสามารถเข้าสนามมาเชียร์ได้ปกติมากที่สุด รวมไปถึงการใช้สนามกลางแข่งขันเพื่อลดความเสี่ยงจากการเดินทาง มาตรการการป้องกันต่าง ๆ อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานนี้แฟนบอลสามารถกลับเข้ามาชมเกมการแข่งขันได้แล้วในบางประเทศ รวมถึงอังกฤษเอง ก็มีการอนุญาตแฟนบอลเข้าชมเกมได้บางสนาม แต่ทว่าด้วยการระบาดระลอก 2 และ 3 รวมถึงเชื้อไวรัสที่กลายพันธุ์ติดง่าย และโอกาสเสียชีวิตสูงขึ้น ทำให้มีการพิจารณากลับไปเตะสนามปิดอีกครั้ง จากสถานการณ์แล้วก็คงจะเป็นแบบนี้ต่อไป จนกว่าจะมีการผลิตวัคซีนสู้โควิดออกมาใช้อย่างเป็นทางการ และสามารถเข้าถึงกันได้ทุกคน โบกมือลาปี 2020! รวม 10 เหตุการณ์เด่นวงการฟุตบอลในปี 2020 3. ตำนานผู้ล่วงลับ ปี 2020 ถือเป็นปีที่หนักหน่วงนอกเหนือจากการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ที่ป่วนวงการกีฬาแล้ว โลกต้องเจอกับการสูญเสียบุคคลากรสำคัญในวงการกีฬาและวงการฟุตบอลอีกด้วย ย้อนกลับไปปลายมกราคม เราต้องเจอกับความสูญเสียชนิดช็อกโลก เมื่ออุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกคร่าชีวิต “โคบี้ ไบรอันท์” ตำนานบาสเกตบอลของทีมแอลเอ เลเกอร์ส ที่เสียชีวิตพร้อมลูกสาว และบุคคลอื่น ๆ อีกรวม 9 คน ส่วนในวงการฟุตบอลก็ต้องสูญเสียบุคคลากรสำคัญทั้งที่เป็นนักเตะและกุนซือระดับตำนานหลายราย เริ่มจากช่วง เดือนเมษายน “นอร์แมน ฮันเตอร์” ตำนานของ ลีดส์ ยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลกปี 1966 เสียชีวิตในวัย 76 ปี จากเชื้อไวรัสโควิด-19 ต่อมา เดือนกรกฎาคม “แจ็ค ชาร์ลตัน” อดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลก เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 85 ปีด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หลังจากนั้นเดือนตุลาคม “น็อบบี้ สไตล์” ตำนานมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษ เสียชีวิตอย่างสงบด้วยวัย 78 ปีหลังจากต่อสู้กับอาการป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากและภาวะสมองเสื่อมในมาอย่างยาวนาน ต้นเดือนพฤศจิกายน “เรย์ คลีเมนซ์” ยอดผู้รักษาประตูในตำนานของทีม ลิเวอร์พูล, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และทีมชาติอังกฤษ เสียชีวิตลงด้วยวัย 72 ปี หลังต้องต่อสู้กับมะเร็งต่อมลูกหมากมาอย่างยาวนาน ก่อนที่ปลายเดือนพฤศจิกายน โลกต้องสูญเสียตำนานนักเตะอย่าง “ดิเอโก้ มาราโดน่า” กลายเป็นข่าวใหญ่สุดช็อกไปทั่วโลก ซึ่งตำนานแข้งวัย 60 ปี จากโลกนี้ไปด้วยอาการหัวใจวายหลังเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดอาการลิ่มเลือดอุดตันในสมองได้ไม่กี่วัน หลังจากวงการฟุตบอลต้องพบกับข่าวสูญเสียตำนานอย่าง มาราโดน่า 4 วันต่อมา ก็ต้องพบกับข่าวสูญเสียอีกครั้ง “ปาเป้ บูบา ดิย็อป” อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติเซเนกัล ชุดช็อกโลกคว่ำ ฝรั่งเศส ในเกมเปิดสนามฟุตบอลโลก 2002 เสียชีวิตแล้วในวัย 42 ปี หลังจากล้มป่วยมานาน เข้าสู่เดือนธันวาคม ข่าวการสูญเสียยังคงเป็นเรื่องให้แฟนบอลได้ช็อกต่อเนื่อง เมื่อ “เปาโล รอสซี่” กองหน้าทีมชาติ อิตาลี ชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1982 คือหนึ่งในความสูญเสียของโลกลูกหนังอีกหนึ่งเรื่องในปี 2020 หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน “เชราร์ อุลลิเย่ร์” ตำนานผู้จัดการทีมของ ลิเวอร์พูล ชุดคว้า 3 แชมป์รายการเมื่อปี 2001 เสียชีวิตแล้วในวัย 73 ปี หลังเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่แฟนกีฬาหลายคนยังทำใจไม่ได้ ถือเป็นบุคคลากรที่สำคัญในวงการลูกหนังที่ต้องจากโลกนี้ไป ทิ้งไว้แต่เพียงผลงานบนหน้าประวัติศาสตร์และความทรงจำให้แฟนบอล โบกมือลาปี 2020! รวม 10 เหตุการณ์เด่นวงการฟุตบอลในปี 2020 4. ร้อยร้าว เมสซี่ กับ บาร์เซโลน่า อีกข่าวใหญ่ในหน้าสื่อของปีคงหนีไม่พ้น รอยร้าวระหว่าง ลิโอเนล เมสซี่ และ บอร์ดบริหาร บาร์เซโลน่า ที่ระหองระแหงกันมาได้สักระยะ แต่ฟางเส้นสุดท้ายมาขาดลงในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งเวลานั้น บาร์เซโลน่า ตัดสินใจปล่อย หลุยซ์ ซัวเรซ เพื่อนสนิทของเขาออกจากทีมแบบจากการไม่ดีเท่าไหร่นัก นำไปสู่รอยร้าวที่ไม่อาจจะสานต่อได้ ก่อนที่จะมีรายงานว่า เมสซี่ ขอยกเลิกสัญญากับ บาร์เซโลน่า เพื่อย้ายทีม นำไปสู่การประท้วงของแฟนบอลชาวกาตาลุนย่าที่ต้องการปลดประธานสโมสรอย่าง โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว เกมการเมืองนี้หลายฝ่ายต่างต้องออกมาเคลื่นไหว ทาง ลาลีกา เอง ก็ไม่อยากเสียซูเปอร์สตาร์แม่เหล็กดึงดูดลีกออกไป ยืนกรานว่า การย้ายทีมของยอดดาวเตะวัย 33 ปี จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการจ่ายค่าฉีกสัญญาตามที่ระบุไว้ 700 ล้านยูโร แต่ทีมทนายของ เมสซี ก็พยายามหักล้างว่า เงื่อนไขที่ เมสซี่ สามารถย้านทีมได้โดยไม่มีค่าฉีกสัญญาควรจะยังมีผลอยู่ ขณะที่ ควิม ตอร์ร่า ผู้นำแคว้นกาตาลุนย่าก็อยู่นิ่งเฉยไม่ได้ต้องออกมาเคลื่อนไหวทวีตถึง เมสซี่ ว่า กาตาโลเนีย จะเป็นบ้านของเขาเสมอ ขอบคุณทุกความสุขที่เขาสร้างที่แห่งนี้ ส่วนทาง บาร์โตเมว ประธานสโมสร บาร์เซโลน่า ถึงกับสัญญากับแฟนบอลว่าจะออกจากตำแหน่งหาก เมสซี่ อยู่ต่อ ท้ายที่สุดเรื่องนี้จบลงด้วยการที่ เมสซี่ ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการว่าเขาจะเล่นให้กับ บาร์เซโลน่า ต่ออย่างน้อยอีก 1 ฤดูกาล แม้ว่าจะอยากย้ายออกจากทีมก็ตาม ซึ่งทางด้าน เมสซี่ ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าถึงแม้เขาจะอยากย้ายแต่สโมสรก็ไม่อนุญาตให้เขาไป และเขาเองก็ไม่อยากทำร้ายสโมสรที่เขารักด้วยเช่นกัน ขณะที่ บาร์โตเมว ไม่ได้ลาออกทันทีในช่วงเวลาที่ เมสซี่ ประกาศอยู่ต่อ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องลงจากตำแหน่ง เพราะผลงานการบริหารที่ล้มเหลวจนไม่สามารถไปต่อได้ ซึ่งทาง บาร์เซโลน่า เตรียมเลือกตั้งประธานสโมสรคนใหม่ในปีหน้า สำหรับอนาคตของ ลิโอเนล เมสซี่ กับ บาร์เซโลน่า ยังไม่แน่นอน เขายังไม่ได้ตัดสินใจอนาคตตัวเองว่าหลังจบฤดูกาลจะเป็นเช่นไร แต่เชื่อว่าหาก บาร์เซโลน่า ได้ประธานสโมสรคนใหม่ที่พร้อมจะพาสโมสรไปถึงจุดหมายแบบที่ควรจะเป็น เมสซี่ เองก็พร้อมที่จะอยู่เดินเคียงข้างสโมสรไปจนแขวนสตั๊ดอย่างแน่นอน แต่หากต้องการย้ายจริง ๆ แฟนบอลก็พร้อมที่จะยอมรับการตัดสินใจของเขา เพราะเขาเองทำเพื่อสโมสรมามากพอแล้ว โบกมือลาปี 2020! รวม 10 เหตุการณ์เด่นวงการฟุตบอลในปี 2020 5. ลีดส์ กลับสู่ลีกสูงสุด นอกเหนือจากการคว้าแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่รอคอยแชมป์ลีกสูงสุดมานานถึง 30 ปี ทางด้าน “ยูงทอง” ลีดส์ ยูไนเต็ด ก็สร้างประวัติศาสตร์สิ้นสุดการรอคอยเช่นเดียวกัน พวกเขาคว้าแชมป์ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ พร้อมเลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง หลังจากห่างหายจากเวทีลีกสูงสุดไปนานถึง 16 ปี ภายใต้การนำทีมของยอดกุนซือที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยกย่องให้เป็นปรมาจารย์อย่าง มาร์เซโล่ บิเอลซ่า สำหรับ ยูงทอง ทีมดังในอดีตของอังกฤษ ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2003/2004 ทีมต้องฝ่าฟันผ่านมรสุมในช่วงตกต่ำ ต้องขายสนาม เอลแลนด์โรด ล้มละลาย ทีมถูกปรับตกชั้นไปอยู่ลีกต่ำสุด และจมปรักกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่อยู่หลายปี ก่อนที่จะได้รับโอกาสอีกครั้งโดย อันเดรีย ราดริซซานี นักธุรกิจชาวอิตาเลียน ประธานสโมสรคนปัจจุบัน ได้เข้ามาซื้อทีม ระดมกลุ่มเงินทุนมาสนับสนุน สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ทีมมากมาย และยังเป็นผู้ดึงตัว มาร์เซโล่ บิเอลซ่า เข้ามาคุมทีม ก่อนที่จะสร้างประวัติศาสตร์กลับขึ้นมาโลดแล่นบนเวทีลีกสูงสุดอีกครั้ง โบกมือลาปี 2020! รวม 10 เหตุการณ์เด่นวงการฟุตบอลในปี 2020 6. บาเยิร์น คว้า 5 แชมป์รายการ จัดว่าเป็นปีทองของ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค เลยก็ว่าได้ หลังจากต้องผ่านมรสุมมาช่วงหนึ่ง ก่อนที่ทีมจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการแต่งตั้งกุนซืออย่าง ฮานซี่ ฟลิค เข้ามาคุมทีมช่วงกลางฤดูกาลเพื่อกอบกู้ บาเยิร์น มิวนิค และเกินคาด ฮานซี่ ฟลิค พาทีม บาเยิร์น มินิค เล่นได้อย่างไร้เทียมทาม เก็บแต้มอย่างเป็นกอบเป็นกำขึ้นนำจ่าฝูงแบบม้วนเดียวจบ ทำลายทุกสถิติที่เคยมีมาแบบราบคาบ ไม่ว่าจะเป็นการคว้าถาดแชมป์เร็วที่สุดทั้งที่ยังเหลือการแข่งขันถึง 6 เกมก่อนจะจบฤดูกาล เก็บไปได้ถึง 91 คะแนนจากการลงเล่น 34 นัด ซึ่งถือว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ของบุนเดสลีกา ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเขา พวกเขาเดินหน้ากวาดแชมป์ โดยคว้าแชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล บอลถ้วยในประเทศ ด้วยการเอาชนะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 