เพราะดูจากรูปเกมครึ่งแรกเมื่อคืนนี้แล้ว ต้องบอกว่า เปแอสเช กุมความได้เปรียบไว้ทุกอย่าง โดยเฉพาะการบุกมายิงขึ้นนำได้ก่อนจาก คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้
แต่แล้ว จานลุยจิ ดอนนารุมม่า นายทวาร ปารีส ก็สร้างหายนะครั้งยิ่งใหญ่ หลังทำผิดพลาด ไปเล่นในกรอบเขตโทษ จนเสียบอล และ เสียประตูตีเสมอ จากนั้นสกอร์ก็ไหลมาเทมาอยู่ทางฝั่ง เรอัล มาดริด โดยเฉพาะ คาริม เบนเซม่า ที่เกมนี้ตีนคมเหลือเกิน หลังเป็นฮีโร่ซัดให้ทีมผ่านเข้ารอบไปแบบสุดมันส์
เกมนี้นอกจากในเกมแล้ว หลังเกมก็มีเรื่องราวให้ตามกันอีกเพียบแน่นอน จะมีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้าง ไปรับชมกันเลยครับ
- เป้ สุดจัดยิงให้แฟน มาดริด เห็นเป็นขวัญตา
ไม่มีใคร ไม่รู้ความฝันของ คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้ อีกแล้วล่ะครับ เพราะเขาแสดงให้เห็นเลยว่าวันหนึ่งต้องการย้ายมาค้าแข้งให้กับ เรอัล มาดริด ถึงขั้นที่มีรายงานว่าสามารถตกลงเรื่องค่าเหนื่อยกันได้แล้วเรียบร้อย เนื่องจากเจ้า "เต่านินจา" จะกลายเป็นแข้งฟรีเอเย่นต์ หลังหมดสัญญากับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ซัมเมอร์นี้
และ เอ็มบัปเป้ ได้ทำให้เห็นแล้วว่า ทำไม ราชันชุดขาว ถึงอยากได้ตัวนักอยากได้ตัวหนา เพราะเขาได้ฉายแววความเป็นซูเปอร์สตาร์ ทั้งทักษะที่ต้องร้องว้าว พร้อมกับการบุกมายิงใส่ มาดริด ต่อหน้าแฟนบอลในถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว โดยเฉพาะช็อตที่โชว์สปีดจากกลางสนาม ก่อนจะลากจี้เข้าไปยิงนัดเสาแรกให้ เปแอสเช ขึ้นนำ 1-0
เท่ากับว่า 2 นัดที่ ปารีส เจอกับ มาดริด ดาวยิงทีมชาติฝรั่งเศส รายนี้ ซัลโวไป 2 ประตู ทั้งเหย้าและเยือน ประกาศศักดาให้โลกรู้เลยว่า เขาจะก้าวขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์ท็อปทรีแห่งยุโรปในไม่ช้านี้ เพราะเล่นได้อย่างโดดเด่นเหลือเกิน ซึ่งในระหว่างเกมส่งบอลเข้าไปซุกตาข่ายได้ 2 ครั้งด้วยนะครับ แต่โดนจับล้ำหน้าไปก่อน
นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่สถิติยิงใส่ มาดริด 2 นัด ติดต่อกันเท่านั้นนะครับ เพราะลูกที่เขาซัลโวให้ ปารีส ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ยังกลายเป็นประตูที่ 157 ในสีเสื้อ เปแอสเช แซงหน้า ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ตำนานหัวหอก ที่เคยทำไว้ 156 ตุง เรียบร้อยแล้ว แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้ไปต่อในรายการ ยูซีแอล
- เบนเซม่า โคตรคมเฉือนคม
