"ปล่อยให้อายุ เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเอง" วลีสั้นๆ นี้คงใช้ได้เป็นอย่างดีกับชายที่นามว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ปัจจุบันหลักไมล์อายุของเขาไปแตะหลัก 36 ปี แต่ทว่าร่างกายยังคงเหมือนเด็กหนุ่มที่เพิ่งแจ้งเกิดบนเวทีลูกหนัง แทบยังคงเดินหน้าทำลายสถิติเป็นว่าแล้ว ไม่รู้จักเบื่อแต่อย่างใด
อย่างล่าสุดที่เรารู้กันคือ โรนัลโด้ บรรจงสร้างสถิติใหม่ด้วยการขึ้นแท่นเป็นดาวซัลโวตลอดกาลของศึกยูโรเป็นที่เรียบร้อยที่จำนวน 11 ประตู แซงหน้าเจ้าของเดิมอย่าง มิเชล พลาตินี่ ไปแบบราบคาบ แถมมีโอกาสมากพอควรที่ตัวเลขดังกล่าวจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะเนื่องด้วยโปรแกรมยังคงมีให้เจ้าของไอคอน CR7 ไล่ล่าประตูคู่แข่งอยู่นั้นเอง นอกจากนั้นอีกหนึ่งสถิติที่ยากเหลือเกินในการหาคนมาเทียบเคียงคือการลงเล่นศึกยูโรถึง 5 สมัยติดต่อกัน ลองนับนิ้วคำนวนดูจะรู้ว่ามันกินเวลาไปมากถึง 17 ปี ไล่มาตั้งแต่ปี 2004, 2008, 2012, 2016 และ 2021 ใช่ครับ! ตัวเลขดังกล่าวมันมากพอที่จะทำให้คนๆ นึงเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น และเติบโตจนมีโอกาสได้ยลโฉมฝีเท้าของเขาในการไล่ล่าประตู ย้อนกลับไปยังศึกยูโรครั้งแรกของ โรนัลโด้ เมื่อปี 2004 ที่ชาติบ้านเกิดของเขาเป็นเจ้าาภาพ คราวนั้นเจ้าตัวเพิ่งมีอายุเพียง 19 ปี เท่านั้น แน่นอนว่าแสงสปอร์ตไลท์ยังไม่ได้สอดส่องไปที่ตัวเขามากเท่าไหร่นัก เนื่องด้วยคำว่า "ดาวรุ่ง" มันยังคงมีอะไรหลายๆ อย่างให้พิสูจน์โดยเฉพาะความสำเร็จ และการเป็นแข้งความหวังของทีมชาติ ขุมกำลังของทัพ "ฝอยทอง" ในวันนั้นสตาร์เด่นเบอร์ต้นก็คงต้องยกให้กับ หลุยส์ ฟิโก้ ไหนจะเหล่าบรรดาแข้งชื่อดังทั้ง เดโก้, รุย คอสต้า, ซิเมา ซาโบรซา หรือ เปโดร เปาเลต้า โดยในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว CR7 ออกสตาร์ทเป็นตัวสำรอง ก่อนที่จะถูกส่งลงสนามมาในช่วงครึ่งหลัง และนั้นเปรียบได้กับการประทับตราการแจ้งเกิด เพราะเขาสามารถทำประตูได้ในทันที แม้สุดท้ายทีมจะพ่ายให้กับ กรีซ ไปในที่สุด หลังจากนั้นเขาก็คือตัวเลือกเบอร์แรกๆ ของกุนซือ อย่าง หลุยส์ ฟิลิปเป้ สโคลารี่ ไปเลย ก่อนเป็นฮีโร่ยิง 1 จ่าย 1 ในรอบรองชนะเลิศพาทีมเอาชนะ ฮอลแลนด์ กรุยทางเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ











