ทูเคิ่ล ทำได้! สิงห์ เปิดรังขย้ำ ชุดขาว 2-0 ลิ่วฉะ เรือ ชิง UCL

ทูเคิ่ล ทำได้! สิงห์ เปิดรังขย้ำ ชุดขาว 2-0 ลิ่วฉะ เรือ ชิง UCL

สุดท้ายแล้วลูกทีมพลังหนุ่มของ โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือ เชลซี ก็สามารถหักปากกาเซียนทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จจริงๆ จนได้ หลังเปิดบ้านตบ เรอัล มาดริด ไป 2-0 ประตู ในรอบรองชนะเลิศ เลกสอง ทำให้สกอร์รวมชนะไป 3-1 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปดวลกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมคู่ปรับร่วมลีก ซึ่งเกมนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้างไปไล่ดูกันเลย

 

เริ่มต้นที่การจัดทีมกันก่อนเลย เกมนี้ โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือชาวเยอรมันของ เชลซี ค่อนข้างได้เปรียบในเรื่องของตัวผู้เล่นเพราะก่อนเกมมีนักเตะได้รับบาดเจ็บเพียงแค่คนเดียวคือ มาเตโอ โควาซิช ทำให้วางหมากมาในแผนถนัด นั่นคือหลัง 3 อันโตนิโอ รูดิเกอร์, อันเดรส คริสเตนเซ่น และ ติอาโก้ ซิลวา ขนาบข้างด้วย เบน ชิลเวลล์ กับ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า กองกลางวาง จอร์จินโญ่ กับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ไว้คอยตัดเกม 3 ตัวรุกมี ไค ฮาแวร์ตซ์, เมสัน เมาท์ และ ติโม แวร์เนอร์

ตัดสลับกลับมาดูที่ทีมเยือน “ราชันชุดขาว” ของ ซีเนอดีน ซีดาน กันบ้าง เกมนี้ขาดทั้ง ลูคัส บาซเกซ, ราฟาเอล วาราน และ ดานี การ์บาฆาล ที่ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็พยายามจัดหนักจัดเต็มเข็นทั้ง เซร์คิโอ รามอส แนวรับกัปตันทีม และ แฟร์ล็องต์ เมนดี้ แบ็กซ้าย ที่ก่อนเกมมีข่าวว่าไม่ค่อยฟิตลงเล่นเป็นตัวจริงทั้งคู่ กองกลางก็วาง โทนี่ โครส, ลูก้า โมดริช และ กาเซมิโร่ ตัวรุก เอแด็น อาซาร์ สมบูรณ์เต็มที่ลงเล่นเป็นตัวจริงดวลทีมเก่า ร่วมกับ วินิซิอุส จูเนียร์ และ คาริม เบนเซม่า

เริ่มเกมมา ด้วยความที่นัดแรกมันเสมอกันมา 1-1 ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบมากน้อยไปกว่ากัน เลยทำให้ช่วง 10 นาทีแรกเป็นการดูเชิงกันมากกว่า เชลซี ในฐานะเจ้าถิ่นอาจจะครองบอลได้มากกว่าหน่อย แต่ก็ไม่ได้มีจังหวะจบอะไร จนผ่านพ้นนาทีที่ 10 หลังดูเชิงมาสักพัก “ราชันชุดขาว” ก็ได้ทักทายจากลูกยิงของ โทนี่ โครส แต่ก็ไม่ผ่านมือ เอดูอาร์ เมนดี้ เช่นเดียวกับทาง เชลซี ก็มีเหมือนกัน อันโตนิโอ รูดิเกอร์ ยิงไกลจัด แต่ก็ซัดไปติดเซฟของ ติโบต์ กูร์กตัวส์ สรุป 15 นาทีมีได้ทักทายไปฝ่ายละครั้ง

จากนั้นนาทีที่ 18 เบน ชิลเวลล์ ได้บอลมาทางฝั่งซ้ายก่อนจะย้ายเข้ามาให้ ติโม แวร์เนอร์ วิ่งเข้ามาชาร์จบอลพุ่งเข้าประตูไป แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าโดนจับล้ำหน้าชวดได้ประตูขึ้นนำ 

7 นาทีต่อมา มาดริด เกือบได้ประตูขึ้นนำบ้างเหมือนกัน จากจังหวะที่ โทนี่ โครส จับบอลเหมือนจะลั่นแต่ไปเข้าทาง คาริม เบนเซม่า พลิกบอลก่อนจะปั่นด้วยขวา บอลพุ่งทำท่าว่าจะเสียบเสา แต่ว่า เมนดี้ โขว์ซูเปอร์เซฟบินมาปัดป้องออกไปได้ทัน

และแล้วประตูแรกของเกมนี้ก็มาจนได้ จากจังหวะที่ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เล่นชิ่งกับ ติโม แวร์เนอร์ ก่อนจะไหลให้ ไค ฮาแวร์ตซ์ หลุดไปยิงชิปชนคาน แต่โชคดีที่บอลเจ้ากรรมยังเป็นใจให้ เชลซี เด้งกลับมาเข้าหัว แวร์เนอร์ เกร็งคอรอโหม่งง่ายๆ สบายๆ ส่งให้ “สิงห์บลูส์” ออกนำ 1-0

หลังได้ประตูขึ้นนำ เชลซี ก็เริ่มถอยไปเน้นเกมรับ ปล่อยให้ เรอัล มาดริด ที่ต้องการประตูอย่างหนักบุกเข้าใส่บ้าง แต่การเล่นเกมรับของ ทูเคิ่ล ก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม และมีจังหวะสวนให้ได้เสียวตลอด ทำให้ “ราชันชุดขาว” จะผลีผลามบุกก็ไม่ได้ 

แต่ช่วงนาทีที่ 35 ก็มาเกือบได้ประตูตีเสมอเหมือนกัน ลูก้า โมดริช ครอสบอลเข้ามาที่หน้าประตูให้ คาริม เบนเซม่า สะบัดหนี รูดิเกอร์ ลอยตัวมาโขกบอลย้อยจะเข้าประตูอยู่แล้ว แต่ยังคงเป็น เมนดี้ คนดีคนเดิมที่กระโดดปัดทิ้งออกไปได้อย่างเหลือเชื่อ ก่อนจะจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้  

ครึ่งหลังเริ่มมาได้ไม่ทันไร เชลซี ก็พลาดที่จะนำห่างเป็น 2-0 จากจังหวะที่ อัซปิลิกวยต้า เปิดเข้ามาให้ ไค ฮาแวร์ตซ์ กระโดดขึ้นโหม่ง แต่บอลดันลอยไปตกบนคานซะอย่างงั้น แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าช่วงพักครึ่งเกิดอะไรขึ้น เพราะเกมที่ดูท่าว่าจะสูสีในครึ่งแรก พอมาครึ่งหลังมันดันไม่เป็นแบบนั้น ไอ้ทีมอย่าง เรอัล มาดริด ที่สมควรจะต้องฮึกเหิม เปิดเกมรุกบุกเข้าใส่ กับป้อแป้ บุกไม่ขึ้น ดันปล่อยให้ เชลซี พับสนามบุกใส่อยู่แทบจะฝ่ายเดียวซะอย่างงั้น และมีโอกาสเฉียดได้ประตูหนีห่าง 2-0 มากกว่าโดนตีเสมอ หลายต่อหลายครั้ง

จนกระทั่งประตูฝัง ดับฝัน “ราชันชุดขาว” ทีมจ้าวยุโรปก็มาจนได้ในนาทีที่ 85 แถมเป็นการลูบคม เซร์คิโอ รามอส ซะด้วย เพราะถ้าไปย้อนดูดีๆ ลูกนี้แนวรับกัปตันทีม เรอัล มาดริด พลาดถึง 3 ช็อตติดต่อกันเลยทีเดียว เริ่มจากดักจังหวะบอลพลาด ปล่อยให้หลุดไปถึง คริสเตียน พูลิซิช คืนกลับให้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แล้วก็จ่ายผ่าน รามอส กลับมาให้ พูลิซิช อีกทีก่อนจะเปิดเข้ากลางผ่านขา รามอส เข้าไปตรงกลางให้ เมสัน เมาท์ ชาร์จเข้าไปง่ายๆ กลายเป็น 2-0 เท่านี้ก็แทบจบแล้ว

ตามหลัง 2-0 ในบ้านของ เชลซี แล้วมีสกอร์รวมตาม 3-1 หากอยากพลิกเข้ารอบต้องยิง 2 ประตูภายใน 5 นาทีที่เหลือ โดยที่รูปเกมเป็นรองอย่างชัดเจน บุกแทบไม่ขึ้น ซึ่งท้ายสุดแม้จะพยายามแล้วพยายามอีก แต่ต้องยอมรับเลยว่าเกมนี้หลัง เชลซี พี่แกมาดีจริงๆ โดยเฉพาะในครึ่งหลัง จบ 90 นาที ไม่มีปาฏิหารย์ เรอัล มาดริด ไม่สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้ แล้วก็เป็น “สิงห์บลูส์” ที่สามารถผ่านเข้าชิงชนะเลิศรอดวลกับ แมนฯ ซิตี้ ได้สำเร็จ ในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ ที่กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี   ไปลุ้นแชมป์ครั้งแรกในรอบ 9 ปี ส่วนใครจะเป็นจ้าวยุโรปปีนี้ติดตามกันได้

 

ชิน ชินพัฒน์

 

RELATED NEWS