เปิดไทม์ไลน์ ! ฆูเลน โลเปเตกี กว่าจะมีวันนี้…ผ่านเรื่องร้ายๆ อะไรมาบ้าง ?

เปิดไทม์ไลน์ ! ฆูเลน โลเปเตกี กว่าจะมีวันนี้…ผ่านเรื่องร้ายๆ อะไรมาบ้าง ?

ฆูเลน โลเปเตกี, เซบีย่า

เซบีย่า นี่เหมือนจะถูกโฉลกกับถ้วย ยูฟ่า ยูโรปา ลีก จริงๆ เพราะได้โอกาสเข้าชิง 6 ครั้งและก็สมหวังทุกครั้งเลย และไอ้ครั้งล่าสุดนี้มันก็ช่วยให้ ฆูเลน โลเปเตกี กอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาด้วย

ถ้าจะถามว่าทำไมต้องใช้คำว่า กอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมา ? วันนี้ทาง “ขอบสนาม” ก็จะพาทุกท่านไปไล่เรียงดูไทม์ไลน์ชีวิตของ ฆูเลน โลเปเตกี กันว่า กว่าที่ตัวแกจะมีวันนี้ได้มันผ่านเรื่องแย่ๆ อะไรมาบ้าง ?

ตกงานจากทีมชาติสเปน

ย้อนเวลากลับไปสัก 4 ปีที่แล้ว ฆูเลน โลเปเตกี ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมชาติสเปน แทนที่ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ที่ได้วางมือไป และก็ทำผลงานได้ดีตามเป้าในช่วง ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก ชนะ 9 เสมอ 1 จากการลงเล่นทั้งหมด 10 นัด จบเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม จี ตีตั๋วไปเล่น เวิลด์ คัพ 2018 รอบสุดท้ายที่ รัสเซีย สมใจ

ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมของ ฆูเลน โลเปเตกี ทำให้ สเปน กลายเป็นหนึ่งในตัวเต็งแชมป์ ฟุตบอลโลก ปี 2018 แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็ไม่ได้ทำหน้าที่บัญชาทัพ “กระทิงดุ” ในทัวร์นาเมนต์ที่ ประเทศรัสเซีย :ซึ่งสาเหตุมันเป็นเพราะ โลเปเตกี แอบไปเจรจาเรื่องรับงานคุมทีม เรอัล มาดริด แถมยังมีการประกาศอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้นด้วย นั่นทำให้ สหพันธ์ฟุตบอลสเปน ตัดสินใจปลด ฆูเลน โลเปเตกี ออกจากตำแหน่ง และให้ เฟร์นานโด เอียร์โร่ สานต่อแทน

อยู่ เรอัล มาดริด แค่ 2 เดือน

การได้โอกาสคุมทีมอย่าง เรอัล มาดริด แน่นอนว่ามันคือความฝันของกุนซือทุกคน แต่มันไม่ใช่งานง่ายเลยยิ่งถ้าคุณต้องมารับช่วงต่อจากคนที่ทำมันได้ดีอยู่ก่อนแล้วอย่าง ซีเนดีน ซีดาน โดยการคุมทีมนัดแรกของ ฆูเลน โลเปเตกี ก็เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นหวั่นไหวเลย เมื่อ เรอัล มาดริด ต้องปราชัยต่อคู่อริร่วมเมืองอย่าง แอตเลติโก มาดริด 2-4 ในช่วงต่อเวลาพิเศษของศึก ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และนั่นเขาเป็นกุนซือคนแรกในรอบ 70 ปีที่ประเดิมการคุม “ราชันชุดขาว” และโดนกดไปถึง 4 ประตู

ความฝันของ ฆูเลน โลเปเตกี ต้องจบลงในระยะเวลาแค่เพียง 2 เดือนเท่านั้นนับตั้งแต่ศึก ลา ลีกา สเปน ได้เปิดฉากขึ้น แรกๆ ก็เริ่มต้นได้สวยอยู่หรอก ชนะมา 3 เกมติดต่อกัน เล่นบอลมีทรง และเกมรุกจัดจ้าน แต่จุดเริ่มต้นของฝันร้ายก็คือการบุกไปโดน เซบีย่า อัด 3-0, เปิดบ้านเสมอกับ แอตเลติโก มาดริด 0-0, บุกไปแพ้ อลาเบส 0-1, แพ้คาบ้านต่อ เลบานเต้ 1-2 ก่อนที่จะบุกไปโดน บาร์เซโลน่า ถล่ม 1-5 ในศึก เอล กลาซิโก้ ทาง เรอัล มาดริด ไม่รอช้ารีบสั่งปลด ฆูเลน โลเปเตกี พ้นม้านั่งกุนซือโดยด่วนทั้งที่ได้โอกาสทำงานแค่ 14 นัดเท่านั้น (ชนะ 6 เสมอ 2 แพ้ 6)

>>> เก็บตก! 5 ประเด็นเด็ดหลัง เซบีย่า ฆ่า งูใหญ่ ซิวแชมป์ ยูโรปา สมัยที่ 6

เซบีย่า

ฆูเลน โลเปเตกี ใช้เวลาพักทำใจอยู่ประมาณครึ่งปีก่อนจะได้ก้าวเข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ของ เซบีย่า เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนปี 2019 และก็ทำผลงานได้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ไม่ได้โดดเด่นหรือหวือหวาอะไรมากมายนัก แถมยังมีเสียงวิจารณ์ตามมาพอสมควรด้วย เพราะ เซบีย่า ของ ฆูเลน โลเปเตกี เกมรุกไม่ได้จัดจ้านเหมือนที่ผ่านๆ มา และทรงบอลก็ดูไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่เมื่อข้ามสู่ปี 2020 พวกเขาสะดุดทำแต้มหล่นระนาวเลยตลอดช่วง 3 เดือนแรก รวมไปถึงตอนฟุตบอลกลับมาเตะอีกครั้งหลังหมดเบรกโควิด ตอนนั้นมันเริ่มมีกระแสข่าวลือว่า ฆูเลน โลเปเตกี อาจต้องตกงานอีกครั้งก็เป็นได้

แต่สุดท้ายพอเข้าสู่เดือนกรกฏาคมเหมือนอะไรๆ เริ่มกลับมาดีอีกครั้ง เซบีย่า ของ ฆูเลน โลเปเตกี ไม่รู้ไปกินอะไรมา พวกเขาชนะ 4 เกมติดต่อกันเป็นครั้งแรกในฤดูกาลนี้ ก่อนจะขั้นด้วยการเสมอกับ เรอัล โซเซียดาด 1 นัด และปิดท้ายซีซั่นสวยๆ ด้วยการเปิดบ้านตบ บาเลนเซีย 1-0 จบอันดับ 4 ของตารางคว้าโควต้าไปลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า

แชมป์ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก

เซบีย่า ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเต็งแชมป์รายการ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ซีซั่นนี้ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม ถ้าตกรอบไวหรือไปไม่ได้ไกลมีสิทธิ์ที่คนเป็นกุนซือจะตกงานได้เหมือนกัน แต่ ฆูเลน โลเปเตกี ก็ทำผลงานได้ดีตามคาด ไล่ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม ก็เป็นแชมป์ของกลุ่ม เอ แต่ก็มีเสียวๆ บ้างในรอบ 32 ทีมสุดท้ายที่เจอกับ ซีเอฟเอาร์ คลูจ เพราะ เซบีย่า ทำได้แค่เสมอทั้ง 2 นัด แต่โชคดีที่เข้ารอบมาด้วยกฏอเวย์โกล์

บททดสอบจริงๆ ของ ฆูเลน โลเปเตกี มันคือตั้งแต่รอบ 16 ทีมขึ้นไป เพราะแต่ละด่านนั้นมีแต่ทีมชั้นนำทั้งนั้น ไล่ตั้งแต่การเจอ โรม่า นี่ก็เป็นหนึ่งในทีมดังของ อิตาลี ถัดมาที่ วูล์ฟแฮมป์ตัน นี่อาจไม่ใช่ทีมดัง แต่พวกเขาเป็นทีมที่มีองค์ประกอบครบสมบูรณ์ซึ่ง เซบีย่า เอาชนะและผ่านมันมาได้

ถ้าจะถามว่าเกมไหนคือผลงานชิ้นโบว์แดงของ ฆูเลน โลเปเตกี ก็น่าจะเป็นรอบรองชนะเลิศที่พลิกกลับมาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1 ที่ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งยิ่งกว่านี่แหละ เช่นเดียวกับการล้ม อินเตอร์ มิลาน ในรอบชิงชนะเลิศก็นับเป็นผลงานชิ้นเอกเหมือนกัน เพราะนี่คือโทรฟี่แรกของ ฆูเลน โลเปเตกี ในฐานะผู้จัดการทีมระดับสโมสร และที่สำคัญเลยก็คือเจ้าตัวยังคงรักษาความเป็นเจ้าพ่อแห่งถ้วย ยูโรปา ลีก ให้ เซบีย่า ได้เหมือนเคยจากการเข้าชิง 6 ครั้งและสมหวังทุกครั้ง

HaMu Dos Santos

ส่วนหนึ่งของข้อมูล : ewn

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทางไลน์ขอบสนาม

เพิ่มเพื่อน

RELATED NEWS