ย้อนรอย! 7 ทีมม้ามืด ผู้สร้างตำนาน ซิว แชมป์ลีก แบบปาฏิหาริย์

ย้อนรอย! 7 ทีมม้ามืด ผู้สร้างตำนาน ซิว แชมป์ลีก แบบปาฏิหาริย์

สถานการณ์ ณ ปัจจุบันในลีกดังๆ แน่นอนว่าเราคงทราบกันดีว่าแต่ละสังเวียนนั้นมีใครกันบ้างทีได้ลุ้นแชมป์หรือบางที่ก็ได้แชมป์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนใหญ่ทีมที่ลุ้นแชมป์หรือได้แชมป์ไปแล้วก็เป็นทีมหน้าเดิมๆ ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดี อย่างไรก็ตามในประวัติศาสตร์ลูกหนังมันก็มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นบ่อยเหมือนกันที่ทีมม้านอกตาสามารถไปไกลจนสัมผัสกับถ้วยแชมป์ได้ ซึ่งวันนี้ทาง ‘ขอบสนาม’ จะพาทุกท่านไปย้อนรอยดูกันว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นมันเกิดขึ้นกับสโมสรใดบ้าง ???

ไกเซอร์สเลาเทิร์น

ไกเซอร์สเลาเทิร์น เคยได้ชื่อว่าเป็นทีมชั้นนำของ เยอรมัน มาก่อนในยุค 90 พวกเขาเคยเถลิงบัลลังก์แชมป์ บุนเดสลีกา ในปี 1991 แต่จากนั้นเพียงไม่กี่ปีจากทีมที่วนเวียนอยู่พื้นที่หัวตารางก็ต้องมาตกชั้นไปเล่นใน ลีกา 2 ในปี 1996 ด้วยฟอร์มการเล่นอันย่ำแย่ แต่เพียงฤดูกาลเดียวพวกเขาก็ตีตั๋วกลับมา บุนเดสลีกา ได้ด้วยน้ำมือของกุนซือมากฝีมืออย่าง อ็อตโต เรห์ฮาเกล ที่เข้ามาคุมปีแรก (ซีซั่น 1996-97)และก็ได้โอกาสชูถ้วยแชมป์ บุนเดสลีกา อย่างยิ่งโดยทันทีในปี 1998 อย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน

เดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า

เดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า คืออีกหนึ่งทีมที่สามารถสร้างปรากฏการณ์เอาไว้ได้บนหน้าประวัติศาสตร์ ลา ลีกา สเปน พวกเขาตกชั้นไปในปี 1973 และกว่าจะกลับมาได้ต้องใช้เวลานานถึง 18 ปีเลยทีเดียวซึ่งเกิดขึ้นในฤดูกาล 1991-92 แต่ก็เกือบจะร่วงกลับไปเช่นกันทว่ายังดีที่เอาชนะ เรอัล เบติส ได้ในเกมเพลย์ออฟหนีตาย จากนั้นพวกเขาก็เริ่มมีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมและวนเวียนอยู่บนหัวตารางอยู่บ่อยๆ อย่างไรก็ตามปีที่พีคที่สุดก็คือฤดูกาล 1999-2000 เพราะพวกเขาสามารถปาดหน้าทั้ง บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด หยิบถ้วยแชมป์ ลา ลีกา มาครอบครองอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้การคุมทีมของ ฆาเบียร์ อิรูเรต้า และนั่นก็เป็นที่มาของฉายา ‘ซูเปอร์เดปอร์’

บาเลนเซีย

ต่อเนื่องจาก ลา คอรุนญ่า ด้านบน อย่างที่ทราบกันว่าการชิงชัยถ้วยแห่งความสำเร็จบนเวที ลา ลีกา ส่วนใหญ่จะมีแค่ บาร์เซโลน่า กับ เรอัล มาดริด เท่านั้นที่ผลัดกันเป็นฝ่ายได้ครองอำนาจ ต่อจาก ‘ซูเปอร์เดปอร์’ ก็คือ บาเลนเซีย เนี่ยแหละที่ได้โอกาสก้าวขึ้นมาเถลิงบัลลังก์แชมป์กับเขาบ้างในปี 2002 และนั่นก็ทำให้เราได้รู้จักนามของชายที่ชื่อ ราฟาเอล เบนิเตซ เพราะนั่นคือการคุมทัพ ‘ไอ้ค้างคาว’ ปีแรกและได้แชมป์เลยทันที นอกจากจะฟอร์มดีแล้วพวก บาร์ซ่า กับ เรอัล มาดริด ก็สะดุดบ่อยด้วยในปีนั้น

มงต์เปลลิเย่ร์

ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2000 มงต์เปลลิเย่ร์ ได้ชื่อว่าเป็นแค่สโมสรเล็กๆ เท่านั้นและยังโลดแล่นอยู่ใน ลีก 3 ของ ฝรั่งเศส พวกเขาได้ไต่ขึ้นมา ลีก เดอซ์ เมื่อปี 2004 แต่ก็ต้องทุกข์ทนอยู่นานเลยทีเดียวกับการคว้าตั๋วเลื่อนชั้นสู่ ลีก เอิง แต่แล้วพรหมลิขิตก็ได้นำพา โรล็องด์ กูร์บิส มาทำงานที่นี่ในฐานะผู้จัดการทีมในปี 2007 ซึ่งแกใช้เวลาแค่ 2 ฤดูกาลเท่านั้นสามารถพา มงต์เปลลิเย่ร์ ตีตั๋วเลื่อนชั้นสู่เวที ลีก เอิง ได้สำเร็จ และก็สร้างเรื่องมหัศจรรย์ได้ทันทีกับการจบเป็นอันดับ 5 แต่สิ่งที่มหัศจรรย์กว่านั้นได้เกิดขึ้นในฤดูกาล 2011-12 เมื่อ มงต์เปลลิเย่ร์ เป็นฝ่ายได้ครองแชมป์ ลีก เอิง สมัยแรกในประวัติศาสตร์ ก่อนที่จะจากนั้น ปารีส แซงต์-แชร์กแมงจะเป็นผู้ครองอำนาจความยิ่งใหญ่บนแผ่นดิน ฝรั่งเศส จนถึงปัจจุบัน

แอตเลติโก มาดริด

ในยุคที่มีแค่ ลิโอเนล เมสซี่ กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ 2 ยอดมนุษย์ต่อสู้ห้ำหั่นกันมันก็มีแค่ บาร์เซโลน่า กับ เรอัล มาดริด ที่ได้แชมป์กันอยู่แค่ 2 ทีม อย่างไรก็ตาม แอตเลติโก มาดริด เป็นทีมเดียวในยุคนี้ที่สามารถหยุดความร้อนแรงและขจัดอำนาจของ 2 นั้นได้ซึ่งมันเกิดขึ้นในฤดูกาล 2013-14 ชนิดที่ว่าต้องลุ้นกันจนถึงนัดท้ายๆ เลยทีเดียว และแต้มก็เฉียดฉิวมากๆ โดย แอตฯ มาดริด จบที่ 90 คะแนน ส่วน บาร์เซโลน่า กับ เรอัล มาดริด มี 87 คะแนนเท่านั้น ต้องให้เครดิตกับ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ จริงๆ เพราะนับตั้งแต่เฮียแกเข้ามากุมบังเหียนในปี 2011 ก็ช่วยยกระดับทีมได้มากขึ้นเป็นกองทั้งความรัดกุมและการเล่นที่เป็นระเบียบวินัย

โมนาโก

ในอดีตที่ผ่านมา โมนาโก ก็เคยได้ชื่อว่าเป็นทีมชั้นนำของ ฝรั่งเศส เหมือนกัน เคยไปโลดแล่นในรายการใหญ่ๆ ของยุโรปหลายต่อหลายครั้ง แต่ในฤดูกาล 2010-11ด้วยปัญหาทางด้านการเงินก็มีส่วนที่ทำให้พวกเขาต้องตกชั้นหล่นไปเล่นใน ลีก เดอซ์ อย่างไรก็ตามในขณะที่ฟอร์มรูดลงเรื่อยๆ จนไปรั้งอยู่อันดับ 18 ทางสโมสรก็เลยตัดสินใจขายหุ้นกว่า 66.67 % ให้ ดมิทรี่ รีโบลอฟเรฟ มหาเศรษฐีเข้ามาเทคโอเวอร์ทีม นั่นทำให้สถานการณ์ต่างๆ ดูดีกว่า ไล่มาจนการแต่งตั้ง เคลาดิโอ รานิเอรี่ นั่นจึงทำให้ โมนาโก ได้กลับคืนสู่สังเวียน ลีก เอิง อีกครั้งในปี 2013 พร้อมกับทุ่มเงินล่าสตาร์ดังมาร่วมทีมมากมายไม่ว่าจะเป็น ราดาเมล ฟัลเกา และ ฮาเมส โรดริเกซ และก็บินสูงด้วยการจบที่ 2 ในปีนั้นเป็นรองแค่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ทีมเดียวเท่านั้น จากนั้นพอกุนซือเปลี่ยนมือมาเป็น เลโอนาร์โด้ ยาร์ดิม โมนาโก ก็โชว์ฟอร์มได้ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะศักยภาพเกมรุก พวกเขาใช้ความพยายามอยู่นานกว่าจะชิงเหลี่ยม เปแอสเช และซิวแชมป์ ลีก เอิง ในปี 2017 และที่สำคัญไปมากกว่านั้นคือพวกเขาเก็บแต้มไปมากมายถึง 95 คะแนน และซัดไปถึง 107 ประตู

เลสเตอร์ ซิตี้

ศึก พรีเมียร์ลีก ว่ากันว่านี่คือลีกที่ดีที่สุดในโลกและมีการแข่งขันที่เข้มข้นที่สุดเรื่องการล่าแชมป์ ดังนั้นถ้าคุณเป็นแค่ทีมเล็กๆ และคิดจะปราบหรือโค่นทีมใหญ่ๆ เพื่อแย่งแชมป์มานั้นมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ยิ่งยุคนี้เป็นยุคที่การเงินอู้ฟู แต่ละสโมสรต่างก็เริ่มใช้เงินซื้อความสำเร็จอาทิเช่นการเสริมทัพเป็นต้น อย่างไรก็ตาม เลสเตอร์ ซิตี้ คือทีมที่ขจัดและยับยั้งแผนการของทีมเหล่านั้น พร้อมกับสร้างตำนานอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาด้วยการปาดหน้าทีมยักษ์ใหญ่ใน พรีเมียร์ลีก ทั้งหมดและเป็นผู้เถลิงบัลลังก์แชมป์ พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2015-16 ทั้งที่ในทีมส่วนใหญ่ก็มีแค่แข้งเกรดซีทั้งนั้น และ 11 ผู้เล่นตัวจริงในชุดนั้นก็มีค่าตัวรวมกันแค่  22.21 ล้านปอนด์เท่านั้น

RELATED NEWS