จบไปแล้วเรียบร้อยสำหรับศึกยูโร 2020 รอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งเราก็ได้ทีมที่สมหวังกรุยทางเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย และชาติที่ต้องผิดหวังเก็บกระเป๋ากลับบ้านกันไป
ซึ่งภายหลังจบรอบแบ่งกลุ่มไปก็มีนักเตะที่สามารถแจ้งเกิดทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมมากมาย รวมไปถึงเหล่าแข้งฟอร์มดับที่ไม่อาจเค้นฝีเท้าที่ยอดเยี่ยมออกมาโชว์แฟนบอลได้ ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราจะพาไปชม 10 ดังชื่อดังที่ฟอร์มพังในรอบแบ่งกลุ่มกัน ซึ่งจะมีใครบ้างไปติดตามกันได้เลยเช อดัมส์ (สกอตแลนด์)
ด้วยผลงานฤดูกาลที่ผ่านมากับ เซาแธมป์ตัน แม้จะไม่ได้ยิงกระจุยกระจาย แต่ด้วยฟอร์มในสนาม รวมไปถึงจำนวนประตูมันเลยเชิญชวนให้แฟนบอลของทัพ "ตาร์ตัน" จะฝากความหวังในการผลิตสกอร์สำหรับศึกยูโรคราวนี้ไว้ที่หัวหอกวัย 24 ปี รายนี้ แม้เกมแรกเขาจะออสตาร์ทด้วยการเป็นตัวสำรองแต่ก็มีเวลาในสนามมากถึง 45 นาที รวมไปถึง 2 เกมที่เหลือก็ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงทั้งหมด แต่ทว่าผลงานรวมของ อดัมส์ ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครั้งแรกของเขาคือไม่อาจยิงประตูได้เลยสักตุงเดียว รวมแล้ว 215 นาทีในสนาม เขามีโอกาสง้างเท้ายิงไปเพียง 7 ครั้งเท่านั้น และที่น่าผิดหวังไปกว่านั้นในจำนวนดังกล่าวเป็นการซัดตรงกรอบเพียงหนเดียว ฉะนั้นมันจึงไม่แปลกเลยที่ผลงานโดยรวมของ สกอตแลนด์ จะออกมาค่อนข้างน่าผิดหวัง เพราะในเมื่อกองหน้าตัวความหวังไม่อาจผลิตสกอร์ได้ การที่ทีมยิงได้เพียงตุงเดียวจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรเลย
อันเต้ เรบิช (โครเอเชีย)
กองหน้าตัวความหวังในการผลิตประตูให้กับทัพ "ตราหมากรุก" เนื่องด้วยผลงานเมื่อซีซั่น 2020-21 กับ เอซี มิลาน ถือว่ายอดเยี่ยมมากพอควรหลังซัดไป 11 ประตู จากการลงสนาม 33 เกม ไม่แปลกที่กุนซือของ โครเอเชีย อย่าง ซลัตโก้ ดาลิช จะวางตัว เรบิช เป็นกองหน้าตัวเลือกแรกของทีม แต่ทว่าการออกสตาร์ทเป็นตัวจริงทั้ง 3 นัดของเขาเรียกว่าน่าผิดหวังเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะผลิตสกอร์ช่วยทีมไม่ได้แล้ว ผลงานโดยรวมดูเหมือนมันจะไม่ค่อยน่าโสภามากเท่าไหร่ กว่า 132 นาทีในสนาม เรบิช มีโอกาสทำประตูเพียง 4 ครั้งเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำเตี้ยมากเหลือเกินกับนักเตะตัวความหวังในการทำประตู นอกจากนั้นจากการได้ง้างเท้าทั้งหมด 4 ครั้ง มันไม่มีครั้งไหนเลยที่สร้างความอันตรายให้กับนายด่านคู่แข่ง เพราะมันไม่ได้ตรงกรอบเลยสักครั้งเดียว แต่ทว่าโชคยังดีที่ทัพ "ตราหมากรุก" มาได้เหล่าแข้งในแดนกลางอย่าง นิโคลา วลาชิช, อิวาน เปริซิช และ ลูก้า โมดริช มาช่วยในการผลิตประตูแทน ทำให้ทีมยังคงฝ่าฟันเข้ารอบต่อไปได้สำเร็จมาเร็ค ฮัมซิค (สโลวาเกีย)
กัปตันทีมของ สโลวาเกีย ที่เปรียบเสมือนหัวใจในแดนกลางของชาติ และนี่ก็น่าจะเป็นทัวร์นาเมนต์ยูโรครั้งสุดท้ายของเจ้าตัว เพราะด้วยอายุที่ตอนนี้เข้าสู่วัย 33 ปีเข้าให้แล้ว และกับศึกครั้งใหญ่คราวนี้ ฮัมซิค ยังคงได้รับความไว้ใจจากกุนซือให้ลงสนามเป็นตัวหลักทั้ง 3 เกมในรอบแบ่งกลุ่ม โดยในเกมแรกที่พบกับ โปแลนด์ ถือว่าออกสตาร์ทได้ยอดเยี่ยมไม่น้อยประเดิมด้วยการมี 1 แอสซิสต์ แต่ทว่าหลังจากนั้นผลงานของเขาก็เหมือนเส้นกราฟที่ดำดิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงนัดสุดท้ายกับ สเปน ที่พูดได้เต็มปากเลยว่าย่ำแย่ โดนกระหน่ำบุกอยู่ฝั่งเดียว ก่อนพ่ายให้ทัพ "กระทิงดุ" ไปถึง 0-5 แม้จะจบในอันดับ 3 แต่เมื่อมาคิดคะแนนวัดกันกลุ่มอื่น พวกเขาแย่ที่สุดจากการโดนถล่มเละเทะ ทำให้ต้องหยุดเส้นทางในยูโร 2020 ไว้เพียงเท่านี้
บูรัค ยิลมาซ (ตุรกี)
หัวหอกวัย 35 ปี แม้ใครจะบอกว่าอายุอาจจะมากเกินไป แต่นี้คงเป็น "เสือไว้ลาย" ที่น่าเกรงกลัวมากพอสมควร เพราะประสิทธิภาพของเจ้าตัวแทบไม่เคยต่ำกว่ามาตรฐานลงไปเลยทั้งที่มีอายุเเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างในฤดูกาลล่าสุด ยิลมาซ ย้ายไปล่าตาข่ายให้กับ ลีลล์ ทีมในศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส แน่นอนว่านั้นไม่ใช่ด่านที่ง่ายเลยเพราะมี เปแอสเช ยืนขวางหน้าอยู่ แต่ทว่าเจ้าตัวก็กระหน่ำไปมากถึง 15 ประตู พาต้นสังกัดสอยแชมป์มาครองได้สำเร็จ ซึ่งด้วยความร้อนแรงนี้ไม่แปลกถ้าแฟนบอลทัพ "ไก่งวง" จะฝากความหวังในการยิงประตูไว้ที่เขา แต่ทว่าความจริง กับความคาดหวังบางทีมันก็เดินสวนทางกัน เพราะตลอด 3 เกมในรอบแบ่งกลุ่ม บูรัค ยิลมาซ ได้ลงสนามเป็นตัวจริงทั้งหมด และอยู่ครบ 90 นาทีทุกเกม ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาเจ้าตัวคลำเป้าไม่เจอเลยจากการง้างเท้ายิง 10 ครั้ง และตรงกรอบเพียงครั้งเดียว ไม่แน่บางทีนี้อาจเป็นการปิดฉากการเล่นบอลยูโรที่น่าผิดหวังของตัวเขาก็เป็นได้อุสมาน เดมเบเล่ (ฝรั่งเศส)
ถ้าถามว่าก่อนเริ่มต้นทัวร์นาเมนต์ชื่อของ อุสมาน เดมเบเล่ เป็นแข้งที่แฟนบอลฝรั่งเศสตั้งความหวังไว้ว่าจะเป็นตัวหลักพาทีมผ่านเข้ารอบไหม ? คำตอบที่ออกมามันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่เจ้าหนู "อีสปอร์ต" รายนี้คงถูกมองว่าเป็นแข้งสำรองที่จะสามารถเปลี่ยนเกมได้ในยามที่ทีมต้องการประตู แต่ทว่าด้วยปัญหาเดิมๆ ที่เขาพกติดตัวมาตลอดอย่างอาการบาดเจ็บทำให้ยูโรครั้งนี้ของเดมเบเล่ ต้องปิดฉากเร็วกว่าที่กำหนดไว้ ย้อนกลับในเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดที่ 2 ทัพ "ตราไก่" โคจรมาพบกับ ฮังการี ทางด้าน เดมเบเล่ ได้โอกาสลงสนามมาเป็นตัวสำรองในช่วงนาทีที่ 57 แต่ทว่าเจ้าตัวสามารถอยู่ในสนามได้เพียง 30 นาที ก็ต้องออกจากสนามเนื่องด้วยอาการบาดเจ็บบริเวณเส้นเอ็นหลังหัวเข่า ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นานก็ต้องประกาศถอนตัว พร้อมมีข่าวออกมาว่าต้องใช้เวลาพักฟื้นอยู่ที่ราวๆ 1-2 เดือน ฉะนั้นแล้วเมื่อผนวกรวมทั้งเรื่องของผลงาน และอาการบาดเจ็บไม่แปลกที่ เดมเบเล่ จะเข้ามาติดอยู่โผแข้งน่าผิดหวังในครั้งนี้ติโม แวร์เนอร์ (เยอรมัน)
