นิวคาสเซิ่ลมีเจ้าของสโมสรรวยที่สุดในโลก แต่ทำไมมีข่าวอาจต้องขายซูเปอร์สตาร์ทิ้ง? วันนี้เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายที่สุด
เมื่อคืนนิวคาสเซิ่ลเพิ่งแถลงผลประกอบการสโมสร ปรากฏว่าปีล่าสุดขาดทุนไป 73.4 ล้านปอนด์ แต่กฎการเงินของพรีเมียร์ลีก ให้ขาดทุน 3 ปีหลังสุดไม่เกิน 105 ล้านปอนด์ นั่นหมายความว่า แค่ยอดปีเดียวก็ราว 70% ของลิมิทแล้ว
เท่านั้นไม่พอ ถ้านับตัวเลขย้อนถัดไป 1 ปี พวกเขาขาดทุนไป 72.9 ล้านปอนด์ เท่ากับว่ายอด 2 ปีรวมกันคือ 146.3 ล้านปอนด์ ทะลุโควตาแบบที่ไม่ต้องนับปีที่ 3 ด้วยซ้ำ
ทางแก้เดียว ที่จะไม่โดนลงโทษแบบเอฟเวอร์ตัน คือตัวเลขของฤดูกาลนี้มันต้องกำไร และกำไรเยอะด้วย เพื่อให้ยอดขาดทุนกลับไปไม่เกิน 105 ล้านปอนด์
หนทางหากำไรง่ายสุด คงหนีไม่พ้นการขายนักเตะ ซึ่งที่มีข่าวตอนนี้คือ อเล็กซานเดอร์ อีซัค, สเวน บอตมัน และบรูโน่ กิลมาไรส์ แต่พวกเขาเหล่านี้เวลาขายได้เท่าไหร่? ไม่ได้นับเป็นกำไร 100% เพราะมันมีต้นทุนตอนไปซื้อมาก่อนด้วย
เช่น อีซัค ย้ายมาค่าตัว 63 ล้านปอนด์ ตอนนี้เขาเล่นไป 2 ปี จากสัญญา 5 ปี เมื่อคิดตามกฎ FFP มูลค่าปัจจุบันเหลือ 37.8 ล้านปอนด์ ดังนั้น ถ้าขายคืนได้เท่าตอนซื้อมา ก็จะได้กำไรประมาณ 25.2 ล้านปอนด์
นี่คือสาเหตุว่า ทำไมพวกเขาต้องขายนักเตะ และบางทีอาจไม่ได้จบแค่ 1 ดีลด้วย ซึ่งหลายคนคงสงสัยว่า ทีมอื่นก็ซื้อนักเตะเยอะเหมือนนิวคาสเซิ่ล แต่ทำไมพวกเขาไม่ต้องขายสตาร์ทิ้งแบบนี้? คำตอบคือรายได้ของนิวคาสเซิ่ลมันยังโตไม่มากพอ
เจ้าของสโมสรอาจรวยก็จริง แต่เงินจากเจ้าของไม่สามารถอัดฉีดทางตรงได้ มันต้องมาจากเงินที่สโมสรหาเองเท่านั้น ซึ่งทุกวันนี้รายได้จะนับจาก 1.ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด 2.ตั๋วเข้าชมแมตช์การแข่งขัน 3.ผู้สนับสนุนของสโมสร เช่น สปอนหน้าอกเสื้อ 4.การขายสินค้าต่างๆ ของสโมสร และ 5.การขายนักเตะ
ไม่มีอันไหนที่เจ้าของทีมอัดฉีดทางตรงได้เลย ทางเดียวที่จะทำได้คือใช้ทริคกระเป๋าซ้ายเข้ากระเป๋าขวา เอาเงินเจ้าของไปยัดให้บริษัทสักแห่ง แล้วเอาเงินก้อนนั้นกลับมาสนับสนุนสโมสรอีกที แต่คิดว่านิวคาสเซิ่ลคงไม่เสี่ยงทำ เพราะพรีเมียร์ลีกกำลังเข้มเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ซิตี้โดนตั้งข้อหา 115 กระทง
คราวนี้มาดูบัญชีนิวคาสเซิ่ลแบบละเอียดกัน ตัวเลขเมื่อปี 2022 นิวคาสเซิ่ลทำรายได้ไป 180 ล้านปอนด์ แต่เสียค่าลงบัญชีค่าตัว + ค่าเหนื่อยมากถึง 203.8 ล้านปอนด์ เอาแค่นี้มันก็เห็นแล้วว่า รายจ่ายมากกว่ารายได้ เลยไม่แปลกที่จะขาดทุน
ต่างกับยุคสมัย ไมค์ แอชลี่ย์ ช่วงนั้นเหนียวจัด ทำรายได้ไป 140.2 ล้านปอนด์ แต่รายจ่ายแค่ 121.1 ล้านปอนด์ ตัวเลขตอนปี 2021 เลยออกมาดี
ส่วนของปีล่าสุด 2023 อันที่จริงสโมสรก็หารายได้เพิ่มขึ้นแล้วนะ ผลพวงจากการจบท็อป 4 ฤดูกาลก่อน ทำให้รายได้คือ 250.3 ล้านปอนด์ แต่ทำไมถึงขาดทุน 73.4 ล้านปอนด์ล่ะ? ตอบง่ายๆ คือค่าลงบัญชีนักเตะมันพุ่งกระโดด
เดิมทีนิวคาสเซิ่ลเสียค่าลงบัญชีปีละ 203.8 ล้านปอนด์ แต่พอเซ็นนักเตะใหม่เข้ามา ตัวเลขพวกนี้ต่อปีมันก็เพิ่มขึ้นด้วย แถมนักเตะใหม่ที่เอาเข้ามา ฝีเท้าดีๆ ทั้งนั้น ค่าเหนื่อยมันก็ต้องจ่ายมากกว่าเดิมเช่นกัน
ทางเดียวที่จะทำให้รายได้เติบโตจนแซงรายจ่าย คงต้องใช้เวลาสร้างบารมีเท่านั้น เพราะขนาดปีก่อนสเปอร์สทำผลงานไม่ดี แต่รายได้ปีล่าสุดพวกเขาคือ 440 ล้านปอนด์ มากกว่านิวคาสเซิ่ลเกือบ 200 ล้านปอนด์ สาเหตุเป็นเพราะสเปอร์สเค้ายืนระยะมาหลายปีแล้ว
ก่อนที่สเปอร์สจะขยับตัวเลขมาเป็นเรท 400 ได้เนี่ย พวกเขาอยู่ในเรท 2-300 ล้านปอนด์นานถึง 4 ปี เห็นได้ชัดว่าต้องการเวลา
ส่วนนิวคาสเซิ่ล รายได้พวกเขาอยู่ในเรทต่ำมาหลายปี เพิ่งมาดีขึ้น 18 เดือนหลังเอง มันยังเร็วเกินไปที่จะทำรายได้เกิน 400 ล้านปอนด์ หรือถ้าให้พูดตรงๆ คือการเล่น UCL ปีเดียว มันไม่สามารถทำให้เงินพุ่งกระโดดได้ สิ่งสำคัญคือต้องมีฟอร์มการเล่นที่มั่นคง
ปีนี้อาจจะตกรอบ UCL ไวไปหน่อย รายได้ก็หายไปเยอะ แต่ถ้าไม่อยากหายเยอะกว่านี้ พวกเขาต้องกลับมาคืนฟอร์มในลีก เพื่อกลับไปเล่นรายการยุโรปปีหน้า เพราะถ้าปีหน้าไม่ได้เล่นสักรายการ แทนที่รายได้จะเพิ่มไปเกิน 300 ล้านปอนด์ มันจะกลายเป็นย่ำอยู่กับที่ราว 250 ล้านปอนด์แทน
"สโมสรมีรายได้มากขึ้น แต่มันโตไม่ไวเท่ารายจ่าย" นี่คงเป็นคำสรุปได้ดีที่สุด ว่าทำไมนิวคาสเซิ่ลมีเจ้าของทีมโคตรรวย แต่ก็ต้องขายนักเตะทิ้ง
- Petr Boat -
















