ชำแหละปัจจัยและเหตุผลทำเมืองทองล้มเหลว

ชำแหละปัจจัยและเหตุผลทำเมืองทองล้มเหลว

ไม่รู้จะจั่วหัวอะไรในห้วงเวลานี้ บอลยุโรปหลายลีกก็ได้บทสรุปไปแล้ว บอลไทยหรือบอลญี่ปุ่น ที่คุ้นเคยกับขับเขี่ยวกันอย่างสนุก เพียงแต่สถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อหันมาดูตารางคะแนนลีกบ้านเกิดเมืองนอนตัวเอง พบว่า 1 ทีมที่นิ่งไม่ขยับขยายอันดับไปไหนเลย พวกเขาคืออดีตแชมป์ไทยลีก 4 สมัย ทีมที่ปลุกกระแสบอลไทยฟีเวอร์ เมื่อราวๆ 10 ปีก่อน

เมืองทอง ยูไนเต็ด พบความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชวดแชมป์ลีก 3 ปีติด ทำให้ 2019 บอร์ดบริหารตั้งเป้าเพื่อไปถึงแชมป์ 400 ล้านบาท งบประมาณที่ออกข่าว ตัวไทยที่ดีสุดในประเทศรวมตัวกัน ทว่าผลงานผ่านไป 10 เกมแรก ทีมใช้งานโค้ช 2 ราย พร้อมผลการแข่งขันเก็บได้แค่ 7 แต้ม จากการชนะ 2 เสมอ 1

ผลงานที่ระส่ำแบบนี้ผู้เขียนจึงชำแหละ12 เหตุผลที่ทีมยักษใหญ่แจ้งวัฒนะกำลังประสบในปีนี้ ไม่ชักช้าเสียเวลาไปอ่านเนื้อหาทั้งหมดเลยดีกว่าครับพี่น้อง

1.ปรีซีซั่นแต่ไม่ได้ใช้แข้งตัวหลัก

อันที่จริงเมืองทอง ตั้งโค้ชใหม่เร็วมาก ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2018 มันทำให้ทีมมีเวลาเตรียมทีม แต่ทว่าการจะรวมตัวกันได้เป็นเรื่องเป็นราวก็ปาเข้าไปช่วงปลายเดือนมกราคม 2019 หลังจบเอเชียน คัพ 2019 เท่ากับว่า “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก มีเวลาลองทีมและทำความคุ้นเคยกับผู้เล่นเป็นกลุ่มไม่ติดทีมชาติไทย และดาวรุ่งเท่านั้น ส่วนแข้งนอกและกลุ่มทีมชาติมีเวลาโครตจะน้อย แม้ผลงานอุ่นเครื่องลองทีมก่อนบอลลีกจะเปิด 5 เกมชนะ 2 เกม เสมอ 1 และแพ้ 2 ก็ไม่ได้เป็นผู้เล่นตัวหลักที่ได้ใช้งานแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยเลย จึงไม่แปลกที่ผลงานของกิเลนผยอง จะเล่นไม่เป็นทีมและอาศัยความสามารถเฉพาะตัวในการเอาตัวรอด จนยุน จอง ฮวาน ต้องเอ่ยปากออกสื่อเอง แค่นี้มันก็บอกได้เลยว่า เมืองทองไม่มีทีมเวิร์คเลยในปีนี้

2.ผู้เล่นไทยหมดแรงจูงใจ

ว่ากันตามตรงนี่คือประเด็นหลักที่เมืองทองประสบปัญหาอย่างจริงจัง ทรงทีมมันก็เริ่มมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพียงแต่สถานการณ์ทีมสามารถประคองตัวจนไปจบอันดับ 4 ปีนี้พวกเขาตั้งเป้าจะเป็นแชมป์ไทยลีก แต่ไปๆมาๆ กลับดันมาหนีตายซะอย่างงั้น เหตุผลหลักๆคือที่ทีมเป็นแบบนี้ก็เพราะแข้งดีกรีทีมชาติไทยของเมืองทอง ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จได้แชมป์ภายในประเทศมาเกือบจะหมดแล้ว
โอเคโทรฟี่แชมป์ลีกอาจจะห่างหายไปก็จริงอยู่ ถ้าลองดูดีๆ ลองนึกภาพตามคนเราทำงานอยู่ในลูปเดิมมันยังเบื่อที่จะตกเจอแวดล้อมเก่าๆ จนหมดแรงจูงใจ แข้งเมืองทองก็เป็นเหมือนกัน มุ้ย ธีรศิลป์, สารัช, ชาริล ชัปปุยส์, เก่ง อดิศร, กอล์ฟ อดิศักดิ์ ได้แชมป์ในระดับอาเซียนกับทีมชาติ, ไปรอบ 12 ทีมสุดท้ายบอลโลก ได้เล่นบอลสโมสรเอเชียมาแล้ว จึงไม่แปลกที่บางคนเล่นแบบพอใจชีวิตอยู่แค่นั้น

3.แข้งไทยบางคนชั้นไม่ถึงกับการเล่นเมืองทอง

เมืองทองเป็นทีมใหญ่จำเป็นต้องมีนักเตะที่หมุนเวียน แต่เท่าที่เห็นก็มีตัวน่าเดิมๆที่ถูกใช้งาน ส่วนกลุ่มสำรองก็เป็นดาวรุ่งและเกินวัยดาวรุ่ง บางคนคุณภาพไม่ดีพอเป็นตัวหลักให้ทีม เช่น ศนุกรานต์ ถิ่นจอม ที่ทุกวันนี้ยังไม่สามารถฉายแสงแจ้งเกิดได้เลย ทั้งที่มีสื่ออวยกันหนักหนาบางครั้งต้องไปเล่นแบ็กซ้าย, บางครั้งไปเล่นมิดฟิลด์คุมเกม ทั้งที่ตำแหน่งถนัดคือเกมรุก แต่พอได้เล่นจริงก็ไม่มีอะไรโดดเด่น แถมจับบอลเสียง่ายอีก, วีระวุฒิ กาเหย็ม แบ็กซ้ายที่ว่ากันว่าขึ้นมาเป็นตัวหลักแต่ก็ฉาบฉวย, สรวิทย์ พานทอง ที่เก่งในบอลนักเรียน แต่พอมาเล่นอาชีพก็ไม่ได้มีทีเด็ดมากมาย, สุพร ปีนะกาตาโพธิ์ ที่ไปยืมตัวทีมโน่นทีมนี้ก็ไม่เคยยึดตัวหลักให้เมืองทองได้เลย
ส่วนในรายของศุภนันท์ บุรีรัตน์ หมอนี่มีของ เพียงแต่ดันมาเล่นผิดทีม ทำให้ความมั่นใจที่เคยมีหายไปหมด หากพูดกันตามความจริงตัวสำรองที่ชั้นไม่ถึงเมืองทอง ควรปล่อยเพื่อให้เด็กมีอนาคตกับทีมอื่น ดีกว่าจะเก็บไว้ใช้งานแล้วก็เล่นสไตล์แบบเดิม ความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฏ

4.เฮแบร์ตี้แบกคนเดียวไม่ไหว

นับตั้งแต่ เฮแบร์ตี้ ชิ่งจากซาอุดิอาระเบีย มาซบเมืองทองเมื่อปี 2017 เขาคือหัวใจสำคัญในเรื่องการยิงประตู เท้าซ้ายที่โคตรอันตราย วันไหนท็อปฟอร์มไม่มีประตูในไทยลีกรายไหนสามารถเซฟลูกยิงของหมอนี่ได้ ซีซั่น 2018 เมืองทอง เจอปัญหาอย่างจังเมื่อไม่มี “มุ้ย” ธีรศิลป์ และต้องฝากความหวังไว้ที่ หมายเลข 7 แม้ว่าจะยิงไปถึง 26 ประตูในปีก่อน แต่เหมือนเขาจะเป็นตัวแบกทีมคนเดียวมากเกินไป มันต้องมีแข้งต่างชาติที่ดีพอพร้อมสลับเปลี่ยนกับแข้งจากเซา เปาโลบ้าง ไม่งั้นร่างกายพี่แกก็กรอบกันพอดีจริงไหมละครับ

5.ตัวนอกรายอื่นช่วยอะไรไม่ได้เลย

หากไม่นับเฮแบร์ตี้ที่แบกทีมมาตลอดนับตั้งแต่ปีที่แล้ว ตัวนอกรายอื่นๆที่เมืองทองมีอยู่ในเวลานี้ มีแค่ชื่อเสียงเก่าแทบทั้งสิ้นเอาไว้โชว์โปรไฟล์หรูๆขายฝัน แต่เอามาใช้งานอะไรไม่ได้เลยในสนามจริง อี โฮ ดีกรีบอลโลก 2016 ตัวตัดเกมและเล่นในตำแหน่งกองหลังได้ อายุอานามเยอะแล้ว ปีนี้จะเข้าสู่วัย 35 ปี สปีดและเรี่ยวแรงไม่ได้สดเหมือนเมื่อ2 ปีก่อนแล้ว, มาริโอ ยูรอฟสกี้ เขาอาจจะเป็นนักเตะตัวแสบในไทยลีกเมื่อสัก 4-5 ปีก่อน ผนึกกำลังทำเกมรุกเข้าขากับธีรศิลป์ แต่เวลานี้ก็โรยราลงไป เอาง่ายๆคือพี่แกขอลดค่าเหนื่อยเพื่อที่จะได้เล่นบอลในเมืองไทยต่อไป พี่แกก็พอใจแล้ว ทั้งที่ความเป็นจริงพี่แกหมดสภาพไปนานแล้ว
โอ บัน ซอก กองหลังทีมชาติเกาหลีใต้ชุดบอลโลก 2018 ที่เปิดตัวได้หวือหวามาก แต่ทำไปทำมาเหมือนโดนย้อมแมว นักเตะไม่มีความฟิตสมบูรณ์เลย เล่นไปสักพักเจ็บอีกแล้ว ไม่สามารถเป็นตัวหลักให้กับทีมได้ ส่วนอ่อง ตู พี่แกคงไม่เหมาะกับการเล่นให้สโมสรใหญ่ที่ต้องรับแรงกดดันมหาศาล เพราะไม่ได้มีทีเด็ดทีขาดอะไรให้เห็นเลย

6.แบ็กซ้ายคือช่องโหว่รูใหญ่

เกมรับทางฝั่งซ้ายในอดีตเคยเป็นจุดเด่นของเมืองทอง ตั้งแต่ ปิยะชาติ ถามะพันธ์, สุริยา สิงห์มุ้ย, พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา จนมาถึงธีราทร บุญมาทัน ชื่อที่ว่ามานี้เขาตัวหลักช่วยทีมประสบความสำเร็จมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อบาส พีระพัฒน์ ลาเมืองทอง และ อุ้ม ธีราทร ไปเล่นต่างประเทศต่ออีก 1 ปี เมืองทองก็ควรหาแบ็กซ้ายคนใหม่ที่ดีกว่า วีระวุฒิ กาเหย็ม ที่อยู่กับทีมมานานก็ยังไม่ได้ช่วยสโมสรได้อย่างที่ควรจะเป็นเสียที เป็นดาวรุ่งตลอดกาลและไม่เคยยกระดับฝีเท้าได้เลย หลายๆครั้งทีมต้องปรับเอา ศนุกรานต์ ถิ่นจอม, พิทักษ์ชัย ลิ้มรักษา, วัฒนากรณ์ สวัสดิ์ละคร ไปเล่นแต่ก็ไม่มีใครเล่นในพื้นที่ตรงนั้นได้เลย
พื้นที่ตรงนี้กลายเป็นช่องโหว่รูใหญ่ที่คู่ต่อสู่มักทำเกมสวนกลับโจมตีเข้าใส่เมืองทอง เกมที่แพ้สมุทรปราการ 0-3 ทีมก็โดนผู้มาเยือนเล่นงานตรงพื้นที่ตรงนี้, เกมแพ้แบงค็อก ก็โดนลูกครอสบอลเกมรับทางฝั่งซ้าย เรียกว่าในอดีตเมืองทองไม่เคยขาดแคลนแบ็กซ้ายๆดี แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เสียแล้ว

7.โค้ชประตูไม่ได้ยกระดับดัง วัน ลาม

จริงๆไม่ได้อยากพูดถึงตำแหน่งนี้ แต่มันหลีกเลี่ยงข้อนี้ไม่ได้ ดัง วัน ลาม เป็นผู้รักษาประตูหมายเลข 1 ทีมชาติเวียดนาม เขามีดีกรีคือแชมป์อาเซียน คัพ 2018 ตามด้วยการช่วยทีมเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายเอเชียน คัพ 2019 ว่ากันตามตรงว่า หมอนี่ควรมีโค้ชผู้รักษาประตูที่ฝีมือดีกว่านี้เขามาทำการฝึกสอน ปัจจุบันเมืองทอง ได้ นิวัฒน์ วงษ์อารี ทำหน้าที่ดูแลอยู่ เขาทำหน้าที่ได้อยู่ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ได้มีประสบการณ์มากพอที่จะยกระดับ ดัง วัน ลาม ให้ดีขึ้นได้เลย
9 เกมผ่านไป ประตูสกุลเหงียนโดนยิงไปถึง 16 ประตู ยิ่งกว่าประตูน้ำเสียอีก ทั้งที่ก่อนหน้านี้พี่ดัง วัน ลาม ไม่เคยโดนล่อเป้าแบบนี้มาก่อน มันจึงบ่งบอกได้ว่าคุณภาพโค้ชประตูที่อยู่นั้นดีไม่พอจริงๆ

8.สต๊าฟฟ์โค้ชไทยไม่มีคุณภาพในการสื่อสารกับโค้ชนอก

นับตั้งแต่ทีมได้แยกทางกับ”ใหม่” สันติ ไชยเผือก และ”อู๊ด” สระราวุฒิ ตรีพันธ์ ทั้งคู่อยู่กับทีมและร่วมงานกับโค้ชต่างชาติมาอย่างยาวนาน และเปรียบเสมือนคนที่เป็นคนกลางสื่อสารให้กับผู้เล่นไทยและโค้ช แต่เมื่อทั้ง 2 ราย โดนเชิญออกจากสโมสร เท่ากับว่าคนที่มีความรู้ในเรื่องแท็คติกที่สามารถพูดจาสื่อสารกับโค้ชนอกขาดหายไป โอเคอาจจะมี เจษฎา จิตสวัสดิ์ มาช่วยก็จริงอยู่ แต่ว่าอดีตกัปตันทีมกิเลนผยองเมื่อปี 2009-10 ไม่ได้ร่วมเล่นหรืออยู่กับเด็กในทีมชุดปัจจุบันมากนัก
ด้านอุทัย บุญเหมาะ ที่ทำงานเยาวชนของสโมสรและขึ้นมาขัดตาทัพหลายๆหน บอกตามตรงว่าเขายังทำหน้าที่ได้ไม่ดีจึงไม่แปลกที่แกถูกส่งตัวไปทำทีมพันธมิตรระดับล่างของเมืองทองอยู่เป็นประจำ, ส่วนล่ามของยุน จอง ฮวาน ก็ไม่ได้เป็นนักบอลมาก่อน ต่อให้สื่อสารกันเข้าใจมากแค่ไหน เมื่อคุณไม่ได้มีความรู้ในเชิงฟุตบอลมาก่อน มันก็เป็นเรื่องยากที่จะไปถ่ายถอดหรือบอกนักเตะได้

9.ใช้ผู้เล่นไทยหน้าเดิมๆ คู่แข่งอ่านทางได้หมดแล้ว

ทีมชั้นนำระดับโลกเมื่อมาถึงทางต้นอิ่มตัวกับความสำเร็จเก่าๆ หลายๆทีมทำอยู่ 2 อย่างไม่เป็นโค้ชก็เปลี่ยนแกนหลัก เมืองทองทำอย่างแรกและทำอยู่บ่อยๆ แกนหลักตัวไทยคือชุดเดิมที่มีดีกรีทีมชาติ เล่นร่วมกันไม่ต่ำกว่า 3-4 ปีแล้วความเข้าใจเกมจริงดีและเหนือกว่าชาวบ้าน เพียงแต่อย่าลืมว่าผู้เล่นไทยยุคปัจจุบันไม่ได้เป็นบอลเทคนิคดีชั้นเชิงสูง เล่นประคองตัวจ่ายบอลแล้วเคลื่อนไหว ไม่ได้มีสกิลอะไรที่เหนือชั้นมากมาย เมืองทองก็เช่นเดียวกัน สารัช อยู่เย็น ก็แค่คุมจังหวะ, อดิศร พรหมรักษ์ ก็เล่นเหมือนเก๋าๆเก่งแต่ยังมีลูกโฉ่
ฉ่างให้เห็น, ชาริล ชัปปุยส์ ก็พิษสงเก่าๆดร็อปลงไปเยอะไม่มีลูกยิงไกล หรือลูกจ่ายดีๆให้เห็น, “มุ้ย” ธีรศิลป์ ก็โดดเด่นไร้ตัวซัพพอร์ทและต้องหลุดตำแหน่งลงมาล้วงบอลแดนกลางอยู่บ่อยครั้ง ตรงนี้เป็นสิ่งที่หลายๆทีมก็ดูออกและจับทางได้หมดแล้ว

10.ทีมนำสกู๊ปขายภาพลักษณ์ส่วนทางกับผลงานทีม

อันที่บอกตามตรงว่าเห็นเป็นประจำ ขนาดว่าไม่ใช่แฟนบอลเมืองทองยิ่งเห็นยิ่งหงุดหงิดแทน เข้าใจว่าอยากนำเสนอเรื่องราวสกู๊ปความเคลื่อนไหวให้แฟนคลับติดตาม แต่ๆหลายๆครั้งดูเหมือนเยอะเกินไป จนเริ่มรู้สึกว่าแทบไม่ได้ให้อะไรกับคนดูที่ติดตามทีม โดยเฉพาะเซสชั่นการซ้อมของกุนซือคนใหม่ ยุน จอง ฮวาน ทั้งเรื่องการซ้อมแบบเคร่งเครียดจนถึงค่ำ ปิดไฟสนามซ้อม แล้วใช้ไฟรถยนต์ส่อง
, การกินข้าวพร้อมกัน โดยที่ห้ามพกโทรศัพท์ในเวลานั้น อันที่จริงมันคือเรื่องที่นักกีฬาที่เรียกตัวเองว่ามืออ่พชีพควรต้องทำ ที่สำคัญมันเป็นเรื่องภายในของสโมสรควรเก็บไว้เป็นความลับไม่ใช่มาทำสกู๊ปตามถ่ายแล้วไปออก อย่าลืมว่าข้อมูลที่ถูกเผยแพร่มันเป็นสิ่งที่ทีมคู่แข่งสามารถทำการบ้านเอาไว้ใช้โจมตีได้

11.ดาวรุ่งมีเยอะแต่ไม่เคยผลักดันแบบจริงจัง

ประเด็นนี้มันชัดเจนมากฟุตบอลสมัยใหม่เยาวชนมีความสำคัญในการผลิตป้อนเข้าสู่ทำเนียบทีมชุดใหญ่ ทว่าเมืองทองไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้สักเท่าไหร่ พวกเขาไม่เคยอดทนรอทั้งที่มีดาวรุ่งฝีเท้าดีกว่าแข้งไทยเกรดพรีเมียมที่ชอบไปซื้อมาด้วยมูลค่ามหาศาล เด็กหลายๆคนทำได้แค่ซ้อมๆแล้วก็จบลงด้วยการถูกปล่อยยืม

หลายฤดูที่ผ่านมาเมืองทองผลิตเยาวชนขึ้นมาเยอะมากแต่ผลิตประสบการณ์เกมใหญ่ใหญ่เยาวชนไม่ทันจนถึงวันที่ผู้เล่นแกนหลักโรยราขุนพลชุดใหม่หน้าใหม่ประสบการณ์โตไม่ทัน จึงไม่สามารถรับมือกับแรงกดดันในสนามจริงได้ และเกิดความกลัวจนไม่สามารถโชว์ฟอร์มออกมาได้อย่างที่คาดหวัง

12.จังหวะไม่เป็นใจหลายๆเกม

ปีนี้เมืองทองมีการใช้งานกุนซือไปแล้ว 2 คน คือ”โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก และ ยุน จอง ฮวาน สไตล์ฟุตบอลแตกต่างกันก็จริงอยู่ แต่ทั้งคู่ก็สร้างทีมให้เป็นบอลเกมบุกรุกใส่คู่แข่ง หลายครั้งพวกเขาคือทีมที่สร้างโอกาสจบสกอร์ได้มากกว่าทีมฝั่งตรงข้าม แต่อุปสรรคอย่างเดียวที่ขว้างกันกิเลนผยอง คือจำนวนประตูที่ส่งเข้าสู่ก้นตาข่ายนี่แหละ ที่ดันยิงนกตกปลาและพลาดกันไปหมด 10 เกมแรกยิงประตูคู่แข่งได้แค่ 9 ทั้งที่มีแนวรุกชั้นดี เช่น ธีรศิลป์ แดงดา, เฮแบร์ตี้, อดิศักดิ์ ไกรษร, อ่อง ตู และ ดาวรุ่งอย่าง กรวิชญ์ ทะสา
เกมฟุตบอลมันเป็นเรื่องของจังหวะและโอกาสใครแม่นยำกว่าคือผู้ชนะ เหมือนที่”โค้ชเบ๊” เคยบอกเอาไว้ในวันแพ้ประจวบ คาบ้านว่า “ไม่มีใครจดจำว่าใครบุกหนักมากกว่ากัน คนจดจำแค่ว่าเรา 0 ฝั่งตรงข้าม 1”

มานูเอล ดิอ๊าซ

RELATED NEWS