เป็นอีกหนึ่งเกมที่ผลการแข่งขันไม่เป็นใจให้กับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เพราะล่าสุดก็ทำได้แค่บุกไปเสมอกับ บอร์นมัธ 0-0 ที่ วิตาลิตี้ สเตเดี้ยม

ถึงสกอร์จะออกมาแบบเจ๊าจืดในแบบที่ไม่มีใครใส่สกอร์ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีอยู่หลายประเด็นที่น่าพูดถึงจะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกัน

กลับมาใช้ 4-2-3-1

เกมนี้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เปลี่ยนแผนกลับมาใช้ระบบ 4-2-3-1 ตามที่ถนัดอีกครั้งหลังจาก 4 นัดก่อนหน้านั้นใช้ระบบหลังสามมาตลอด เรื่องการวางหมากตัวผู้เล่นก็ยังไม่ใช่ชุดที่ดีที่สุด วันนี้ใช้ เลวาย โคลวิลล์ ออกสตาร์ทเป็นแบ็กซ้ายตัวจริง แทนที่ เบล ชิลเวลล์ ที่ไม่ฟิตพอจะเล่น 90 นาทีเต็ม

แต่การยืนช่วงแรกๆ ก็ไม่ค่อยไปไหนเกินกว่าครึ่งสนาม ค่อนข้างจะพะวงเรื่องเกมรับมากกว่า นั่นจึงทำให้มิติและการสร้างสรรค์โอกาสจากกราบซ้ายหายไปแบบชัดเจน พอครึ่งหลังเหมือนจะโดนกำชับว่าให้เติมขึ้นไปเยอะๆ หน่อย แต่ก็ยังทำอะไรได้ไม่มากเท่าไหร่ และมันก็ค่อนข้างชัดว่าเขาไม่เหมาะกับการเล่นในตำแหน่งนี้

มิดฟิลด์ค่าตัวแพงเป็นสถิติของเกาะอังกฤษที่ 115 ล้านปอนด์อย่าง มอยเซส ไกเซโด้ ไม่มีชื่อในเกมนี้ เพราะมีปัญหาอาการบาดเจ็บ ก็เลยเป็นโอกาสของไอ้หนูวัย 19 ปี เลสลี่ย์ อูโกชุควู ได้ออกสตาร์ทบนเวที พรีเมียร์ลีก เป็นครั้งแรก

ค่อนข้างรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองได้ดีทั้งเรื่องการครองบอลและแย่งบอลจากคู่ต่อสู้ ค่อนข้างมีความมั่นใจ ไม่หลุดตำแหน่ง กล้าเล่นและกล้าพาบอลลุยขับเคลื่อนไปข้างหน้า ถึงจะมีช่วงที่โดนกดดันอย่างหนักและเงียบหายไป แต่ก็ไม่ได้มีช็อตพลาดใหญ่ๆ ให้เห็น นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีในยามที่ทีมไม่สามารถใช้งานผู้เล่นเบอร์ 6 คนอื่นได้

มิไคโล มูดริค

ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงครั้งแรกในซีซั่นนี้สำหรับ มิไคโล มูดริค กับตำแหน่งปีกซ้าย เรื่องของความเร็วนั้นโดดเด่นและสร้างปัญหาให้กับ บอร์นมัธ ได้ชัดเจน รวมไปถึงช็อตการเลี้ยงกินตัวที่ช่วยเรียกฟรีคิกสำคัญในช่วงครึ่งหลัง

แต่ก็เหมือนจะมีข้อดีอยู่แค่เรื่องเดียว การตัดสินใจในจังหวะสุดท้ายยังทำได้ไม่ดี พอโดนฟูลแบ็กอย่าง แม็กซ์ อาร่อนส์ จับทางได้ก็กลายเป็นโดนกดตลอดทั้งเลน จังหวะการเข้าปะทะก็ดูไม่มีชั้นเชิง เน้นพละกำลังใส่หนักอย่างเดียว พออารมณ์หงุดหงิดง่ายก็โดนเปลี่ยนตัวออกไปตามระเบียบ

จากมุมมองของสื่อหลายๆ สำนักก็ยังมองว่านี่เป็นเกมที่ มิไคโล มูดริค ยังสอบไม่ผ่าน และยังไม่ได้ดูใกล้เคียงกับนักเตะที่ถูกซื้อมาในค่าตัว 88 ล้านปอนด์

 

เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ

ถึง โปเช็ตติโน่ จะเปลี่ยนระบบมาใช้แผนถนัดแต่ก็ยังเลือกใช้ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ ยืนเป็นมิดฟิลด์ตัวรุกแบบเต็มตัวเหมือนเดิม นี่คือผู้เล่นที่มีสถิติจ่ายบอลเข้าสู่พื้นที่อันตรายของศัตรูมากที่สุดในฤดูกาลนี้ และก็มีดีกรีเป็นถึงแชมป์โลก แต่เกมนี้กลับไม่มีช็อตสร้างจังหวะเด่นๆ หรือสร้างอิมแพ็คให้กับทีมได้เลยทั้งที่ได้ชื่อว่าเป็นตัวออกบอลหลักของ เชลซี

