เป็นอีกหนึ่งเกมที่น่าผิดหวังของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เพราะยังเจอกับปัญหาเดิมๆ พวกเขาอาจจะครองบอลได้มากกว่า มีโอกาสมากกว่า แต่สุดท้ายกลับเป็นฝ่ายโดน "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน สตั๊นใส่หน้าไปด้วยสกอร์ 2-0 จะมีประเด็นอะไรน่าสนใจกันบ้างไปดูกันเลยครับ
[ ปัญหาเดิมๆ ]
หากดูจากสถิติต่างๆ ในเกมนี้ทั้งการครองบอลที่มากกว่าถึง 72 เปอร์เซนต์ โอกาสลุ้นทำประตูทั้งหมด 13 ครั้ง ตรงกรอบไป 6 ภาพที่เห็นก็คงเป็น เชลซี ที่เดินหน้าจู่โจมอยู่ฝ่ายเดียวก็จริง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถส่งบอกซุกก้นตาข่ายได้เลยแม้แต่ลูกเดียว
จากที่หวดใส่ สเปอร์ส กับ แมนฯ ซิตี้ ไปอย่างละ 4 เม็ด หวดใส่ ไบร์ทตัน ไปอีก 3 เม็ด ลูกทีมของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เริ่มส่งสัญญาณกลับสู่ลูปเดิมนั่นก็คือปัญหาความชัวร์ในพื้นที่สุดท้ายในเกมที่แพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด
ผู้เล่นของ เชลซี หลายคนวันนี้ได้โอกาสเข้าไปป้วนเปี้ยนในกรอบเขตโทษของ เอฟเวอร์ตัน อยู่บ่อยครั้ง ถ้านับรวมกันทั้งเกมก็น่าจะมากกว่า 5-6 เท่าตัวเลยทีเดียว ความเร็วของ มิไคโล มูดริค วันนี้ได้ผลดีที่เดียวกับการเล่นงาน แอชลี่ย์ ยัง จน ชอน ไดซ์ ต้องเปลี่ยนแท็คติก
คอนอร์ กัลลาเกอร์ ก็วิ่งเป็นม้าไล่เพรสและมีส่วนร่วมกับเกมของทีม เช่นเดียวกับ โคล พัลเมอร์ ก็สร้างความแตกต่างและสร้างสรรค์โอกาสได้ไม่น้อย รวมไปถึงการหาจังหวะง้างเท้ายิงด้วยตัวเอง เขาน่าจะเป็นคนที่มีโอกาสง้างเท้ายิงมากที่สุดในวันนี้แต่ก็ไม่มีชื่อบนสกอร์บอร์ดสักที
ต้องบอกเลยว่า เชลซี สร้างความปั่นป่วนให้ เอฟเวอร์ตัน ได้มากมายมหาศาลทั้งริมเส้นซ้ายและขวา รวมไปถึงบริเวณด้านหน้าและในกรอบเขตโทษ แต่ก็ไม่สามารถเจาะแนวรับที่เป็นระบบระเบียบของ เอฟเวอร์ตัน ได้
พอ เอฟเวอร์ตัน ได้ประตูขึ้นนำเท่านั้นแหละกลายโลกแห่งฝันร้ายทันที พวกเขาตั้งรับแบบร้อยเปอร์เซนต์และอาศัยเกมสวนกลับ ไม่ว่า เชลซี จะเปลี่ยนเอา นิโคลัส แจ็คสัน หรือ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ลงมา โอกาสที่มีมากมายขึ้นกว่าเดิมก็ไม่สามารถที่จะตีตื้นขึ้นมาได้ ก่อนที่สุดท้ายจะมาโดนประตูตอกฝาโลงจนตายสนิท 2-0
[ กองหน้าตัวใหม่ต้องมาแล้ว ]
อาร์มานโด โบรย่า ได้โอกาสเป็นตัวจริงในเกมนี้ เขาทำผลงานได้ดีในเรื่องของการเคลื่อนที่และเก็บบอล แต่ก็ยังเปลี่ยนโอกาสที่มีเป็นประตูให้กับทีมไม่ได้ไม่ต่างจาก นิโคลัส แจ็คสัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แฟนๆ ต่างก็รีเควสต์ให้สโมสรเร่งหากองหน้าตัวใหม่ในเดือนมกราคมนี้
ส่วนคนที่มีข่าวด้วยก็คือ วิคเตอร์ โอซิมเฮน ของ นาโปลี, ไอแวน โทนี่ย์ ของ เบรนท์ฟอร์ด รวมไปถึง อีแวน เฟอร์กูสัน แน่นอนว่า 3 คนนี้เป็นตัวเลือกที่ดีแต่การจะได้ตัวมานั้นก็ไม่ง่ายเลย
โอซิมเฮน อาจจะเริ่มเบื่อๆ นาโปลี กับผลงานที่ไม่สู้ดีในปีนี้ รวมไปถึงปัญหาภายในส่วนตัว แต่ต้องดูว่าสโมสรจะพร้อมปล่อยตัวไหมในช่วงกลางซีซั่น เช่นเดียวกับ เฟอร์กูสัน นี่ดูแล้วน่าจะยากที่สุดเพราะเป็นเหมือนดั่งของรักของหวงของ ไบร์ทตัน
ไอแวน โทนี่ย์ ดูมีโอากสมากสุดแต่ก็ก็ไม่ชัวร์ผลงานจะปังเหมือนกับปีก่อนไหม เพราะพี่แกก็ร้างสนามมานานจากการโดนโทษแบนคดีพนันบอล และขณะเดียวกันทีมอื่นๆ ก็เหมือนจะหมายหัวเขาไว้เช่นกัน
[ เจมส์ เดี้ยงอีก ]
มันปฏิเสธไม่ได้ว่า รีซ เจมส์ คือผู้เล่นระดับคุณภาพของ เชลซี และก็มีสถานะเป็นถึงกัปตันทีม แต่ในวันนี้เขากลับได้โอกาสอยู่ในสนามไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็มาโดนเปลี่ยนตัวออกจนเสียโควต้าไป 1 คนฟรีๆ เพราะมีอาการบาดเจ็บ
ที่สำคัญก็คือมันเป็นอาการเจ็บซ้ำที่แผลเดิม ถ้านับแค่ปี 2023 คุณรู้ไหมว่า รีซ เจมส์ บาดเจ็บที่แฮมสตริงมาแล้ว 3 ครั้งก่อนหน้านี้ และครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 4 และตอนนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามันรุนแรงสาหัสขนาดไหน ?
ย้อนกลับไปตอนช่วงเดือนมีนาคมบาดเจ็บและพักไปราวๆ 7 วัน ถัดมาในช่วงเดือนเมษยน ก็เจ็บอีกและหายหน้าหายตาไป 36 วัน พลาดโอกาสลงเล่นไป 7 นัด และล่าสุดก็ตอนสิงหาคมพักไปอีกเกือบๆ 2 เดือน และพลาดโอกาสไป 9 นัดด้วยกัน
[ สถิติน่าจดจำของ เอฟเวอร์ตัน ]
ชัยชนะในเกมนี้ทำให้ เอฟเวอร์ตัน ไม่แพ้ เชลซี ที่ กูดิสัน พาร์ค ติดต่อกัน 6 นัด และเป็นการชนะถึง 5 เกม ยิงได้ 9 ประตู คลีนชีท 4 ครั้ง และเสียแค่ 2 ประตูเท่านั้น
อับดูลาย ดูคูเร่ หนึ่งในฮีโร่ของ "ทอฟฟี่" วันนี้ก็สร้างสถิติเป็นผู้เล่นกองกลางที่ยิงประตูได้มากที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ถ้าเทียบกับแข้งทีมอื่นๆ นับตั้งแต่ที่มีการแต่งตั้ง ชอน ไดซ์ ที่ 11 ประตู
ส่วนตัวของ ชอน ไดซ์ เองที่ผ่านมาก็แพ้คาบ้านให้กับ เชลซี ตลอด 5 นัดสมัยคุม เบิร์นลี่ย์ แต่วันนี้ในฐานะกุนซือ เอฟเวอร์ตัน เขาเอาชนะ "สิงโตน้ำเงินคราม" ได้แล้วเป็นครั้งแรกในการเฝ้ารังของตัวเอง
[ สถิติไม่น่าจดจำของ เชลซี ]
เชลซี เก็บได้ 39 คะแนนจาก 39 นัดใน พรีเมียร์ลีก ที่ลงเตะในปี 2023 เฉลี่ยแล้วได้เกมละ 1 แต้ม เป็นสถิติที่ไม่ได้ต่างจากทีมเล็กหรือทีมหนีตายเลยสักนิด
เชลซี เก็บชัยชนะได้แค่ 2 นัดเดียวเท่านั้นจาก 9 เกมหลังสุดใน พรีเมียร์ลีก ที่บุกไปเยือนคู่แข่ง และแพ้ไปถึง 6 นัด และถ้านับแค่การเตะในวันอาทิตย์พวกเขาก็ชนะคู่แข่งแค่นัดเดียวจาก 9 นัดหลังสุดเช่นกัน
ความพ่ายแพ้ในเกมนี้นับเป็นการปราชัยนัดที่ 18 ใน พรีเมียร์ลีก ของ เชลซี ในปี 2023 เท่ากับว่าตอนนี้เหลืออีก 4 นัดก่อนจะพ้นปี มีการเจอกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด, วูลฟ์แฮมป์ตัน, คริสตัล พาเลซ และ ลูตัน ทาวน์ มันอาจจะดูเป็นงานที่ไม่ยากนัก แต่ถ้าดูจากทรงบอลชั่วโมงนี้ต้องบอกเลยว่าพวกเขาพร้อมแพ้ได้ทุกทีมเช่นกัน
ถ้าหากพวกเขาแพ้ 2 จาก 4 นัดที่เหลือจะทาบสถิติตัวเองที่เคยแพ้เกมลีกมากที่สุดในรอบ 1 ปฏิทินที่ 20 นัดเมื่อปี 1993 แต่ถ้าแพ้ 3 จาก 4 นัดขึ้นมามันก็จะเกิดเป็นสถิติใหม่ที่ไม่น่าจดจำทันที
HaMu Dos Santos
















