จบกันไปสำหรับสัปดาห์ ฟีฟ่า เดย์ ช่วงเดือนกันยายนปี 2024 กลับเข้าสู่การแข่งขันเกมลีกตามปกติอีกครั้ง แน่นอนว่า ณ ชั่วโมงนี้หนึ่งในจุดที่แฟนๆ ให้ความสนใจมากที่สุดก็น่าจะเป็นผลงานและอนาคตของ เอริค เทน ฮาก กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
หลังโดนยัดเยียดความปราชัยไปแบบหมดสภาพ 0-3 ด้วยน้ำมือของ ลิเวอร์พูล ในศึก แดงเดือด ทำให้ เอริค เทน ฮาก โดนวิพากษ์วิจารณ์และโดนตั้งคำถามเอาไว้มากมายก่ายกอง
จากวันนี้ไปจนถึงช่วงเบรกทีมชาติรอบเดือนตุลาคม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องรับมือกับโปรแกรมที่ชุกหนัก เพราะมีคิวลงเตะถึง 7 แมตช์ในช่วง 22 วัน เฉลี่ยแล้วก็คือเตะ 1 เกมในทุกๆ 3 วัน หลายๆ ฝ่ายก็กำลังตั้งจารอดูว่า เอริค เทน ฮาก จะยังสามารถรักษาเก้าอี้ของตัวเองเอาไว้ได้หรือไม่ ?
[ 7 เกมใน 22 วันเจอใครบ้าง ? ]
แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเปิดหัวด้วยการไปเยือนน้องใหม่อย่าง เซาธ์แฮมป์ตัน ในเกม พรีเมียร์ลีก แน่นอนว่าความคาดหวังเดียวก็คือต้องคว้า 3 คะแนนเท่านั้น เพราะทีมของ รัสเซลล์ มาร์ติน แพ้มา 3 นัดรวดยังไม่มีแม้แต่แต้มเดียวพร้อมจมอยู่รองบ๊วย ถ้าเกมนี้ไม่ชนะอีกแน่นอนว่าชะตากรรมของ เอริค เทน ฮาก ลำบากอีกเป็นเท่าตัวแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้ก็แพ้มาแล้ว 2 นัดรวด
ในเมื่อคุณพูดว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แมนฯ ยูไนเต็ด คือทีมที่ได้แชมป์มากที่สุดซึ่งเป็นรองแค่ แมนฯ ซิตี้ และคุณก็เป็นกุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด คนแรกที่พาทีมคว้าแชมป์ในรอบ 6 ปี ดังนั้นในเกม คาราบาว คัพ รอบ 3 ที่จะรับมือทีมจาก ลีก วัน อย่าง บาร์นสลี่ย์ ก็ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
อีก 4 วันหลังจากนั้นต้องไปเยือน คริสตัล พาเลซ ของ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ แน่นอนว่าชื่อชั้นและคุณภาพของทีมต่างกัน แมนฯ ยูไนเต็ด เหนือกว่าก็จริง แต่คุณก็อย่าลืมว่าเมื่อฤดูกาลที่แล้วทีมของ เอริค เทน ฮาก แพ้ทั้งไปและกลับจนกลายเป็นสถิติสุดบู่ระดับประวัติศาสตร์ โดนยิงรวมกันไป 5 ลูก แถมยิงคืนไม่ได้แม้แต่เม็ดเดียว นี่จึงเป็นอีกหนึ่งด่านที่ท้าทาย เพราะการชนะในเกมนี้ไม่ใช่แค่การเรียกความมั่นใจกลับมา แต่เป็นการแก้ตัวจากความอับอายเมื่อซีซั่นที่แล้ว
หลังจากนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด จะเปิดฉากเตะฟุตบอล ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ในรูปแบบใหม่ด้วยการเปิดบ้านรับมือ ทเวนเต้ ทีมจาก ฮอลแลนด์ ก็ถือว่าไม่หมูนะ เพราะนี่ก็จัดว่าเป็นทีมหัวตารางของเวที เอเรดิวิซี่ เป็นรองแค่เพียง พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น, เฟเยนูร์ด และ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เท่านั้น สถิติของ เอริค เทน ฮาก ยามเจอกับ ทเวนเต้ ที่ผ่านมา เจอกันมา 12 ครั้ง ชนะไป 7 เสมอ 2 และ แพ้ 3 นัด
อีก 4 วันหลังจากนั้นการเจอกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ น่าจะเป็นงานที่หินที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว เพราะนี่คือหนึ่งในทีม Big 6 ถึงแม้ผลงานจะยังเอาแน่เอานอนไม่ได้พอๆ กัน แต่ "ไก่เดือยทอง" ก็เป็นทีมที่หวังผลได้ในเรื่องการทำประตูมากกว่า และมีสถิติการสร้างสรรค์เกมที่ไม่น้อยเลยเหมือนกัน การเจอกัน 3 นัดหลังสุด สเปอร์ส ไม่แพ้เลย และการเจอกัน 2 ครั้งหลังสุดที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่ชนะ สเปอร์ส เลยเหมือนกัน
ช่วงต้นเดือนตุลาคมอีกหนึ่งเกมที่ท้าทายมากๆ ก็คือการไปเยือน เอฟซี ปอร์โต้ ใน ยูโรปา ลีก นี่ก็จัดว่าเป็นหนึ่งในทีมที่มีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน และในการเจอกันบนเวทียุโรปสมัยยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทาง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เก็บชัยชนะได้เพียงแค่นัดเดียวเท่านั้นจากการดวลกัน 4 นัด
เกมปิดท้ายก่อนพักเบรกทีมชาติในรอบเดือนตุลาคมคือการเจอกับ แอสตัน วิลล่า ของ อูไน เอเมรี่ ซึ่งออกสตาร์ทปีนี้ได้ไม่เลวเลย และนี่ก็คือทีมที่เป็นม้ามืดและสามารถคว้าตั๋วไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ด้วยการจบท็อปโฟร์ ถึงแม้ เอริค เทน ฮาก จะพา แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าชัยเหนือ "สิงห์ผงาด" มาได้ 4 นัดรวด แต่ในทุกๆ นัดก็โดนกดดันหนักอยู่เหมือนกัน
[ ความพร้อมของทีม ]
ด้วยโปรแกรมที่ชุกหนักบวกกับสถานการณ์ของกุนซือ เอริค เทน ฮาก ที่กำลังตกที่นั่งลำบากสิ่งที่แฟนๆ เป็นห่วงก็คือสภาพทีม ณ ตอนนี้ เพราะ เลนี่ โยโร่, ไทเรลล์ มาลาเซีย, ลุค ชอว์, วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ ต่างก็ยังมีปัญหาอาการบาดเจ็บ
บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่บาดเจ็บมาจากเกมทีมชาติก็ไม่ชัวร์ว่าจะสามารถลงเล่นในเกมนัดต่อไปกับ เซาธ์แฮมป์ตัน ได้ไหม ? ในสถานการณ์ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังต้องการชัยชนะเพื่อเรียกความมั่นใจหลังจากแพ้มา 2 นัด แต่เชื่อว่าถึงไม่ฟิตก็น่าจะถูกเข็นลงเพราะสถานการณ์บังคับ
ส่วน มานูเอล อูการ์เต้ ที่ซื้อมาด้วยค่าตัว 50+10 ล้านยูโร จะพร้อมลงเล่นกี่โมง ? ในช่วงที่ทีมกำลังต้องการตัวตัดเกมและตัวทำลายจังหวะดีๆ เพื่อให้ช่วยแก้ปัญหาในเกมรับ ถึงแม้จะได้ลงเล่นให้ ทีมชาติอุรุกวัย ในศึก ฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก ที่ผ่านมา แต่เจ้าตัวก็ออกมายอมรับว่าต้องฝืนลงเล่นทั้งที่มีอาการป่วย ถ้าไม่ผ่านความฟิตจริงๆ การประเดิมสนามก็คงต้องรอไปอีก และเป็น กาเซมิโร่ ที่ได้ยืนคู่กับ ค็อบบี้ เมนู ต่อไป
[ ปัญหาเกมรุกจะแก้ได้ยัง ? ]
แมนฯ ยูไนเต็ด เพิ่งจะยิงไปแค่ 2 ประตูจาก 3 นัดแรกของฤดูกาล แน่นอนว่าการบ้านที่ เอริค เทน ฮาก ต้องไปทำในช่วงพัก 2 สัปดาห์นั้นคือการแก้ไขเรื่องการผลิตสกอร์ของทีม ซึ่งปัญหามันไม่ใช่เรื่องของการสร้างโอกาส แต่เป็นเรื่องของการส่งบอลซุกก้นตาข่าย
จากสถิติที่เปิดเผยมาโดย สกาย สปอร์ต บอกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด คือทีมที่สร้างโอกาสได้มากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ณ ตอนนี้ แต่ยิงได้แค่ 2 ประตู และมีสถิติการพลาดโอกาสทองมากที่สุดถึง 9 ครั้งเท่ากับ ลิเวอร์พูล แต่ถึงกระนั้นคู่ปรับตลอดกาลอย่าง "หงส์แดง" ก็หวดไปแล้วถึง 7 ประตูจากการลงเล่น 3 นัด
นักเตะใหม่อย่าง โจชัว เซิร์กซี, อเลฮานโดร การ์นาโช่ และ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ต่างก็พลาดโอกาสสำคัญถึง 2 ครั้ง สิ่งที่แฟนๆ รอคอยตอนนี้ก็คือการกลับมาของ ราสมุส ฮอยลุนด์ ถึงแม้จะเห็นภาพว่ากลับมาซ้อมแล้ว แต่ก็ยังไม่ชัวร์จะกลับมาลงเล่นได้ในเกมต่อไปเลยหรือไม่
[ ตามหาความคงเส้นคงวา ]
ช่วง 2 สัปดาห์ที่พักไปสิ่งที่ต้องดูดีขึ้นเลยก็คือเรื่องสภาพจิตใจ เอริค เทน ฮาก และ แมนฯ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องลืมความเจ็บปวดและความยับเยินให้ได้ในศึก "แดงเดือด" และฟื้นฟูเสียใหม่
การเจอกับ เซาธ์แฮมป์ตัน, บาร์นสลี่ย์ และ คริสตัล พาเลซ ดูจะเป็นช่วง 3 เกมที่เหมาะสมที่สุดที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องหาจุดยืนในเชิงบวกและความคงเส้นคงวาเรื่องฟอร์มการเล่นก่อนจะถึงช่วงเกมสำคัญกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ แอสตัน วิลล่า
หากดูจากโปรแกรม 7 นัดในรอบ 22 วันที่เอ่ยไปถ้ามองจากภาพรวมก็ถือว่าไม่ใช่โปรแกรมที่โหดเท่าไหร่ แต่ในทางกลับกันด้วยทรงบอลและผลงานที่ผ่านๆ มามันก็ไม่มีเกมไหนที่สามารถการันตีได้เลยว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะเก็บชัยชนะได้กี่นัด ? เกมที่คู่ควรแก่ชัยชนะที่คือ 2 เกมต่อไปที่เจอ เซาธ์แฮมป์ตัน กับ บาร์นสลี่ย์
เดี๋ยวต้องมาติดตามดูกันว่าชะตากรรมของ เอริค เทน ฮาก ในอีก 22 วันนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ? แฟนๆ "ขอบสนาม" คิดเห็นกันอย่างไรบ้างครับ ?
HaMu Dos Santos
















