ใครคือเด็กเส้น ?

กระแส “ดราม่า” จากความล้มเหลวของทีมฟุตบอลไทยในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 2018 ที่อินโดนีเซียยังมีอย่างต่อเนื่อง บ้างก็ว่าฟุตบอลไทยตกต่ำ ไม่ก็ว่าถอยหลังลงคลอง !!!

ผลงานไม่ดีคงยากที่จะมีเสียงชื่นชม แต่บางทีพวกด่ากันลามปามเกินไป ราวกับว่า “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ ไปฆ่าใครตาย !!!

นักฟุตบอลหลายรายไม่รอดเหมือนกัน ถูกวิพากษ์วิจารณ์ฟอร์มการเล่นน่ะเป็นเรื่องปกติ แต่บางทีจิกหัวด่ากันแบบหยาบคาย

แน่นอนละว่าทีมชาติไทยเป็นของทุกคน ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น ยิ่งเป็นยุค “โซเชียล” แบบนี้กระแทกคีย์บอร์ดใส่กันชนิดไม่ยั้ง

แต่อยากให้ใช้ “ปัญญา” มากกว่า “อารมณ์” คิดให้เยอะๆว่าเกมกีฬาต้องมีแพ้ ชนะ พวกเขาไปแข่งกีฬาแล้วแพ้ ไม่ได้ไปทำเรื่องเลวทรามจนต้องด่ากันแบบกระทืบจมดินขนาดนั้น

ถ้ากระทำตัวผิดวินัยนักกีฬาอย่างร้ายแรง แหกค่ายซ้อม สำมะเลเทเมา หรือทำอะไรที่เสื่อมเสียชื่อเสียงประเทศชาติ อันนั้นค่อยด่าแบบให้หมดอนาคตก็ไม่ว่ากัน

สำหรับอนาคตของฟุตบอลไทยหลังจากนี้ต้องเอาความล้มเหลวที่เกิดขึ้นและเสียงก่นด่าต่างๆนาๆมาพัฒนาเพื่อสู้ต่อไป

การตกรอบแรกในเอเชี่ยนเกมส์เป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปีที่ “จาการ์ตา &  ปาแลมบังเกมส์ 2018” ไม่ใช่บทอวสานของวงการฟุตบอลไทย

ฟุตบอลไทยผ่านหลายรสชาติมาตลอดในช่วง 20 ปีนี้ ตกรอบแรกซีเกมส์ 2 สมัยติด หรือ ตกรอบแรกอาเซียนคัพ (ไทเกอร์คัพ, ซูซูกิคัพ) เราเคยผ่านมาหมดแล้วในยุคก่อนหน้านี้

ดังนั้นใครจะ “อาย” ที่ตกรอบแรกเอเชี่ยนเกมส์ก็อายไป แต่ส่วนตัวเฉยๆ…เจ็บมาเยอะ

ที่สำคัญยังยืนยันในมุมมองเดิมว่าฟุตบอลในเอเชี่ยนเกมส์ไม่ใช่ตัววัดว่ามาตรฐานของฟุตบอลไทยอยู่ตรงไหน เพราะนี่ไม่ใช่ทัวนาเมนต์ระดับ “เมเจอร์”

ชาติเพื่อนบ้านอาเซียนอย่าง “เวียดนาม” ได้อันดับ 4 เอเชี่ยนเกมส์ครั้งนี้น่ะดีใจด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่านักเตะ “ญวน” วิ่งไล่ทันทีมชาติไทยแล้วอย่างที่ว่ากัน

นักเตะไทยเคยได้อันดับ 4 เอเชี่ยนเกมส์มาถึง 4 สมัย แล้วพวกเราวิ่งไล่ทันทีมอย่าง เกาหลีใต้ หรือ ญี่ปุ่น หรือยัง ?

ฟุตบอลในเอเชี่ยนเกมส์มันคนละเรื่องกับทัวนาเมนต์อย่าง “เอเชี่ยนคัพ” หรือ “ฟุตบอลโลก” รอบคัดเลือก

เอเชี่ยนเกมส์ไม่มีแม้กระทั่งแต้มสะสมใน “อันดับโลก” ของ “ฟีฟ่า”  หลายชาติจึงมีนโยบายที่แตกต่างกันไปในการส่งทีมเข้าแข่งขัน

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ วางนโยบายไว้อย่างดีเหมือนกันในตอนแรก นั่นคือการมองไกลใช้เอเชียนเกมส์เป็นเวทีสำหรับเตรียมทีมลุ้น “โอลิมปิก 2020”

แต่เป้าหมายที่อยู่ไกลดันมาเจอ “จุดวัดใจ” ระหว่างทางในเอเชี่ยนเกมส์ก่อน ที่สุดแล้ว สมาคมฯ เลือกที่จะพังนโยบายตัวเอง พร้อมกับโยนความผิดให้ “โค้ชโย่ง” รับไปคนเดียว !!!

การปลด “โค้ชโย่ง” กระทำได้อยู่แล้วเมื่อผลงานไม่ตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่เหตุแห่งความล้มเหลวมันมีหลายอย่างไม่ใช่แค่ที่ตัวโค้ช

ที่สำคัญคือมันค้านกับคำพูดของ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง นายกสมาคมฯด้วยที่ว่าจะตัดสินใจแบบ “ไม่ตามกระแส” และ “ไม่มีนโยบายปลดโค้ช”

ทว่าสุดท้ายแล้วการกระทำมันสวนทางกับคำพูด

วิธีการ “บอลแพ้เปลี่ยนโค้ช” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาในบอลไทยหลายยุคหลายสมัย เมื่อยุคนี้ยังหนีไม่พ้นวิธีการเดิมจึงเข้าข่าย “พายเรือในอ่าง” วนไปวนมาอยู่ที่เดิม

ไม่รู้ว่า “บิ๊กอ๊อด” ที่เคยยืนยันแบบหนักแน่นทำไมถึงเปลี่ยนใจเอาง่ายๆในเรื่องนี้ หลายคนมองว่าอาจเกี่ยวกับบทสัมภาษณ์ของ เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ฯ

“เนวิน” วิพากษ์ฟุตบอลไทยแบบเผ็ดร้อนได้ใจแฟนบอลไปมากโข หลังจากนั้นไม่นาน สมาคมฯ ออกข่าวแยกทางกับ “โค้ชโย่ง” ตามมาทันที

เรื่องนี้เกี่ยวกันหรือไม่ไม่มีใครยืนยัน แต่ถ้าส่งผลแบบนั้นจริงๆขอให้ “บิ๊กอ๊อด” ตามต่อจากบทสัมภาษณ์ที่บอกในทำนองว่าการเลือกตัวผู้เล่นทีมชาติมี “เด็กเส้น” ด้วยว่าคือใคร

ตามคำสัมภาษณ์ “เนวิน” บอกได้ยินมาว่าโค้ชทีมชาติไทยเลือกตัวผู้เล่นเพราะมี “ผลประโยชน์” กับ “เอเยนต์” แต่ไม่ได้ระบุให้ชัดว่าเป็นทีมชาติไทยชุดไหน

ตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรปล่อยให้ผ่านเลยไปอย่างเด็ดขาด คนระดับประธานสโมสรบุรีรัมย์ฯเปิดประเด็นมาขนาดนี้แล้วต้องไปให้สุดซอย

ใครที่เอาทีมชาติไทยมาหาผลประโยชน์ของตัวเองต้องไม่มีที่ยืนในสังคม อีกทั้งคำว่า “เด็กเส้น” คือสิ่งที่ทำลายภาพลักษณ์ของวงการฟุตบอลไทย

ไม่ว่ากี่ปีกี่หนพวกชอบด่าบอลไทยถ้าคิดอะไรไม่ออกจะต้องด่าว่า “ทีมชาติมีแต่เด็กเส้น” เสมอ ดังนั้นเรื่องนี้ต้อง “เคลียร์” อย่าให้เป็นประเด็นแค่ให้แฟนบอลสะใจ

“นายกเงา” เปิดมาขนาดนี้แล้ว “นายกตัวจริง” ไม่ควรจะอยู่นิ่งเฉยนะขอรับ ขานรับให้เหมือนหลายๆเรื่องก่อนหน้านี้หน่อย !!!

 “บับเบิ้ล”

 

RELATED NEWS