เกมลีกใกล้กลับมาเตะกันแล้วช่วงสุดสัปดาห์นี้ และมันก็มีแมตช์สำคัญรอแฟนบอลอยู่ด้วยเนี่ยสินั่น คือการปะกันระหว่าง เชลซี กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
เกมในวันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม นี้ นอกจากจะเป็นบิ๊กแมตช์หยุดโลกแล้วมันยังมีไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การกลับมาเยือนบ้านหลังเก่า สแตมฟอร์ด บริดจ์ อีกครั้งของ โชเซ่ มูรินโญ่
นี่แหละคือสิ่งที่ 'ขอบสนาม' จะพาทุกท่านไปเจาะลึกกันนั่นก็คือสถิติที่ผ่านๆ มายามที่เข็มนาฬิกาชีวิตได้หมุนพาแกกลับมาสู้กับ เชลซี อีกครั้ง มันจะเป็นอย่างไรบ้างไปดูกัน ???
อินเตอร์ มิลาน 2-1 เชลซี (24 กุมภาพันธ์ 2010)
หลังตกงานที่ เชลซี ในปี 2007 โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ได้หวนคืนสู่เวทีลูกหนังอีกครั้งด้วยการกุมบังเหียน อินเตอร์ มิลาน ในปี 2008 และในฤดูกาลที่ 2 มันทำให้เฮียแกต้องโคจรกลับมาเจอกับ เชลซี ทีมเก่า อีกครั้งในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย และผลก็เป็น อินเตอร์ มิลาน ของเฮียแกจัดงานต้อนรับ เชลซี ไป 2-1 ในเลกแรกจากการยิงของ ดีเอโก้ มิลิโต้ กับ เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ ส่วน เชลซี ได้อเวย์โกล์มาจาก ซาโลมง กาลู
เชลซี 0-1 อินเตอร์ มิลาน (16 มีนาคม 2010)
นี่คือวันที่ มูรินโญ่ ได้เดินทางกลับมายัง เดอะ บริดจ์ ถิ่นที่คุ้นเคยเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีครึ่ง แต่เป็นในฐานะคู่แข่ง เพื่อเป้าหมายในการตีตั๋วเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และเฮียแกก็ปราบ เชลซี ได้อยู่หมัดด้วยเกมรับอันแข็งแกร่งและเกมสวนกลับที่อันตราย โดยในนาที 78 ซามูเอล เอโต้ ได้ซัลโวประตูดับฝันเจ้าถิ่นแบบไม่มีโอกาสให้แก้ตัวอีกแล้ว เพราะตอนนั้นสกอร์รวมได้ขยับไปเป็น 3-1 แล้ว แถมยังมีเสีย ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ที่โดนใบแดงอีก
เชลซี 4-0 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (23 ตุลาคม 2016)
มูรินโญ่ ได้กลับมาทำงานกับ เชลซี คำรบ 2 ในปี 2013 และก็พาทีมคว้าแชมป์ได้ตามเป้าในระยะเวลา 3 ปีก่อนจะตกงานซ้ำรอยเป็นรอบที่ 2 แต่จากนั้นไม่นานเฮียแกก็ได้ตอบตกลงรับงานที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งนั่นหมายความว่าแกจะได้โอกาสต่อกรกับ เชลซี ทีมเก่าอีกครั้ง และการมาเยือน เดอะ บริดจ์ ในครั้งนั้นเฮียแกก็ต้องเอาปี๊บคุมหัวเลยทีเดียว เพราะเจอ เชลซี ในยุคของ อันโตนิโอ คอนเต้ ยำใหญ่ไปถึง 4-0 พร้อมกับเป็นวันที่กุนซือทั้ง 2 เปิดศึกสงครามน้ำลายกันด้วย
เชลซี 1-0 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (13 มีนาคม 2017)
