และเช่นเดิมเมื่อผลการแข่งขันจบลง ผลงานของแข้งไทยตลอด 90 นาที ทุกคนน่าจะได้เห็นกันแล้ว ดังนั้นเราจะมาวิเคราะห์ไปพร้อมๆ กันมีอะไรน่าสนใจบ้างในเกมๆ นี้  

 

เปลี่ยนเกมรับ 3 ตำแหน่ง 

ตัวจริงจากเกมแรกที่พ่าย มาเลเซีย 2-1 โค้ชมาโน่ โพลกิ้ง เลือกที่ปรับทัพ 3 ตำแหน่งในเกมกับ ทีมชาติสิงคโปร์ และเป็นการปรับผู้เล่นในเกมรับทั้งหมด ไล่ตั้งแต่แบ็กซ้ายให้ อิรฟาน ดอเลาะ ลงมาแทน จตุรพัช สัทธรรม, แบ็กขวาให้ นาคิน วิเศษชาติ ลงมาแทน และเซ็นเตอร์ต้องใช้ อนูศักดิ์ ใจเพชร ที่ต้องลงมาแทน โจนาธาร เข็มดี ที่ติดโทษแทน 1 นัด 

 

ครึ่งแรกเกมรุกหายเหมือนเดิม 

ยังเป็นอีกเกมที่แนวรุกของทีมชาติไทยเล่นร่วมกันแบบขาดๆ เกินๆ ไม่ว่าจะเป็น เอกนิษฐ์ ปัญญา, วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ, เบน เดวิส และ แพดริก กุสต๊าฟส์สัน เรียกได้ว่าประสานงานกันแทบไม่ได้เลย ถ้าไม่นับประตูจากจุดโทษ 45 นาทีแรกของ ทีมชาติไทย ได้ยิงแบบจะๆ แค่ครั้งเดียวเท่านั้นจากลูกหลุดเดี่ยวของ “เจ้าบุ๊ค” เรียกได้ว่าปัญหาใหญ่นอกจากเกมรับคือเกมรุกที่ยังต่อกันไม่ติด 

จุดโทษเปลี่ยนเกม 

แม้โดยรวมจะไม่ใช่ 45 นาทีแรกที่ดีนักของ ทีมชาติไทย แต่เราก็มาได้จุดเปลี่ยนสำคัญจากจุดโทษของ เบนจามิน เดวิส ที่โดนเตะล้มลงไป ก่อนที่จะเป็น “บิ๊กเบน” จาก อ็อกซ์ฟอร์ด ลุกขึ้นมายิงเข้าไป และทำให้ ทีมชาติไทย ได้เปรียบกับผลสกอร์ 1-0 และลูกนี้คือลูกที่เปลี่ยนหน้าของเกมไปเลย 

 

 

ยิง 3 ลูกใน 8 นาที  

ถ้านับประตูตั้งแต่ลูกแรกในช่วงท้ายครึ่งแรก (น.45) มาต่อลูกสอง จนมาถึงลูกสาม (น.48 จนถึง น.51) ที่ ทีมชาติไทย ทำได้ต่อเนื่องในช่วงต้นครึ่งเวลาหลัง ทัพช้างศึกใช้เวลาเพียงแค่ 8 นาทีเท่านั้นในการยิง 3 ประตู ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุด ที่ทำให้ไทยเราปิดจ็อบในเกมนี้ได้ตั้งแต่หัววัน 

 

 

4 แข้งท็อปฟอร์มวันนี้ 

คนแรกยกให้กับ วีระเทพ ป้อมพันธุ์ นอกจากการบัญชาเกมตรงกลางของไทยได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว เขายังมีส่วนร่วมกับเกมรุกเยอะมากๆ ด้วย รองมาขอยกให้กับ นาคิน วิเศษชาติ แบ็กขวาที่ได้โอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงเกมโดยเขาเติมเกมรุกได้ดีมาก และยังจัดการเกมรับของสิงคโปร์ได้อยู่หมัดด้วย ส่วนอีก 2 คนขอยกให้กับ เอกนิษฐ์ ปัญญา และ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ที่โดดเด่นมากๆ ในครึ่งเวลาหลัง  

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline