นับตั้งแต่เข้าสู่ศักราชปี 2024 ต้องยอมรับว่านี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของ แมนฯ ยูไนเต็ด เลยก็ว่าได้ เพราะหลายๆ สิ่งเริ่มลงตัวและเป็นไปในทิศทางที่ดีมากๆ 

พวกตัวหลักๆ ที่เจ็บต่างก็ทยอยกลับมาช่วยทีมได้อีกครั้ง เกมรุกและการผลิตสกอร์ที่ฝืดจัดๆ ก็กลายเป็นว่าหวังผลได้มากขึ้น มาร์คัส แรชฟอร์ด ทัศนคติดีขึ้น อเลฮานโดร การ์นาโช่ มีความหวือหวาซึ่งคู่ควรแล้วที่ได้โอกาสเป็นตัวจริง ส่วน ราสมุส ฮอยลุนด์ หลังปลดล็อคลูกแรกใน พรีเมียร์ลีก ก็ยิงเอาๆ เป็นว่าเล่นเช่นกัน

นี่คือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ "ปีศาจแดง" กลับมามีช่วงเวลาที่น่าจดจำอีกครั้งจากการเก็บชัยชนะได้ 5 จาก 6 นัดหลังสุดและไม่แพ้ใคร แถมยังยิงได้อย่างต่ำ 2 ประตูขึ้นไปทุกนัดอีกด้วย

แต่หนึ่งในเบื้องหลังสำคัญที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ เขาไม่ใช่ผู้เล่นที่มีความโดดเด่นในเรื่องทักษะเฉพาะตัว และก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดในแผง 11 ผู้เล่นตัวจริง แต่สิ่งที่เซอร์ไพรส์มากๆ ในปีนี้ก็คือการเป็นตัวทีเด็ดในการแก้เกม

หากยังจำกันได้ในวันที่เจอกับ เบรนท์ฟอร์ด เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังจะเพลี่ยงพล้ําแพ้คารัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อเข้าสู่ช่วงนาที 90 และสกอร์ยังตามหลัง 0-1

ทาง เอริค เทน ฮาก ส่งเขาลงในนาที 88 และจากนั้น 3 นาที สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ คือผู้ซัดประตูตีเสมอให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไล่ เบรนท์ฟอร์ด มาเป็น 1-1 ซึ่งเกมก็ทำท่าว่าน่าจะจบที่การแบ่งแต้มกันไป แต่มันยังไม่หยุดแค่นั้นเพราะอีก 4 นาทีต่อมาพี่แกก็ดันมาได้บทเป็นซูเปอร์ซับซึ่งโขกประตูชัยช่วยให้ "ปีศาจแดง" พลิกกลับมาแซงชนะอย่างเหนือความคาดหมาย

แน่นอนว่านั่นคือหนึ่งในเกมที่พลิกล็อคที่สุดบนสังเวียน พรีเมียร์ลีก ประจำฤดูกาลนี้ แต่นั่นก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่และครั้งสุดท้ายของ แม็คโทมิเนย์ ที่จะทำแบบนั้น เพราะในเกมกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน พี่แกก็โดนเปลี่ยนลงมาเป็นสำรองในนาที 73 และจากนั้น 2 นาทีสัมผัสบอลแรกของเขาก็เป็นจังหวะโขกชช่วยให้ทีมขึ้นนำ 3-1 ก่อนที่เกมจะจบลงด้วยสกอร์ 4-3

และล่าสุดชัยชนะครั้งสำคัญที่ วิลล่า พาร์ค ทาง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ถูกส่งลงสนามในนาที 73 และโอกาสลุ้นทำประตูครั้งแรกของเขาในนาที 86 ก็กลายเป็นประตูชัยที่พา แมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาเอาชนะ แอสตัน วิลล่า ไปได้ด้วยสกอร์ 2-1 ทำให้พวกเขากลับมาอยู่ในเส้นทางที่ดีขึ้นต่อการลุ้นพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง

ถึงแม้ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ จะเป็นผู้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง ไม่ใช่ผู้เล่นที่มีสกิลเลิศเลอในการจบสกอร์ แต่ตอนนี้เขาคือดาวซัลโวของ "ปีศาจแดง" จากการหวดไป 7 ประตูใน พรีเมียร์ลีก

มีสถิติเปิดเผยว่า 7 ประตูที่ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ทำได้นั้นช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เก็บแต้มได้ถึง 12 คะแนนซึ่งมากกว่า ซน ฮึง-มิน ที่ช่วยให้ สเปอร์ส เก็บได้ 10 คะแนนจาก 12 ประตูที่ทำได้ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ช่วยให้ ลิเวอร์พูล เก็บได้ 8 คะแนนจาก 14 ประตูที่ทำได้

ในแผงมิดฟิลด์คู่กลางตอนนี้ไม่มีใครเหมาะสมไปกว่า กาเซมิโร่ และเจ้าหนู ค็อบบี้ ไมนู ก็จริง แต่สิ่งที่ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ทำได้ดีกว่าใครเพื่อนนั่นก็คือบทบาท "ซูเปอร์ซับ" หรือตัวพลิกเกมที่ลงมาช่วยให้ทีมเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการได้

คุณรู้ไหมว่าจนถึงตอนนี้มีผู้เล่น แมนฯ ยูไนเต็ด แค่ 3 คนเท่านั้นที่ลงมาเป็นตัวสำรองและยิงได้แตะหลัก 10 ประตูบนสังเวียน พรีเมียร์ลีก นั่นก็คือ โอเล กุนนาร์ โซลชา (17 ประตู), ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ (14 ประตู) และ มาร์คัส แรชฟอร์ด (12 ประตู)

ส่วน สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ นั้นมีสถิติอยู่ที่ 6 ประตูตลอดช่วงชีวิตที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ตั้งแต่ปี 2017 ถึงปัจจุบัน บางทีถ้าพี่แกได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์ๆ แบบนี้ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ การเป็นผู้เล่นคนที่ 4 ที่จารึกสถิติดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยจริงๆ 

จริงอยู่ที่ความต้องการของนักเตะฟุตบอลทุกคนก็คือการได้โอกาสลงเล่นเป็นตัวจริง แน่นอนว่า สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ก็ต้องการแบบนั้น แต่เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะและความสำเร็จการนั้นมีแค่ แผน A อย่างเดียวมันไม่เพียงพอ คุณต้องมีแผน B, C และ D ไว้สำรองเพื่อแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ 

และมันก็ค่อนข้างชัดว่าตอนนี้ แม็คโทมิเนย์ เหมาะที่จะเป็นแผนสำรองของ เอริค เทน ฮาก หากมองถึงการมีส่วนกับจังหวะสำคัญๆ โดย 7 นัดหลังสุดที่ลงมาเป็นตัวเปลี่ยนเกมพี่แกมีส่วนร่วมถึง 5 ประตู ผิดกับ 12 นัดที่ลงเป็นตัวจริงและมีส่วนร่วมแค่ 3 ประตูเท่านั้น

HaMu Dos Santos

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline