จรดปากกาเซ็นขยายสัญญากับ แมนฯ ซิตี้ ออกไปจนถึงปี 2025 เป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ เควิน เดอ บรอยน์ แข้งคนสำคัญของทัพ "เรือใบสีฟ้า"

โดยการเซ็นสัญญาในครั้งนี้ดาวเตะชาวเบลเยี่ยมจะได้ค่าเหนื่อยเพิ่มจากเดิมที่รับอยู่ และจากการเปิดเผยของสื่อระบุว่ามันอาจเป็นตัวเลขที่มากกว่า ดาบิด เด เคอา นายด่านของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่รับอยู่สัปดาห์ละ 375,000 ปอนด์/สัปดาห์ อีกด้วย ซึ่งจะว่าไปจำนวนค่าเหนื่อยดังกล่าว เมื่อมาเทียบกับฝีเท้าของเขามันไม่ได้เวอร์ หรือเป็นตัวเลขที่สูงมากมายอะไรเลย ถ้านำจำนวนดังกล่าว ไปหักลบกับผลงานในสนามตามสถิติที่กางออกมาให้ดูกัน  ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราจะพาไปดูความยอดเยี่ยมของ เดอ บรอยน์ ตลอดสีเสื้อ แมนฯ ซิตี้ กันว่ามีอะไรบ้างที่เขาได้รังสรรค์ออกมาให้กับสโมสรแห่งนี้บ้าง "เจ้าพ่อแอสซิสต์" นี่คือสิ่งวลีเด็ดที่ขึ้นชื่อลือชาเมื่อเอ่ยถึง เควิน เดอ บรอยน์ มาเมื่อไหร่แฟนบอลก็ต้องคิดถึงจังหวะจ่ายบอลสวยๆ จังหวะคิลเลอร์พาสแบบคมๆ จากปลายสตั๊ดของแข้งรายนี้ทุกครั้งไป ซึ่งในบางจังหวะมันมหัศจรรย์จนแฟนบอลต้องลุกขึ้นปรบมือให้ แน่นอนสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากมันสมอง และเซ็นฟุตบอลอันยอดเยี่ยมของดาวเตะผู้นี้ ความสุดยอดของ เดอ บรอน์ หลังขยายสัญญาอยู่ยาวกับ แมนฯ ซิตี้ ย้อนกลับไปสมัยที่เจ้าตัวยังคงค้าแข้งอยู่กับ โวล์ฟสบวร์ก เรื่องของการแอสซิสต์ก็เริ่มมีคนหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างแพร่หลายแล้ว ซึ่งนั้นเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาถูกจับตามองเป็นพิเศษ รวมแล้วในสีเสื้อของ "หมาป่าเมืองเบียร์" เดอ บรอยน์ จัดการแอสซิสต์ไปทั้งสิ้น 37 ครั้ง จากการลงสนาม 73 เกม เฉลี่ยแล้วในเกือบทุกๆ 2 เกม เราจะเห็นชายผู้นี้บรรจงจ่ายให้เพื่อนร่วมทีมหลุดเข้าไปผลิตสกอร์อยู่เสมอ  จนกระทั่งช่วงซัมเมอร์ปี 2015 ทัพ "เรือใบสีฟ้า" ก็จัดการไปดึงตัวเขามาเสริมทัพ ซึ่งแน่นอนว่าในห้วงเวลานั้นย่อมมีประเด็นคำถามจากแฟนบอลอย่างมากมาย เพราะว่าครั้งหนึ่ง เดอ บรอยน์ เคยย้ายมาค้าแข้งในอังกฤษแล้วกับ เชลซี ผลปรากฎว่าต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่จะบอกว่าล้มเหลวก็คงจะไม่มากจนเกินไป เพราะโอกาสลงสนามของเขาบันทึกไว้ว่าเพียง 6 เกมเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่บัญญัติไตรยางค์ที่การกลับมาในครั้งนี้ของเขามันจะพบเจอกับอุปสรรคแบบเดิมอีก