สาดส่องไปที่ขุมกำลังของทีมชาติเยอรมันที่ โยอาคิม เลิฟ เรียกตัวมาติดทีมลุยศึกยูโรในครั้งนี้ตำแหน่งกองหน้าที่เป็นหน้าเป้าขนานแท้มีเพียง 2 คนเท่านั้นคือ ติโม แวร์เนอร์ กับ เควิน โวลแลนด์ ซี่งถ้าวัดกันแบบตัวต่อตัว ภาษีของดาวยิงจาก เชลซี คงดูดีกว่าน่าจะยึดตำแหน่งตัวจริงได้ไม่ยาก แต่ทว่าหลังผ่านเข้าแบ่งกลุ่มไป 3 นัด แวร์เนอร์ เพิ่งมีโอกาสลงไปสัมผัสสนามเพียง 39 นาทีเท่านั้น ใช่แล้วครับหัวหอกวัย 25 ปี ไม่ได้ถูกส่งลงสนามเป็นตัวจริงเลยสักเกมเดียว ซึ่งทาง เลิฟ เลือกที่จะใช้ แซร์จ นาบรี้ ในการดันขึ้นเป็นเล่นเป็นกองหน้าในรูปแบบ False 9 ทำให้ แวร์เนอร์ ต้องหลุดไปเป็นตัวสำรองโดยปริยาย ซึ่งจะว่าไปด้วยดีกรีระดับ แวร์เนอร์ ถือว่าน่าผิดหวังพอควรกับการไม่ได้เป็นตัวจริง แต่ถ้าดูจากผลงานก่อนหน้านี้ในสีเสื้อของทัพ "สิงห์บลู" มันก็อาจจะเป็นเหตุผลที่พอจะเข้าใจได้ว่าทำไม เลิฟ ถึงได้เลือกใช้แนวทางแบบนี้
บรูโน่ แฟร์นานเดส (โปรตุเกส)
ด้วยยี่ห้อของ บรูโน่ ผลงานกับเขากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เราคงไม่ต้องสาธยายอะไรให้มากความถึงฟอร์มอันเก่งกาจจนได้รับการแต่งตั้งว่าเป็น "เดอะ แบก" ของพลพรรค "ปีศาจแดง" ซึ่งด้วยผลงานระดับเทพทำให้แฟนบอลคาดหวังว่าเมื่อได้มาประสานงานกับเหล่ายอดแข้งอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, แบร์นาร์โด้ ซิลวา หรือ ดิเอโก้ โชต้า น่าจะยิ่งเป็นการรีดศักยภาพของเพลย์เมคเกอร์คนนี้ออกมา แต่ทว่าเมื่อถึงเวลาจริงดูเหมือนสิ่งที่คาดหวังจะไม่ใช่อย่างที่แฟนบอลต้องการ แม้จะไม่ได้ย่ำแย่มากมาย แต่มันค่อนข้างต่ำกว่ามาตรฐานที่เขาเคยทำไว้ในช่วงขวบปีที่ผ่านมากับ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งในรอบแบ่งกลุ่มจุดเด่นของ บรูโน่ โดยเฉพาะในเรื่องของการจ่ายบอลให้เพื่อนทำประตูเขายังไม่ได้โชว์พิษสงตรงนี้มากเท่าไหร่นัก ทำให้ตัวเลขการแอสซิสต์ยังคงเป็น 0 อยู่ แต่ทัวร์นาเมนต์ของโปรตุเกสยังไม่จบ ไม่แน่ผลงานของ บรูโน่ อาจจะมาออกแผลงฤทธิ์ในรอบน็อกเอาท์ก็เป็นได้แฮร์รี่ เคน (อังกฤษ)
ด้วยดีกรีดาวซัลโวของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลล่าสุด บวกกับผลงานในช่วงหลายปีหลังที่ผ่านมา แฮร์รี่ เคน จึงถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดในยุคนี้เลยก็ว่าได้ และเมื่อสาดส่องไปยังขุมกำลังทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกยูโร 2020 คราวนี้ มันน่าจะเกื้อหนุนให้ เคน มีประสิทธิภาพที่มากขึ้นก็เป็นได้ ซึ่งเมื่อได้ยลโฉมจริงๆ ก็ต้องเรียนกันตามตรงว่านี้ไม่ใช่ เคน ในรูปแบบที่คุ้นเคยเหมือนสมัยสวมเครื่องแบบของ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ทั้งการวิ่งทำทาง, หาพื้นที่ หรือการจบสกอร์ดูเหมือนทุกอย่างมันตัดขัดไปหมดจนยังไม่อาจเบิกสกอร์แรกได้เสียที แน่นอนด้วยผลงานที่ฝืดแบบนี้มันย่อมส่งผลต่อทีม เพราะสังเกตุได้จากจำนวนประตูที่พวกเขาทำได้มันช่างน้อยนิด คราวนี้แฟนบอลทัพ "สิงโตคำราม" ก็ต้องมาลุ้นกันว่าถ้าหัวหอกวัย 27 ปี จะเรียกฟอร์มสุดสะเด่ากลับมาได้ทันเวลาในรอบต่อไปหรือไม่