ผิดกับ ไรอัน คริสตี้ ที่เป็นเพลย์เมคเกอร์ของ บอร์นมัธ กลับมีจังหวะปั้นโอกาสที่ดีกว่าชัดเจน และคนที่ควรได้รับคำชมมากที่สุดในเกมนี้ก็คือ เลวิส คุก ที่รับมือกับแดนกลาง เชลซี ได้อยู่หมัด เข้าถึงบอลไวและแม่นยำ เรียกได้ว่าบอลอยู่ตรงไหนก็แทบจะไปปรากฏตัวอยู่ตรงนั้น ไม่ให้คู่แข่งเล่นจังหวะต่อไปได้ง่ายเลย และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ เอ็นโซ่ ต้องหายไปจากเกม

ปัญหาในพื้นที่สุดท้าย

เป็นอีกหนึ่งเกมที่ เชลซี ต้องเจอปัญหากับเรื่องการจบสกอร์หรือการเล่นบอลในจังหวะสุดท้าย ผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดในวันนี้ก็ยังคงเป็น ราฮีม สเตอร์ลิ่ง จากการใช้ความเร็วลากจี้มุดทะลุทะลวงในกรอบเขตโทษยังถือเป็นทีเด็ดและสร้างความปั่นป่วนให้กับแนวรับคู่แข่ง รวมไปถึงการสร้างสรรค์โอกาสและจังหวะต่างๆ ให้เพื่อนก็มีอยู่มากมาย 

ตลอดจนการหาจังหวะง้างเท้ายิงด้วยตัวเอง แต่ก็ยังไม่สามารถเจาะตาข่ายของ เนโต้ ได้ ลูกฟรีคิกช่วงต้นครึ่งหลังก็ดูเป็นโอกาสที่ดีที่สุดเช่นกัน แต่บอลดันไปเช็ดใต้คานและลูกบอลก็ไม่ได้ข้ามเส้นแบบเต็มใบ พอ เลวาย โคลวิลล์ เข้าไปซ้ำก็กลายเป็นจังหวะล้ำหน้าไปอีก 

ถัดมาที่ นิโคลัส แจ็คสัน ว่ากันว่าช่วงก่อนเกมมีเขาคือผู้เล่นที่มีโอกาสทองในการลุ้นทำประตูถึง 7 ครั้งแต่กลับเข้าเป้าแค่หนเดียวเท่านั้น พอมาวันนี้พี่แกก็ยังคงมีส่วนร่วมกับเกมเหมือนเดิมทั้งการเคลื่อนที่ไปกับบอล การทำชิ่งการจ่ายบอลทำทางให้กับเพื่อนร่วมทีม และหาจังหวะลุ้นทำประตูด้วยตัวเอง

แต่สุดท้ายก็ยังเหมือนเดิมเพราะพ่อ แจ็คสัน หวัง ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสที่มีเป็นสกอร์ให้กับทีมได้ ถ้าจะพูดถึงช็อตที่น่าเสียดายที่สุดก็คงเป็นลูกยิงหักเล่นทางในครึ่งแรกซึ่งไม่ได้แฉลบใคร และผู้รักษาประตูอย่าง เนโต้ ก็พุ่งไปปัดไม่ถึงแล้วด้วย แต่กลายเป็นว่าบอลมันไปชนเสาซะงั้น

ยิ่งเล่นไปพอพลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ก็สัมผัสได้เลยว่าตัวนักเตะนั้นเริ่มขาดความมั่นใจ การจับบอลและเล่นต่อในจังหวะต่อๆ ไปเหมือนกับมีความลังเลและตัดสินใจอะไรช้าไปหมด

จะเรียกว่าบุญมีแต่กรรมบังก็ได้ เพราะทางฝั่ง เชลซี ก็ไม่สามารถใส่สกอร์ได้ ทางฝั่ง บอร์นมัธ เองถ้าวันนี้จังหวะสุดท้ายบอลไม่ไปพันแข้งกันขาและมีความเด็ดขาดมากกว่านี้อีกหน่อย เชลซี คงโดนลงโทษเหมือนนัดที่เจอ ฟอเรสต์ ไปแล้ว

มันยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ต้องเร่งแก้ไขให้ได้ เพราะผ่านมาตรงนี้ 5 เกม เชลซี เพิ่งจะยิงไปแค่ 5 ประตูเท่านั้นซึ่งเป็นสถิติที่น้อยกว่า น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ น้อยกว่า คริสตัล พาเลซ แถมผู้เล่นบางคนก็ยังยิงเท่ากันหรือไม่ก็มากกว่าพวกเขาทั้งทีมด้วยซ้ำ

สถานการณ์ของ โปเช็ตติโน่

การทำแต้มหล่นในวันนี้เท่ากับว่ากุนซืออย่าง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ไม่ชนะเกมเยือนใน พรีเมียร์ลีก ไปแล้ว 14 นัดติดต่อกัน และเก็บได้แค่ 5 คะแนนจาก 5 นัดและเก็บชัยชนะได้แค่นัดเดียวพร้อมกับจมอยู่อันดับ 14 ต่อไป

แน่นอนว่าความผิดหวังในเกมนี้ก็น่าจะทำให้อนาคตของเขาเริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้นว่าจะได้โอกาสอยู่กับ เชลซี ไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ?

HaMu Dos Santos

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline