ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ภาระหนี้ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกมิติ ทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายต่อศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โจทย์ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียง “ประเทศไทยจะเติบโตได้แค่ไหน” แต่ “จะปรับตัวและก้าวต่อไปอย่างไร” ในวันที่เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน
ด้วยโจทย์ระดับประเทศดังกล่าว คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) จึงจัดโครงการสัมมนา “THAILAND RESET: คิดใหม่ เพื่ออนาคตประเทศไทย” เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีของการก่อตั้งสถาบันและคณะฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการบริหารธุรกิจและร่วมกันมองหาทิศทางของเศรษฐกิจไทย เวทีนี้จึงถูกออกแบบให้เป็นมากกว่างานสัมมนา แต่เป็นพื้นที่ของการตั้งคำถามใหม่ต่ออนาคตของประเทศ ผ่านมุมมองจากผู้นำทางความคิดในหลากหลายภาคส่วน
แม้เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโต แต่สัญญาณของข้อจำกัดเริ่มชัดขึ้น ทั้งอัตราการเติบโตที่ชะลอลง ความสามารถในการแข่งขันที่ถูกท้าทาย และแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “จะโตอย่างไร” แต่คือ “จะยกระดับและปรับตัวอย่างไร” ให้ทันโลก นี่เป็นคำถามร่วมของทั้งภาคธุรกิจ การเงิน และนโยบายที่ต้องหาคำตอบไปพร้อมกัน
ประเทศไทยจะก้าวไปทิศทางไหน ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไปเร็วเกินคาด
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือ Keynote Session: อนาคตของประเทศไทย ที่ถ่ายทอดภาพอนาคตของประเทศ ผ่านมุมมองของผู้ที่เคยกำหนดนโยบายระดับชาติ อย่าง ดร.ทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี
โดยเนื้อหาสะท้อนภาพตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของ “ขั้วอำนาจโลก” ที่กำลังกำหนดทิศทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ในวันนี้ พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของภาคเอกชน เพราะธุรกิจไทยจะเติบโตได้จริงต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งไม่เพียงนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของประเทศ แต่ยังสร้างเสถียรภาพทางการเงิน การค้า รวมถึงอำนาจการต่อรองของไทยในเวทีโลก
3 มุมมองขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จาก “ภาพใหญ่” สู่ “การลงมือทำจริง”
Panel Session: เศรษฐกิจไทยจะไปอย่างไร ได้พาเจาะลึกภาพเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 มุมมองของการลงมือทำจริง นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ ดร.อุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
การแลกเปลี่ยนในเวทีนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ทุกภาคส่วนจะเผชิญโจทย์เดียวกัน แต่บริบทของการลงมือทำกลับแตกต่างกัน ภาคธุรกิจต้องเร่งยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ภาคการเงินต้องรักษาเสถียรภาพเพื่อรองรับความผันผวน ขณะที่ภาคนโยบายมีบทบาทในการกำหนดทิศทาง และสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเติบโตระยะยาว แม้บทบาทจะแตกต่าง แต่ทุกภาคส่วนล้วนเชื่อมโยงและพึ่งพากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
งานสัมมนา “THAILAND RESET: คิดใหม่ เพื่ออนาคตประเทศไทย” สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของประเทศไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากขาดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แม้สิ่งที่ถูกแลกเปลี่ยนบนเวทีจะไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป แต่ได้ทำให้คำถามของประเทศชัดเจนขึ้น ทั้งในแง่ของทิศทาง บทบาท และความจำเป็นของการเดินไปข้างหน้าร่วมกัน
ท้ายที่สุด อนาคตของประเทศไทยอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายหรือโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “คน” ที่สามารถคิด วิเคราะห์ และลงมือทำได้อย่างมีวิสัยทัศน์ เพราะธุรกิจใหม่ ความคิดใหม่ และคนรุ่นใหม่คือพลังสำคัญของประเทศ บทบาทของการศึกษาจึงไม่ใช่แค่เรียนเพื่อให้เข้าใจ แต่ต้องสามารถต่อยอดและสร้างสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นจริง
และนั่นคือแนวทางของคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ในการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ ที่ไม่เพียงตามทันโลก แต่สามารถกำหนดทิศทางของโลกได้ด้วยตัวเอง ในฐานะสถาบันที่มีบทบาทในการพัฒนาบุคลากรของประเทศมากว่า 60 ปี คณะบริหารธุรกิจ NIDA ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของการเรียนรู้เชิงทฤษฎี แต่เป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ สู่การนำไปใช้จริงในระดับประเทศ
สำหรับผู้ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) สามารถดูรายละเอียดหลักสูตร และสมัครเรียนได้ที่นี่ https://mba.nida.ac.th/]












