เสร็จสิ้นมหากาพย์ 22 ปี เสียที สำหรับการทำหน้าที่ของ อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือใหญ่ อาร์เซน่อล ภายหลังจากประกาศขออำลาตำแหน่งเฮดโค้ช "ไอ้ปืนใหญ่" เมื่อซีซั่นนี้จบลง

ด้วยเหตุผลมากมายที่ทำให้ เวนเกอร์ ไม่ได้สร้างความยิ่งใหญ่ เหมือนสมัยยุคแชมป์ไร้พ่าย และสร้างรอยร้าวหลายๆอย่าง กับผลงานในช่วงที่ผ่านๆมา โดยเฉพาะการกำเนิดขึ้นมาของโลก "โซเชียล" เพียงแค่ปลายนิ้ว ก็สามารถทำลายคนหนึ่งได้ทันที ถึงแม้ เจ๊ จะยืนหยัดต่อสู้มาหลายเพลา แต่ก็ไม่อาจทนฝืนได้อีกต่อไป ฉะนั้นมาดูกันว่า ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ เวนเกอร์ ประกาศข่าวช็อคอำลาแบบนี้

  1. สนามใหม่ชื่อว่า "เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม"
การทุบคลังสร้างสเตเดี้ยมแห่งใหม่ ย่อมเป็นเรื่องดีสำหรับสโมสรนั้นๆ เพราะจะได้มีแฟนบอลเข้ามาชมเกมมากขึ้น มีสปอนเซอร์ติดต่อเข้ามาเพื่อช่วยอุ้มชูสโมสร แต่สำหรับ อาร์เซน่อล มันผิดมหันต์ เพราะสิ่งที่ทำให้ "ไอ้ปืนใหญ่" สถาปนาตัวเองเป็นยักษ์ใหญ่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คือสนาม ไฮบิวรี่ สังเวียนแห่งนี้ ไฮบิวรี่ เป็นสังเวียนที่ทำให้ อาร์เซน่อล เป็นแชมป์ไร้พ่าย แบบในยุค "ดิ อินวินซิเบิ้ลส์" แต่หลังจากที่พวกเขาตัดสินใจรื้อทิ้งสนามแห่งนี้ และย้ายไปโม่แข้งในถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม หลายสิ่งหลายอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป โดยเฉพาะการเป็นหนี้ของสโมสรจากการสร้างสเตเดี้ยม ทำให้ต้องทยอยปล่อยนักเตะตัวสำคัญออกจากทีม หันไปปั้นดาวรุ่ง เมื่อโด่งดังขึ้นมา ก็ขายทิ้งออกไป เป็นวัฏจักร ที่สาวก "เดอะ กันเนอร์ส" เบื่อหน่าย กว่าจะลงตัวมีเงินซื้อนักเตะก็ใช้เวลากว่า 10 ปี
  1. งบน้อย
จากเหตุผลข้อแรก เมื่อการสร้างสนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เป็นการสร้างหนี้ก้อนโตให้กับสโมสร ทำให้ เวนเกอร์ ไม่มีทางเลือก จึงต้องตัดสินใจขายทั้งนักเตะหัวกะทิ เพื่อนำเงินมาหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็น เธียร์รี่ อองรี, ปาทริค วิเอร่า, อเล็กซานเดอร์ ฮเล็บ และ เชส ฟาเบรกัส เป็นต้น อย่างที่บอกว่าต้องนำเงินมาหมุนเวียน เพื่อเคลียร์หนี้ของสโมสร ทำให้ อาร์เซน่อล ไม่ค่อยได้ตัวดีๆเข้ามาทดแทน ซ้ำร้ายกว่านั้น "ไอ้ปืนใหญ่" ไม่มีเงินอัพค่าเหนื่อยให้กับนักเตะ อย่าง โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ จึงต้องเสียนักเตะฝีเท้าดีออกไป จนกระทั่งเมื่อทุกอย่างลงตัว ก็เริ่มจะได้เห็นการซื้อตัว เมซุต โอซิล, อเล็กซิส ซานเชซ หรือ ปีเตอร์ เช็ก เข้ามาสู่ทีม
  1. ความสำเร็จ
หลังจากยุคแชมป์ไร้พ่าย "ดิ อินวินซิเบิ้ลส์" เมื่อฤดูกาล 2003-04 และเปลี่ยนมาใช้สนาม เอมิเรตส์ สเตเดี่ยม ความสำเร็จของ อาร์แซน เวนเกอร์ ก็แทบจะไม่ปรากฏตัวออกมาให้ เปรียบเสมือน "รักแท้" รู้ว่ามีอยู่จริงๆ แต่มันก็หายากเหลือเกิน โดยนับตั้งแต่ที่ อาร์เซน่อล คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ครั้งสุดท้าย มีเพียง เอฟเอ คัพ 2 สมัย เท่านั้น ที่คอยมาปลอบใจสาวก "เดอะ กันเนอร์ส" ช่วงหลังๆ แต่ถ้ามันมีอะไรจำเจ ใครๆก็อยากได้สิ่งอื่นที่มันดีกว่า และสิ่งที่แฟนบอล "ไอ้ปืนใหญ่" ต้องการคือการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดแดน "ผู้ดี" ให้ได้อีกครั้ง หรือ อย่างน้อยก็ให้มันได้ลุ้นไปจนจบซีซั่น ไม่ใช่เพียงมาลุ้นอันดับ 4 ซึ่งสุดท้าย เวนเกอร์ ก็ตอบโจทย์ไม่ได้
  1. การต่อต้านจากแฟนบอล
กระแส Wenger Out ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดในช่วงหลายปีก่อน เพราะผลงานแบบหนังม้วนเดิม แฟนบอลไม่ต้องการย่ำอยู่กับที่ ต้องการหาอะไรที่มันดีกว่า แบบที่ไม่ต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เฉกเช่นทุกฤดูกาล, ไม่ต้องมานั่งลุ้นดีใจกับการจบเพียงแค่อันดับ 4 หรือมีลุ้นแค่ฟุตบอลถ้วยในประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น "Wenger Out" ไปโผล่ตามสถานที่ที่ไม่ใช่ฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นเกมแข่งรักบี้, บนบัตรเลือกตั้งประธานาธิบดี ในประเทศไซปรัส, ศึกมวยปล้ำ WWE รวมถึงกลางคอนเสิร์ต โคลด์เพลย์ ประเทศไทย เพราะด้วยผลงานที่ไม่เอาอ่าว โดยเฉพาะการพ่ายแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-3 แบบไร้ทางสู้ ทั้งในนัดชิงชนะเลิศ คาราบาว คัพ และ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ดังนั้นเมื่อถูกแฟนบอล ขับไล่ไม่เว้นวัน เจ้าตัวจึงประกาศอำลา
  1. เตรียมหลุดพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 ปีติด
เมื่อผลงานภาพรวมของทีม ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางกันเอาไว้ก่อนเริ่มซีซั่น ฉะนั้นผู้รับผิดชอบคนแรก ก็คงเป็นหน้าที่ของตัวผู้จัดการทีม ถึงแม้จะต้องมีสภาพแวดล้อมด้านอื่นๆมาเป็นปัจจัยเกี่ยวข้อง ฉะนั้นฟอร์มของ อาร์เซน่อล เวนเกอร์ จะต้องรับผิดชอบไปแต่โดยดี เมื่อซีซั่นก่อน เวนเกอร์ สร้างความผิดหวังให้กับสาวก "เดอะ กันเนอร์ส" ด้วยการพลาดคว้าตั๋ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรก พร้อมกับมีกระแสไล่จากแฟนบอล แต่ทว่าเฮดโค้ชเฟร้นช์ ก็ยังหน้าทนต่อสัญญาคุมทีมไปอีก 2 ปี แต่ทว่าก็ไม่ดีกว่าเดิม ซีซั่นนี้เตรียมหลุดพื้นที่ท็อปโฟร์ เป็นครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ เพราะร่วงมาอยู่อันดับ 6 หนทางเดียวที่ยังเหลือรอด คือการเป็นแชมป์ ยูโรปา ลีก แต่ก็ต้องเจอกับกระดูกชิ้นโต เมื่อพบกับ แอตเลติโก มาดริด รอบรองชนะเลิศ
  1. มีเงินช็อป แต่เกาไม่ถูกที่คัน
ถึงแม้ อาร์แซน เวนเกอร์ จะสามารถช่วยสโมสร อาร์เซน่อล ปลดภาระหนี้สินจากการสร้างสนาม และเริ่มซื้อตัวผู้เล่นดีๆเข้ามาเสริมทัพ แต่กระนั้นการใช้จ่ายของ เวนเกอร์ ดูจะไม่มีค่อยกล้าทุ่มเทสักเท่าไหร่ เพราะเต็มที่ก็จะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเสริมทัพประมาณ 2-3 คน แต่การเสริมทัพหลายๆครั้งของ เวนเกอร์ ก็ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาไปทั้งหมด พวกเขามักเริ่มต้นซีซั่นด้วยความพ่ายแพ้ และเหมือนเป็นไฟต์บังคับ ไฟรนก้นให้ต้องรีบซื้อผู้เล่นเข้ามา เพื่อขจัดจุดบอดต่างๆ เมื่อถึงเวลาแบบนั้น มันก็มีตัวเลือกไม่เยอะสักเท่าไหร่ ได้คนไหน ก็เอาคนไหน โดยเฉพาะกองหลังที่เป็นจุดอ่อน ก็ไปเอานักเตะอย่าง กาเบรียล เปาลิสต้า หรือ ชโคดราน มุสตาฟี่ เข้ามา ซึ่งทำให้เห็นว่าไม่สามารถช่วยทีมได้เลย
  1. สไตล์ไม่พัฒนา
ตลอด 22 ปี ที่ผ่านมา เวนเกอร์ สร้างให้ อาร์เซน่อล มีความโดดเด่น ในสไตล๋การเล่นฟุตบอลแบบเท้าสู่เท้า ต่อบอล, หาช่อง และ ยิงประตู นับเป็นลายเซ็นของเฮดโค้ชรายนี้ ที่คอยสร้างความสำเร็จให้กับสโมสร แต่เมื่อเวลาเดินผ่านไป หลายสิ่งหลายอย่างก็ย่อมเก่าตามไปด้วย สไตล์การเล่นที่เคยเป็น เอกลักษณ์ของเจ๊ ยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่เดิม, ไม่พัฒนาไปไหน วัดกันให้เห็นคือตอนนี้ ลิเวอร์พูล กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ แซงหน้าไปแล้ว ที่สำคัญไปกว่านั้นหากใครยังจำได้เกมที่ อาร์เซน่อล แพ้ให้กับ แมนฯ ซิตี้ 0-3 ในศึก คาราบาว คัพ นักเตะอย่าง เมซุต โอซิล, อาร่อน แรมซี่ย์ รวมถึง กรานิต ชาก้า ถึงขั้นเดินเล่นในสนาม นั่นแสดงให้เห็นว่าทีมของ เวนเกอร์ ไม่มีผู้นำ, ไม่มีจิตวิญญาณ และ ไม่มีมิติแปลกใหม่อะไรมาเพิ่มเติมอีกแล้ว https://www.khobsanam.com/news/13779
logoline