หลังจากกวาดแชมป์ในประเทศได้ทั้งหมดแล้ว พวกเขาก็เดินหน้าตบคู่แข่งยักษ์ใหญ่ในเวทียุโรปไปแบบชนิดที่บอลคนละชั้น ทั้งการยำใหญ่ใส่ เชลซี ต่อด้วยถล่ม บาร์เซโลน่า และเขี่ย โอลิมปิก ลียง ในรอบรองชนะเลิศ ก่อนคว้า เปแอสเช ในรอบชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์ยุโรปอย่างยิ่งใหญ่แบบไร้เทียมทาน ก่อนที่จะปิดท้ายปีด้วยการคว้า เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ มาครอง เป็นแชมป์รายการที่ 5 ของปีปฏิทิน 2020 จากการเบียดเอาชนะ “เสือเหลือง” โบรุสเซียดอร์ทมุนด์ อย่างสุดมันส์ 3-2 ปิดฉากปี 2020 อย่างสวยงาม โบกมือลาปี 2020! รวม 10 เหตุการณ์เด่นวงการฟุตบอลในปี 2020 7. ไม่มีบัลลงดอร์สำหรับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ฟร้องซ์ ฟุตบอล ตัดสินใจยกเลิกการประกาศรางวัล บัลลงดอร์ในปีนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าสถานกาณ์การแข่งขันไม่ปกติ อย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก็ต้องปรับมาเล่นรอบน็อคเอาท์แบบนัดเดียวจบ ไม่มีเหย้าเยือน ซึ่งหลังจากการประกาศยกเลิกการประกาศรางวัลดังกล่าว หลายฝ่ายก็ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่นัก และคนที่เสียดายที่สุดคงหนีไม่พ้น โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หัวหอกดาวยิงของ บาเยิร์น มิวนิค ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ในการถล่มประตู ช่วย บาเยิร์น กวาดทริปเปิ้ลแชมป์ จากผลงานการยิง 55 ประตู ใน 47 นัด แม้ว่า เลวานดอฟสกี้ จะพลาดรางวัลเกียรติยศอย่างบัลลงดอร์ เนื่องจากยกเลิกประกาศรางวัล แต่ทว่า เดอะ เบสต์ ฟีฟ่า อวอร์ด ยังคงเดินหน้าประกาศรางวัล และแน่นอนว่าไม่พลิกโผ เลวานดอฟสกี้ คว้ารางวัลนักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า มาครองได้ตามเป้าหมาย ด้วยการชนะคะแนน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ ไปขาดลอย อย่างไรก็ตามก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แฟนบอลอยากเห็นเขาได้รางวัล บัลลงดอร์ ในปีนี้มากที่สุด คงต้องสู้กันใหม่ในปีหน้า ผลงานของเขานับตั้งแต่เริ่มฤดูกาลใหม่มาก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี หากเขารักษามาตรฐานต่อไปได้เหมือนฤดูกาลมา เชื่อว่าในที่สุดแฟนบอลคงได้เห็นเขาซิวรางวัลบัลลงดอร์มาครองได้สำเร็จ โบกมือลาปี 2020! รวม 10 เหตุการณ์เด่นวงการฟุตบอลในปี 2020 8. VAR ป่วนพรีเมียร์ลีก VAR เทคโนโลยีภาพช้าถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นตัวช่วยให้กับผู้ตัดสิน ขจัดความเกมโกง และ สร้างความเที่ยงตรงให้กับวงการลูกหนังมากที่สุด แต่เมื่อยิ่งนำเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ กลับทำให้มีเรื่องดราม่าให้พูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการแข่งขัน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่มักมีปัญหาเรื่อง VAR มากกว่าใครเพื่อนในรอบปี 2020 