เจาะเหตุผลทำไม “กระต่าย” ฟอร์มขึงขังล้ม “สายฟ้า” ได้!!!

เจาะเหตุผลทำไม “กระต่าย” ฟอร์มขึงขังล้ม “สายฟ้า” ได้!!!

เมื่อวานที่ผ่านมาน่าจะเป็นวันที่สุขสมหวังของพลพรรค บีจี เอฟซี เพราะสามารถหักปากกาเซียนทุกสำนักด้วยการล้มทีมเต็งอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ลงได้ด้วยสกอร์ 2 – 1 พร้อมกับได้สิทธิ์เข้าไปชิงชนะเลิศในถ้วย “โตโยต้า ลีกคัพ” 2018 เป็นครั้งแรกของสโมสรได้สำเร็จ

วันนี้ทีมงานขอบสนามบอลไทยขอเจาะ 5 เหตุผลสำคัญๆ ที่ทำให้ บีจี เอฟซี ฟอร์มขึงขังขึ้นมาและไม่แพ้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เหมือนเมื่อในวันวานที่ผ่านมา จะมีเหตุและผลอะไรบ้างลองไปดูกันเลยครับ ….


1. ยิงประตูได้ก่อนช่วย บีจี ได้เยอะ

หลายคนอาจจะมองว่าแทบไม่มีผลกับการได้ประตูขึ้นนำเร็ว 1 – 0 ของ บีจี เอฟซี เพราะให้หลังจากนั้นไม่นาาน บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็ตีเสมอ 1 – 1 ได้สำเร็จ แต่สิ่งที่ผมจะบอกคือการได้ประตูขึ้นนำเร็วของ บีจี มันช่วยทำให้กองหลังของ บุรีรัมย์ มีพะวงอยู่บ้าง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกที่การบุกจากด้านข้างของ บีจี ถือว่าได้ผลแม้จังหวะสุดท้ายจะไม่ค่อยได้จบ แต่อย่างน้อยๆ การเปิดบอลก็เป็นการ “ขู่” กองหลัง บุรีรัมย์ ได้พร้อมกับการมี สุรชาติ สารีพิมพ์ คอยค้ำแดนหน้าก็พอที่จะคอยกวนใจหลัง บุรีรัมย์ ได้ไม่มากก็น้อยเช่นกัน

 

 


2. ในวันที่ บุรีรัมย์ ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุด

ถ้าใครได้ดูในเกมเมื่อวานนี้จะรู้ว่านี่ไม่ใช่ฟอร์มที่ดีที่สุดของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เพราะหากพวกเขาอยู่ในช่วงที่ฟอร์มพีคๆ เหมือนเกมที่ยิง เอสซีจี เมืองทอง คาบ้าน 3 – 0 จังหวะหลุดเดี่ยวของ ออสวัลโด้ ฟิญโญ่ ที่ยิงข้ามคานต้องทำได้ดีกว่านี้ , จังหวะโฉบเข้ามาชาร์จจ่อๆ 2 – 3 รอบของ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต มันต้องเข้าประตูอย่างน้อยๆ 1 ลูก แต่เกมเมื่อวานนี้ไม่ใช่จังหวะหลายๆ จังหวะขาดๆ เกินๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะแผนที่หวังจะมาเล่นงาน บีจี นั่นคือการโยนข้ามกองหลังแล้วใช้ความเร็วของ 2 กองหน้าก็ได้ผลแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น

 

 


3. โค้ชจุ่นไม่เลือกเปลี่ยนแท็คติก

แม้ในวันที่ไม่มี อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ กองกลางตัวเก่งที่ติดสัญญายืมมาจาก บุรีรัมย์ ที่เป็นเสมือนหัวใจในเกมรุก แต่สุดท้าย “โค้ชจุ่น” ก็ยังเลือกใช้แผนเดิมและไม่ได้มีการเปลี่ยนแผนอะไรมากมายในการรับมือกับ บุรีรัมย์ ในเกมเมื่อวานนี้ โดยเฉพาะกองกลางที่ตอนแรกคิดว่าอาจจะเป็นหน้าที่ของ “ธนบูรณ์ เกษารัตน์” ที่ขยับขึ้นมาเล่นตำแหน่งเดิมเพื่อซับพอร์ทให้กองกลางของทีมแน่นขึ้นดูดีขึ้น แล้วกองหลังอาจจะกลับมาใช้ แมตต์ สมิธ เล่นแทน แต่สุดท้ายแผนดังกล่าวก็ถูกพับเก็บไว้ เพราะโค้ชจุ่นน่าคิดว่าการยืน 3 กองหลังโดยมี เฉลิมศักดิ์ อักขี, ปิยะชนก ดาฤทธิ์ และ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ น่าจะเป็นคำตอบที่ใช่และดีที่สุดแล้วของ บีจี เอฟซี ในตอนนี้

 

 


4. ส่งคนมาประกบติดเทพเจ้าสายฟ้

อีกหนึ่งปัจจัยที่เห็นได้ชัดเจนมากในครึ่งเวลาหลังนั่นคือ บีจี เอฟซี ส่งคนมาประกบติด ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต แบบเป็นเงาตามตัว ซึ่งในครึ่งแรกเราจะไม่ได้เห็นภาพของ สหรัฐ ปองสุวรรณ ตามเป็นเงาหลังโคตรหอกบราซิลของ บุรีรัมย์ มากนัก แต่เกมในครึ่งหลังที่ โค้ชจุ่น อาจจะมองว่า ดิโอโก้ มีโอกาสใช้ความเฉพาะตัวมากขึ้น เพราะทีมเจาะเข้ามาในกรอบเขตโทษไม่ได้ ดังนั้นเลยเป็นการกันไว้ดีกว่าแก้ด้วยการยอมเสียนักเตะ 1 คน เพื่อตามประกบดาวซัลโวไทยลีก และมันก็ได้ผลเมื่อสุดท้ายแล้ว บีจี หยุดการยิงของ ดิโอโก้ ในจังหวะโอเพ่นเพลย์ได้ตลอด 90 นาที 

 

 


5. การมีซูเปอร์ซับอย่าง ดาวิด บาลา

ข้อนี้ปฎิเสธไม่ได้ว่าจริงๆ ว่า บีจี เอฟซี โชคดีที่ตัดสินใจเอา ดาวิด บาลา มาจาก ขอนแก่น เอฟซี เพราะมันคือจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้ฟอร์มของทีมดีขึ้นในเลกที่ 2 นี้ และเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาลงสนามมาช่วยทีมมักจะเปลี่ยนผลการแข่งขันได้เสมอ โดยก่อนหน้านี้เขายิงไปแล้ว 5 ประตูในฐานะแข้ง “ซูเปอร์ซับ” (ในเกมลีก) ซึ่งประตูชัยเหนือ บุรีรัมย์ ยูไนต็ด ในเกมนัดล่าสุดเป็นลูกที่ 6 ที่เขายิงให้กับ บีจี ยามที่ลงสนามมาเป็นตัวสำรอง และเป็นประตูที่ส่งให้ทีมเข้าไปชิงฯ ถ้วยใบนี้ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งถ้านับแค่นักเตะในไทยลีกไม่มีใครจะดีไปกว่า “บาลา” อีกแล้ว การลงสนามมาเป็นโคตรซูเปอร์ซับแบบนี้

บทความโดย : บอลกูรู (เจษดาพร ศรีสรง)

RELATED NEWS

Khobsanam Popup