แมนฯ ยูไนเต็ด ของ มูรินโญ่ ได้กลับมา เดอะ บริดจ์ เป็นครั้งที่ 2 ในฤดูกาลเดียวกันในศึก เอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ และมันก็เป็นอีกครั้งที่กุนซือ 'เดอะ เวิร์ส วัน' ต้องช้ำใจเพราะเจ้าถิ่นเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 1-0 จากประตูชัยของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิหนำซ้ำ แมนฯ ยูไนเต็ด อันเดร์ เอร์เรร่า ยังโดนใบแดงอีกต่างหากจากช็อตไปเสียบหนักใส่ เอแด็น อาซาร์
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-0 เชลซี (16 เมษายน 2017)
นี่คือวันแรกที่ มูรินโญ่ สามารถเอาชนะ เชลซี ทีมเก่าได้นับตั้งแต่ย้ายเข้ามารับงานที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และก็เป็นวันที่พวกเขาเล่นได้ดีหมดจดอีกต่างหาก ทั้งการทำลายจังหวะและรูปเกมของ เชลซี ยิ่งไปกว่านั้น อันเดร์ เอร์เรร่า ก็จับตาย เอแด็น อาซาร์ ได้ตลอดทั้งเกม 'ปีศาจแดง' เป็นฝ่ายกำชัยไปด้วยสกอร์ 2-0 พร้อมกับยืดสถิติไม่แพ้ใคร 22 ติดต่อกันใน พรีเมียร์ลีก และมีแต้มตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จ่าฝูง 4 คะแนน
เชลซี 1-0 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (6 พฤศจิกายน 2017)
เมื่อสะกดคำว่าชนะ เชลซี ได้แล้วเมื่อฤดูกาลก่อน มูรินโญ่ ก็พยายามอีกในการมาเก็บ 3 คะแนนที่ เดอะ บริดจ์ ให้จงได้ แต่มันก็เหมือนเป็นอาภรรพ์สำหรับเขาเพื่อเกมนั้นสกอร์จบลงที่ 1-0 เป็น เชลซี ที่ได้เฮจากลูกโขกปิดชีพของ อัลบาโร่ โมราต้า ในนาที 55 และนั่นส่งผลให้ มูรินโญ่ ต้องชอกช้ำเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันในการกลับมาเยือนบ้านหลังเก่า
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1 เชลซี (25 กุมภาพันธ์ 2018)
แมนฯ ยูไนเต็ด พยายามจะรักษาอันดับ 2 เอาไว้ให้ได้พร้อมกบลดช่องว่างระหว่างพวกเขากับ แมนฯ ซิตี้ ให้น้อยที่สุด ซึ่งเกมวันนั้นก็ถือเป็นงานที่หินสุดๆ เพราะ เชลซี เป็นฝ่ายได้ครองเกมและเล่นง่ายเพราะ วิลเลี่ยน เป็นซัดให้ เชลซี บุกไปนำก่อน 1-0 แต่จากนั้นเจ้าถิ่นก็กลับมาได้ไวตั้งแต่ยังไม่จบครึ่งแรกโดย มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ยิงไล่เจ๊าเป็น 1-1 ถัดมาครึ่งหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด มีห
ลายจังหวะที่ดีกว่า และสุดท้ายความพยายามมันก็เป็นผลเมื่อ เจสซี่ ลินการ์ด เป็นผู้ยิงประตูชัยพา 'ปีศาจแดง' คว้าชัยไปด้วยสกอร์ 2-1
เชลซี 1-0 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (19 พฤษภาคม 2018)
เกมนัดสุดท้ายของลีกสูงสุดแดนผู้ดีไม่ใช่เกมลีก แต่เป็นศึก เอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ และมันเป็นการดวลกันระหว่าง เชลซี กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สนาม เวมบลี่ย์ มันเป็นเกมที่ทั้งคู่สู้กันด้วยแท็คติก แต่โชคเหมือนจะเข้าข้าง เชลซี เพราะดันได้จุดโทษตั้งแต่ช่วงต้นเกมจาก เอแด็น อาซาร์ และนั่นคือประตูเดียวที่เกิดขึ้นในเกมนั้น พร้อมส่งให้ เชลซี หยิบถ้วยแชมป์ไปนอนกอด
-HaMuDosSantos-
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม