เปิดไทม์ไลน์ชีวิต! มาริโอ เกิทเซ่ จาก ฮีโร่ของชาติ กลายเป็น ส่วนเกิน

มาริโอ เกิทเซ่, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

ไม่ว่าคุณจะรวยล้นฟ้าเป็นมหาเศรษฐีมีเงินทองมากมายขนาดไหน วันหนึ่งคุณอาจจะล้มละลายหมดเนื้อหมดตัวไม่มีซุกหัวนอนก็ได้ 

ไม่ว่าคุณจะโด่งดังมีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตา มีคนรักใคร่ให้ความเคารพมากมายขนาดไหน วันหนึ่งคุณอาจจะโดนจงเกลียดจงชังและกลายเป็นผู้รายในสายตาคนพวกนั้นก็ได้

นี่คือความหมายของคำว่า “ชีวิตมันไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ” คุณไม่สามารถรู้หรือคาดเดาได้ล่วงหน้าว่า “วันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น” มันอาจจะดีก็ได้ และ มันก็อาจจะเลวร้ายก็ได้เหมือนกัน

“ความไม่แน่นอนของชีวิต” มันไม่มีการยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะคุณจะเป็นใคร มาจากไหน ทำอาชีพอะไร พ่อแม่ใหญ่แค่ไหน นี่คือสิ่งที่คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธได้

ถ้าจะพูดถึงนักฟุตบอลคนหนึ่งที่เข้าข่ายกับนิยาม “ความไม่แน่นอนของชีวิต” ชั่วโมงนี้ก็คงต้องนึกถึง มาริโอ เกิทเซ่ ผู้ที่กำลังจะหมดอนาคตกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สโมสรที่เป็นบ้านหลังที่ 2 ในเร็วๆ นี้

ช่วงเวลาดีๆ

มาริโอ เกิทเซ่ เป็นเด็กปั้นที่เติบโตขึ้นมาจากอคาเดมี่ของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก่อนจะได้รับโอกาสจาก เจอร์เก้น คล็ปปป์ ผู้ที่ผลักดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ปี 2009 และด้วยพรสรรค์ที่มากมายรอบด้านทั้งเรื่องของเทคนิคและไหวพริบ บวกกับวิวัฒนาการที่ก้าวกระโดดในเรื่องของฝีเท้า ทำให้ มาริโอ เกิทเซ่ ยึดตำแหน่งตัวจริงในก๊วน “เสือเหลือง” ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับสร้างชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วโลกในฐานะดาวรุ่งที่อัจฉริยะมากที่สุดในยุคนั้นด้วยวัยแค่ 18 ปีเท่านั้น

เขาคือส่วนผสมและกลไกสำคัญของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ชุดพลังหนุ่มที่สามารถโค่นสโมสรเบอร์ 1 ของ เยอรมัน อย่าง บาเยิร์น มิวนิค พร้อมเถลิงบัลลังก์แชมป์ บุนเดสลีกา เยอรมัน ได้ 2 ปีซ้อน (2010-11 และ 2011-12) แต่สุดท้าย ดอร์ทมุนด์ ก็ต้องมาเสีย มาริโอ เกิทเซ่ ให้กับ “เสือใต้” แบบเลี่ยงไม่ได้จากการจ่ายค่าฉีกสัญญาในราคา 37 ล้านยูโรเมื่อปี 2013 ส่วนผลงานพี่แกก็ยังรักษามาตรฐานได้ดีตลอดช่วง 2 ปีแรกกับบ้านหลังใหม่

ฮีโร่ของชาติ

อีกหนึ่งโมเมนต์ที่น่าจดจำมากๆ ของชายที่ชื่อ มาริโอ เกิทเซ่ ก็คือทัวร์นาเมนต์ ฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล โดยในรอบชิงชนะเลิศที่ “อินทรีเหล็ก” เยอรมัน เจอกับ “ฟ้า-ขาว” อาร์เจนติน่า ตัวของ เกิทเซ่ ลงมาเป็นตัวสำรองแทนที่ มิโรสลาฟ โคลเซ่ ในนาที 88 และตัวกุนซือ โยอัคคิม เลิฟ ก็ได้กระซิบบอกับตัว มาริโอ เกิทเซ่ ว่า “ลงไปแสดงให้โลกรู้ว่าเอ็งนั้นเก่งกว่า ลิโอเนล เมสซี่” 