และสิ่งเดียวที่จะลบล้างมลทินนั้นได้คือผลงานในสนาม และความสำเร็จเพียงเท่านั้น ซึ่งเพียงขวบปีแรกเท่านั้น เดอ บรอยน์ ก็แสดงอิทธิฤทธิ์ออกมาแล้วว่าเขาคือของจริง และพร้อมลบคำปรามาศต่างๆ ได้อย่างหมดจดตัวเลขการมีส่วนร่วมถึง 29 ประตู จากการลงสนาม 41 นัด ถือว่าเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยม และด้วยผลงานที่ออกมาเช่นนั้นเสียงวิจารณ์ต่างๆ กลับย้อนไปหาทัพ "สิงห์บลู" ที่แสดงความผิดพลาดปล่อยของดี ฝีเท้าเยี่ยมแบบนี้ออกมาได้อย่างไรแทน ถ้าบอกว่านั้นคือตัวเลขที่ยอดเยี่ยมแล้ว มันอาจเป็นความคิดที่ผิดไปเลย เพราะนั้นเหมือนเป็นออเดิร์ฟเสริฟให้ทานเล่นกันก่อน หลังจากนั้นเขาค่อยๆ พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาจนฉายแสงผงาดผลงานออกมาได้ยอดเยี่ยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการทำแอสซิสต์อย่างที่บอกไปข้างต้น ปัจจุบันดาวเตะวัย 29 ปี ขึ้นแท่นเป็นจอมแอสซิสต์มากที่สุดของพรีเมียร์ลีกในลำดับที่ 10 จำนวน 77 ครั้ง และตัวเลขดังกล่าวมีโอกาสแซงรุ่นพี่บางรายในอนาคตอันใกล้นี้ไม่ว่าจะเป็น เดวิด เบ็คแฮม (80 ครั้ง), เจมส์ มิลเนอร์ (85 ครั้ง) หรือ สตีเว่น เจอร์ราร์ด (92 ครั้ง)  ความสุดยอดของ เดอ บรอน์ หลังขยายสัญญาอยู่ยาวกับ แมนฯ ซิตี้ หรือถ้ารวมทุกรายการในสีเสื้อทัพเรือใบ เดอ บรอยน์ แอสซิสต์ไปได้แล้วถึง 105 ครั้ง รั้งเป็นอันดับ 2 ตลอดกาลของทีมเป็นรองเพียง ดาบิด ซิลบา (128 ครั้ง) เพียงคนเดียวเท่านั้น จะว่าไปเมื่อพูดถึงเรื่องแอสซิสต์ ก็ช่วยนึกถึงเหตุการร์เมื่อฤดูกาล 2017-18 ที่ เดอ บรอยน์ เคยจัดการทำแฮตทริกแอสซิสต์มาแล้วในเกมที่ทัพ "เรือใบสีฟ้า" เปิดบ้านถล่ม เลสเตอร์ ซิตี้ 5-1 เกมนั้นเจ้าตัวเหมาคนเดียว 3 แอสซิสต์จ่ายงามๆ ให้เพื่อนร่วมทีมเผด็จศึกได้สำเร็จ ส่วนฤดูกาลที่เข้าขั้นพีคสุดคงหนีไม่พ้นซีซั่น 2019-20 ที่เจ้าตัวจัดการทำไป 20 แอสซิสต์ในลีก พร้อมรับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีกไปครอง แม้สโมสรจะไม่ได้เอื้อมมือไปสัมผัสโทรฟี่แชมป์ก็ตาม   "บทบาทของผมคือการสร้างสรรค์โอกาสให้ได้มากที่สุด และช่วยให้ทีมเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย จากนั้นผมก็หวังว่าพวกเขาจะจบสกอร์มันได้สำเร็จ ซึ่งพวกเขาทำมันได้ในหลายๆ ครั้ง ดังนั้นแล้วผมจึงรู้สึกขอบคุณพวกเขามาก" บทสัมภาษณ์ของ เดอ บรอยน์ ถึงวีรกรรมการแอสซิสต์ของตัวเขา ซึ่งนอกจากการชำนาญในเรื่องการแอสซิสต์แล้ว การจบสกอร์ได้ด้วยตนเองก็เหมือนออฟชั่นเสริมที่เขามาทำให้ เดอ บรอยน์ กลายเป็นโคตรมิดฟิลด์เบอร์ต้นของวงการลูกหนังอย่างสมบูรณ์แบบ ตัวเลขการกระหน่ำไป 65 ประตู จากตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์ถือว่าสวยงามไม่ใช่น้อย และมันดีกว่ากองหน้าชื่อดังบางคนเสียอีก  ฉะนั้นแล้วเขาจึงเปรีบเสมือนจิ๊กซอว์คนสำคัญของทีมที่ขาดไปไม่ได้เสียแล้ว เพราะที่ผ่านมาต่อให้ทีมจะปล่อยใครออกไป หรือใครจะเข้ามาใหม่ ยังไงเสีย เดอ บรอยน์ ยังคงยืนหนึ่งในเรื่องของความสำคัญที่ทีมจำเป็นต้องมีอยู่ในหมากการเดินเกมของกุนซือไม่ว่าจะเปลี่ยนใครเข้ามาเป็นนายใหญ่ก็ตาม และอีกหนึ่งสิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า เดอ บรอยน์ คือคนสำคัญของสโมสร นั้นก็คือรางวัลแข้งยอดเยี่ยมประจำปีของสโมสรที่เขาคว้ามาครองได้มากถึง 3 ครั้งในฤดูกาล 2015-16, 2017-18 และ 2019-20 ซึ่งนั้นคือสำเร็จส่วนตัวที่การันตีฝีเท้าของเขาในพาทีมสโมสรแห่งนี้พุ่งชนกับความสำเร็จมาอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 1 สมัย หรือ ลีก คัพ อีกถึง 4 สมัย ความสุดยอดของ เดอ บรอน์ หลังขยายสัญญาอยู่ยาวกับ แมนฯ ซิตี้ สุดท้ายสัญญาฉบับล่าสุดของ เดอ บรอยน์ กับ แมนฯ ซิตี้ จะไปสิ้นสุดในวันที่ตัวเขาอายุ 34 ปี ซึ่งไม่แน่นี่อาจจะเป็นสัญญาฉบับสุดท้ายของเขากับทีม ก่อนออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ ๆ ในช่วงท้ายชีวิตค้าแข้ง  แต่อย่างน้อยนี่คือข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าสโมสรเชื่อมั่นในตัว และฝีเท้าของดาวเตะคนนี้มากขนาดไหน รวมไปถึงความต้องการของ เดอ บรอยน์ เองที่ยังคงอยากฝากอนาคตไว้กับสโมสรแห่งนี้ เพื่อเป็นนักเตะที่จะพาทีมประสบความสำเร็จให้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการเป็นบุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนทีมไปข้างหน้าตามจุดหมายของสโมสร "ผมไม่สามารถมีความสุขไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว นับตั้งแต่ร่วมงานกับ ซิตี้ ในปี 2015 ผมรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ผมรักแฟนบอลมากๆ  ครอบครัวของผมย้ายมาตั้งรกรากที่ แมนเชสเตอร์ การเซ็นสัญญานี้จึงเป็นการตัดสินใจที่ตรงไปตรงมา ผมกำลังเล่นฟุตบอลที่ดีที่สุดในอาชีพของผม และรู้สึกว่ามีอะไรอีกมากมายที่จะตามมา" และเมื่อถึงวันที่เขาต้องโบกมือลาเดินออกไปจากสโมสร มันคงเป็นค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความสำเร็จ และคำชื่นชมต่างๆ มากมายที่ถาโถมเข้ามาหาเขา รวมไปถึงคำว่า "ตำนาน" ที่จะอยู่ติดตัวเขา พร้อมกับวีรกรรมมากมายภายใต้โลโก้ "เรือใบสีฟ้า"

- เปา ขอบสนาม -

logoline