หลายเกมในปีที่ผ่านมา การนำ VAR เข้ามาช่วยตัดสินไม่ได้ยกระดับเกมให้เที่ยงตรงขึ้นไปเลยแม้แต่น้อย ทั้งจังหวะการฟาลว์ ที่ควรได้ และ ไม่ควรได้ หรือ การล้ำหน้าแบบขนแขน ที่ต้องร้องว่า "อิหยังวะ" ชวนให้แฟนบอลปวดหัวเป็นที่สุด หลายทีมต้องทำแต้มหล่นหายเพราะความไม่เป็นธรรมของ VAR จดมีการจัดอันดับที่ที่ได้และเสียผลประโยชน์จาก VAR มากที่สุดออกมาให้แฟนบอลได้ดูเป็นขวัญตา ยกตัวอย่างเกมที่พอจำกันได้ก็คือ VAR ตัดสินพลาด 3 เกมในวันเดียว VAR ตัดสินพลาด 3 เกม ในวันเดียว แค่ตัดสินพลาดวันเดียว ก็ดูเป็นความย่ำแย่ของ VAR ในสายตาแฟนบอลทั่วโลกอยู่แล้ว แต่การทำหน้าที่ผิดพลาดถึง 3 คู่ ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นับเป็นความอัปยศที่ไม่ควรเกิดขึ้นด้วยซ้ำ กับลีกที่ขึ้นชื่อว่า ดุเดือดและสุดมันส์ เป็นอันดับ 1 ของโลก เริ่มจากคู่ แมนฯ ยูไนเต็ด พบกับ แอสตัน วิลล่า เมื่อ VAR ยังคงมองว่า บรูโน่ แฟร์นันเดส ถูก เอซรี คอนซ่า เข้าข้างหลัง แต่ดูจากภาพช้าแล้วจะเห็นได้เลยว่าดาวเตะทีมชาติโปรตุเกส ล้มลงไปเอง ไม่สมควรได้เป็นจุดโทษ ต่อจากนั้นเป็นเกมที่ บอร์นมัธ รอดตัวจากการเสียจุดโทษ เมื่อผู้เล่นในทีมอย่าง โจชัว คิง ไปทำฟาวล์ใส่ แฮร์รี่ เคน กองหน้า สเปอร์ส ในเขตโทษ แต่ VAR กลับไม่ฟ้องว่าควรจะเป็นจุดโทษ ทั้งที่ภาพช้าแสดงให้เห็นเลยว่าเกิดการทำฟาวล์กันจริงในกรอบเขตโทษ เหตุการณ์สุดท้ายของวัน เกิดที่สนาม กูดิสัน พาร์ค รังเหย้าของ เอฟเวอร์ตัน โดยเป็นเหตุการณ์ที่ เซาแธมป์ตัน ได้จุดโทษจากจังหวะที่ เจมส์ วอร์ด-พราวส์ ถูกทาง อันเดร โกเมส กองกลางเจ้าบ้าน กระแทกจากด้านหลัง แต่เมื่อดูจากภาพช้าจะเห็นว่ามันไม่ใช่การฟาวล์แต่อย่างใด ซึ่งทั้ง 3 เหตุการณ์ VAR ยอมรับว่าตัดสินผิดพลาดจริง ๆ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าตกลงแล้ว VAR เข้ามาช่วยยกระดับการแข่งขัน หรือทำให้มันแย่ลงกันแน่ โบกมือลาปี 2020! รวม 10 เหตุการณ์เด่นวงการฟุตบอลในปี 2020 9. ซีดาน พามาดริด คืนบัลลังก์ เรอัล มาดริด ยักษ์ใหญ่แห่ง ลาลีกา สเปน ต้องเจอมรสุมมาพักใหญ่ในช่วงที่ ซีเนดีน ซีดาน ลาออกจากการเป็นกุนซือของทีม ก่อนที่ท้ายที่สุดก็ต้องรีเทิร์นกลับมาช่วยทีมอีกครั้งเมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2019 แม้จะยังคงถูกตั้งคำถามว่าเขาใช่ของจริงหรือไม่ แต่ในปี 2020 ซีดาน ก็พิสูจน์ตัวเองให้โลกได้เห็นอีกครั้งว่าเขาคือยอดกุนซือที่เหมาะสมกับ เรอัล มาดริด ด้วยการพา เรอัล มาดริด กลับคืนบัลลังก์ คว้าแชมป์ ลาลีกา สเปน ได้สำเร็จ แถมเป็นการเอาชนะคู่ปรับร่วมลีกอย่าง บาร์เซโลน่า ทั้งที่ตอนแรกคะแนนเบียดกันมา ซึ่งในช่วงตั้งแต่ที่ฟุตบอลสามารถกลับมาเตะได้ มาดริด ไม่พ่ายแพ้ทีมใดเลย เดินหน้าเก็บแต้มคว้าแชมป์ในที่สุด สำหรับการคว้าแชมป์ ลาลีกา ในครั้งนี้เป็นการคว้าแชมป์รายการที่ 11 ของ ซีดาน ในฐานะกุนซือ เรอัล มาดริด พร้อมสถิติคุมทีม 209 เกม ได้ไป 11 แชมป์ หรือคิดเฉลี่ยได้แชมป์ทุก 19 เกม โดยมีแค่ มิเกล มูยอซ ที่ได้แชมป์มากกว่าที่ 14 รายการจากการคุม 605 เกมเท่านั้น ทว่าผลงานในฤดูกาลนี้ของ ซีดาน ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แม้ว่าปัจจุบันทีมจะรั้งที่ 2 ตารางคะแนน แต่ฟอร์มการเล่นไม่น่าอภิรมย์ ทั้งยังมีข่าวว่าจะถูกปลดอย่างหนาหู หลังจากที่เริ่มฤดูกาล 2020/21 ผลงานของ มาดริด กระท่อนกระแท่นผีเข้าผีออกทั้งในเกมลีกและเกมบอลถ้วยยุโรป แฟนบอล ราชันชุดขาวก็คงต้องส่งใจช่วยยอดกุนซือกันต่อไป โบกมือลาปี 2020! รวม 10 เหตุการณ์เด่นวงการฟุตบอลในปี 2020 10. ซูเปอร์สตาร์ติดคุกและเสี่ยงคุก ปิดท้ายเหตุการณ์เด่นในปี 2020 ด้วยเรื่องคุกตาราง เมื่อซูเปอร์สตาร์มีชื่อในวงการลูกหนัง อยู่ดีดีไม่ชอบ ดันเอาตัวเองไปเสี่ยงต่อการติดคุกรวมถึงติดคุกก็มี เริ่มจาก แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลังกัปตันทีมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องนอนคุกกรีซ 2 คืน หลังถูกกล่าวหาว่าทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ และได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา ก่อนที่ถูกศาลประจำเกาะซีรอส ประเทศกรีซ ตัดสินให้ต้องโทษจำคุก 21 เดือนกับ 10 วันจากความผิด 3 กระทงทำร้ายร่างกาย, ขัดขืนการจับกุม และพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่จากเหตุวิวาทบนเกาะมีโคลอส เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาอย่างไรก็ตามเนื่องจาก แม็กไกวร์ ไม่เคยกระทำผิดมาก่อน อีกทั้งข้อหาทั้งหมดยังเป็นความผิดประเภทลหุโทษทำให้ผู้พิพากษาตัดสินให้รอลงอาญาเอาไว้ก่อน นอกเหนือจาก แม็กไกวร์ ที่มีชื่อขึ้นหน้าสื่อป้วนเปี้ยนเสี่ยงคุกแล้ว อีกคนที่กลายเป็นทีฮือฮาคือ โรนัลดินโญ่ ตำนานดาวยิงบราซิล และ โรแบร์โต้ เดอ อาสซิส พี่ชายของเขากลายเป็นข่าวดังทั่วโลก หลังถูกจับขังคุก คัวดริลาเทโร่ ในประเทศปารากวัย โทษฐานใช้เอกสารทางราชการปลอมในการเดินทางเข้าประเทศเพื่อนบ้าน โดยทั้งคู่ถูกจับกุมเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังได้รับเชิญให้เดินทางมายังประเทศปารากวัย เพื่อร่วมงานการกุศล ซึ่งพาสปอร์ตปลอมดังกล่าวสามารถผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองมาได้แบบไม่มีปัญหา แต่อีกไม่กี่ชั่วโมงจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็บุกเข้าจับตัวพวกเขาในห้องของโรงแรม โรนัลดินโญ่ ต้องอยู่ในคุกถึง 171 วัน ก่อนศาลในประเทศปารากวัย ได้ตัดสินให้ โรนัลดินโญ่ อดีตแข้งแซมบ้า และพี่ชายของเขา ได้รับการปล่อยตัว และสามารถเดินทางกลับประเทศบราซิลได้ทันที หลังทั้งคู่ยอมรับผิดตามเงื่อนไข และยอมเสียค่าปรับเป็นจำนวนเงิน 90,000 เหรียญสหรัฐฯ โบกมือลาปี 2020! รวม 10 เหตุการณ์เด่นวงการฟุตบอลในปี 2020 ทั้งหมดเป็นเหตุการณ์เด่น ๆ ในวงการลูกหนังปี 2020 ซึ่งถือเป็นปีที่หนักหน่วงของมวลมนุษยชาติ ขอบสนามก็หวังว่าในปี 2021 ที่จะถึงนี้ทุกอย่างจะกลับมาดีขึ้นและเป็นปีที่สดใสอีกครั้ง

- เปี๊ยกบางใหญ่ -

logoline