ก่อนที่นาที 113 ลูกครอสส์ของ อังเดร ชูร์เล่ จากริมเส้นฝั่งซ้ายลอยมาทางหน้าปากประตู ก่อนที่ มาริโอ เกิทเซ่ จะพักอกก่อนตวัดด้วยซ้ายตามน้ำเป็นประตูชัยพา ทีมชาติเยอรมัน เถลิงบัลลังก์ แชมป์โลก สมัยที่ 4 ในหน้าประวัติศาสตร์ นั่นคือ แชมป์โลก ครั้งแรกในรอบ 14 ปี ส่วนตัวของ เกิทเซ่ พี่แกคือ ตัวสำรองคนแรกที่สามารถซัลโวประตูชัยในศึก ฟุตบอลโลก เขาคือผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูได้ใน ฟุตบอลโลก รอบชิงชนะเลิศ ด้วยตัวเลข 21 ปีทำลายสถิติเดิมของ โวล์ฟกัง เวเบอร์ ที่เคยทำไว้ที่อายุ 22 ปี และแน่นอนวันนั้น มาริโอ เกิทเซ่ คือ แมน ออฟ เดอะ แมตช์

ชีวิตเริ่มกลับตาลปัตร

ในฤดูกาล 2015-16 โชคชะตาเหมือนจะเริ่มเล่นตลกกับชีวิต มาริโอ เกิทเซ่ เข้าแล้ว เพราะเรื่องปัญหาอาการบาดเจ็บเริ่มแวะมาเยี่ยมเยียนขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลต่อฟอร์มการเล่นในสนาม, ความมั่นใจ ตลอดจนโอกาสการลงเล่น และในที่สุดเขาก็เริ่มกลายเป็นส่วนเกินและเป็นอะไหล่สำรองของ บาเยิร์น มิวนิค ในยุคของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โดยในซีซั่นนั้น มาริโอ เกิทเซ่ มีชื่ออยู่ในทีมทั้งหมด 31 เกมจากทุกรายการ เขาได้ลงเล่น 21 เกม ส่วนใหญ่จะถูกเปลี่ยนลงมาเป็นสำรองมากกว่า ยิงได้ 6 ประตูและทำได้แค่ 4 แอสซิสต์เท่านั้น นั่นเลยทำให้ มาริโอ เกิทเซ่ ตัดสินใจขนข้าวของย้ายกลับไปตายรังที่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในฤดูกาลต่อมาด้วยสัญญา 4 ปี เพื่อกอบกู้ความมั่นใจ

เมตาโบลิค อิสเทอร์บาสซ์

พอกลับมาบ้านหลังเก่าชีวิตของ มาริโอ เกิทเซ่ ก็เริ่มดูดีขึ้น พอปรับตัวได้ก็เริ่มได้โอกาสลงเล่นต่อเนื่องมากขึ้น ทว่าก็ยังมีปัญหาอาการบาดเจ็บตามมารบกวนอยู่ไม่ขาดสาย แต่จากนั้นไม่นานชีวิตของ มาริโอ เกิทเซ่ ก็ดันทะลึ่งมาเจอสึนามิลูกใหญ่ซัดเข้าชายฝั่งอีกครั้ง เพราะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2017 เขาถูกถอดชื่อออกจากทีม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ หลังถูกตรวจพบว่าเป็นโรค เมตาโบลิค อิสเทอร์บาสซ์ หรือ โรคที่เกี่ยวพันกับระบบการเผาผลาญของร่างกายที่ผิดปกติ ส่งผลให้กล้ามเนื้อบางส่วนเกิดปัญหา และว่ากันว่าไอ้เจ้าโรคนี้มันติดตัวอยู่กับพี่แกมานานแล้ว และเป็นเบื้องหลังของปัญหาอาการบาดเจ็บทั้งหมดที่ มาริโอ เกิทเซ่ เคยเจอมา

จากสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ มาริโอ เกิทเซ่ ต้องพักรักษาตัวแบบไม่มีกำหนดอยู่ที่บ้าน (ณ เวลานั้น) เพื่อรอทางแพทย์หาทางรักษา โดยคุณพ่อของเขาได้พูดไว้ว่า “มาริโอ ยังทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากนั่งรออยู่ที่บ้าน ยังไม่มีแผนและวิธีการรักษาเขาในตอนนี้” ฟังแล้วให้ความรู้สึกที่หดหู่ไม่ใช่น้อยเลยจริงๆ หลายคนอาจคิดว่าเต็มที่เขาอาจจะพักฟื้นแค่ทั้งซีซั่น แต่ในความปิดจริงไอ้เจ้าโรคนี้สามารถพังอนาคตคุณได้ทันที เพราะมีเรื่องของกรรมพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มันไม่อาจรักษาแบบหายขาดได้ มันก็เลยทำให้หลายๆฝ่าย เริ่มเป็นห่วงกลัวว่า มาริโอ เกิทเซ่ ต้องจบชีวิตค้าแข้งด้วยวัยเพียง 24 ปีเท่านั้น

ชีวิตเดิมเริ่มใหม่

หลังเจอโรคประหลาดลึกลับเล่นงานไปช่วงต้นปีจนต้องพักฟื้นอยู่แต่บ้านเป็นเวลานาน ในที่สุด มาริโอ เกิทเซ่ ก็ได้โอกาสกลับคืนสู่สังเวียนฟลอร์หญ้าอีกครั้งในรอบหลายเดือนโดยเกิดขึ้นในเกมที่ ดอร์ทมุนด์ บุกไปเอาชนะ โวล์ฟสบวร์ก 3-0 ทุกอย่างหมือนจะดูดีขึ้น โดยตลอดช่วงฤดูกาล 2017-18 และ 2018-19 มาริโอ เกิทเซ่ ได้ลงเล่นแตะหลัก 30 เกมต่อซีซั่น แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคือ เกิทเซ่ ไม่ใช่ตัวหลักของทีมอีกต่อไป และก็ไม่ได้มีผลงานที่เฉิดฉายเหมือนสมัยก่อนแล้ว มันคือชีวิตเดิมที่แย่ๆ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง

ประวัติอาการบาดเจ็บ

นับตั้งแต่ฤดูกาล 2009-10 จนถึงปัจจุบันว่ากันว่า มาริโอ เกิทเซ่ เจอปัญหาอาการบาดเจ็บมามากมายหลายจุดทั่วร่างกาย และนี่คือประวัติด้านสุขภาพที่ทำให้เขาพลาดลงสนามตลอดช่วงที่ผ่านมา

2009-10 : เส้นใยกล้ามเนื้อฉีกขาด พัก 18 วัน

2010-11 : ไข้หวัดใหญ่ พัก 7 วัน

2011-12 : เส้นใยกล้ามเนื้อฉีกขาด พัก 7 วัน

2011-12 : กระดูกเชิงกรานหัก พัก 77 วัน

2012-13 : เจ็บตา พัก 14 วัน

2012-13 : เจ็บกล้ามเนื้อน่อง พัก 4 วัน

2012-13 : กล้ามเนื้อฉีกพัก 3 วัน

2012-13 : ติดเชื้อทางกระเพาะอาหาร พัก 3 วัน

2012-13 : ปัญหาทางกล้ามเนื้อ พัก 4 วัน

2012-13 : เส้นใยกล้ามเนื้อฉีกขาด พัก 21 วัน

2012-13 : มัดกล้ามเนื้อฉีก พัก 81 วัน

2013-14 : ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด พัก 24 วัน

2013-14 : ปัญหาทางกล้ามเนื้อ พัก 4 วัน

2014-15 : แผลฟกช้ำที่หัวเข่า ไม่ต้องพัก

2015-16 : เจ็บกล้ามเนื้อน่อง พัก 4 วัน

2015-16 : ปัญหาความฟิต พัก 4 วัน

2015-16 : เจ็บกล้ามเนื้อเอ็นหลังหัวเข่า พัก 116 วัน

2015-16 : ปัญหาความฟิต พัก 14 วัน

2015-16 : ซี่โครงร้าว พัก 10 วัน

2016-17 : เจ็บกล้ามเนื้อน่อง พัก 11 วัน

2016-17 : เจ็บหัวเข่า พัก 7 วัน

2016-17 : กล้ามเนื้อตึง พัก 7 วัน

2016-17 : ปัญหาทางกล้ามเนื้อ พัก 14 วัน

2016-17 : โรคระบบเผาผลาญผิดปกติ พัก 129 วัน

2017-18 : เจ็บหลัง พัก 4 วัน

2017-18 : ปัญหาความฟิต พัก 4 วัน

2017-18 : เจ็บหน้า พัก 7 วัน

2017-18 : ปัญหาความฟิต พัก 4 วัน

2017-18 : ปัญหาความฟิต พัก 3 วัน

2017-18 : เอ็นข้อเท้าฉีก พัก 38 วัน

2017-18 : เจ็บหลัง พัก 8 วัน

2018-19 : ป่วย พัก 7 วัน

2018-19 : หลอดลมอักเสบ พัก 5 วัน

2018-19 : ปัญหาความฟิต พัก 6 วัน

2018-19 : ซี่โครงร้าว พัก 10 วัน

2019-20 : ไข้หวัดใหญ่ พัก 5 วัน

2019-20 : ป่วย พัก 4 วัน

>>> ดอร์ทมุนด์ แถลงชัด! อนาคต มาริโอ เกิทเซ่ อยู่หรือไปซัมเมอร์นี้ ?

หมดอนาคตกับ ดอร์ทมุนด์

“เราจะแยกทางกับ มาริโอ เกิทเซ่ ในช่วงซัมเมอร์นี้ มันเป็นการตัดสินใจร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย และต้องให้ความเคารพกับการตัดสินใจครั้งนี้ มาริโอ เกิทเซ่ เป็นผู้ชายที่ดีมากๆ “ 

นี่คือบทสัมภาษณ์ของ มิชาเอล ซอร์ค ผู้อำนวยการกีฬาของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่ยืนยันชัดเจนแล้วว่า หลังจบฤดูกาลนี้ มาริโอ เกิทเซ่ จะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในรั้ว ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค บ้านหลังแรกของเขาอีกต่อไป ส่วนเหตุผลมันเป็นเพราะอะไรก็ ? คงทราบกันดีอยู่แล้ว ส่วนผลงานปีนี้ เกิทเซ่ ได้ลงเล่นไป 21 เกม ยิงได้ 3 ประตู และยังคงสถานะเป็นอะไหล่สำรองหรือส่วนเกินของทีมต่อไป

แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีแฟนบอล, เหล่าตำนานดังๆ รวมถึงกูรูลูกหนังในเยอรมันหลายคนที่ยังคอยส่งกำลังใจให้ มาริโอ เกิทเซ่ ต่อสู้และผ่านพ้นเรื่องราวร้ายๆ นี้ไปให้ได้ พร้อมกลับมาเป็นเขาคนก่อน คนที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเตะซุปตาร์ที่มีพรสวรรค์สูงและเทคนิครอบด้าน และเป็นความหวังของ ทีมชาติเยอรมัน ส่วนอนาคตข้าง มาริโอ เกิทเซ่ จะย้ายไปอยู่ที่ไหนก็คงต้องติดตามกันต่อไป ?

HaMu Dos Santos

>>> เช็คพิกัด! 5 สถานีต่อไป ของ มาริโอ เกิทเซ่ เมื่อตัดสินใจแล้ว ขอชิ่ง ดอร์ทมุนด์ ดีกว่า

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทางไลน์ขอบสนาม

เพิ่มเพื่อน

RELATED NEWS