รู้แล้วใช่ไหมครับว่าทำไม ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ถึงเรียกตัว คาริม เบนเซม่า กลับไปติดทีมชาติฝรั่งเศส อีกครั้ง เพราะเขาคือหนึ่งในหัวหอกที่ดีที่สุดในโลก ณ เวลานี้ ซึ่ง เบนเซม่า อาจไม่ใช่พวกสปีดจี๊ดจ๊าด หรือ เลี้ยงกินตัว แต่ประโยชน์ในสนาม มันมากมายมหาศาลจริงๆ
ซึ่งการพลิกนรกกลับมาครั้งนี้ คาริม เบนเซม่า คือคีย์แมนคนสำคัญของ มาดริด ที่ต้องยกย่อง 7 วัน 7 คืน เขาไม่ใช่นักเตะที่รอเข้าทำเท่านั้น อย่างประตูตีเสมอ ก็โชว์ความขยัน วิ่งไปกดดัน จานลุยจิ ดอนนารุมม่า จนคู่แข่งเตะพลาดเอง ก่อนจะวิ่งไปรับบอลจาก วินิซิอุส ยิงเข้าไป ซึ่งประตูนั้นแหละครับ เป็นประกายแห่งความหวัง
ต่อมาอีก 2 ลูก เบนเซม่า ก็ทำให้เห็นเรื่องการหาช่อง หรือ สัญชาตญาณการเป็นกองหน้า โดยเฉพาะลูก 3 ที่อ่านเกมว่า นักเตะ ปารีส ต้องสกัดทิ้งไปตรงจุดนั้น ก่อนวิ่งเข้ามาจิ้มเลือกมุมแบบไม่ต้องจับ สุดท้าย คาริม เบนเซม่า กลายเป็นแฮตทริคฮีโร่ ในเวลาแค่ 17 นาที นับจากประตูแรก พา ราชันชุดขาว ผ่านเข้ารอบควอเตอร์ไฟนัลส์ เรียกว่าเป็น เดอะ แบก อย่างแท้จริง
- เมสซี่ ไร้บทบาท
เชื่อว่าอีกหนึ่งนักเตะไฮไลท์ที่จะถูกจับตามองเป็นพิเศษ คงหนีไม่พ้น ลิโอเนล เมสซี่ ซูเปอร์สตาร์ของ ปารีส เพราะได้กลับมาเยือนถิ่นอริเก่าอย่าง เรอัล มาดริด หลังจากในสมัยค้าแข้งให้กับ บาร์เซโลน่า ฟาดฟันเชือดเฉือนกันสุดฤทธิ์ แย่งความสำเร็จกันมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม เกมที่ เมสซี่ บุกมาเยือน มาดริด ต้องบอกว่าบทบาทน้อยเหลือเกิน ต่อให้ระบบหน้ากระดาษ จะยืนเป็นกองหน้า 3 ประสาน เล่นแบบ 4-3-3 แต่เจ้าตัวถอยตัวเองเหมือนมาเล่นเป็นมิดฟิลด์มากกว่า ลงไปเชื่อมเกมกับเพื่อนๆถึงกลางสนาม และ ปล่อยให้ เนย์มาร์ กับ คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้ ทำหน้าที่เกมรุกไป
ไม่ใช่ว่า เมสซี่ จะไม่ได้สร้างความอันตรายทั้งเกมนะครับ มีช็อตที่กระดกให้ เอ็มบัปเป้ ใช้สปีดแซงหน้ากองหลัง มาดริด รวมถึงยิงฟรีคิกแบบได้ลุ้น ซัดข้ามคานไปนิดเดียวในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ
ทว่านอกเหนือจากนั้น เมสซี่ ไม่สามารถสร้างพิษสงใดๆได้เลย เพราะการต้องถอยไปเจอ ลูก้า โมดริช บอกเลยว่า แข็งโป๊ก สุดท้ายก็ไม่อาจช่วยพา ปารีส ไปถึงเป้าหมาย แถมมีสถิติที่ไม่ดีนักของ เมสซี่ ในการเจอกับ มาดริด 9 นัดหลังสุด โดยไม่มีทั้ง แอสซิสต์ และ ชื่อผู้ทำประตูบนสกอร์บอร์ด และ กลายเป็นว่า 7 ปีหลังสุด เมสซี่ ตกรอบถ้วยนี้ทั้งหมด
- อนาคตของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่
ว่ากันตามตรง ต่อให้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ จะคว้าแชมป์มากมายขนาดไหนในลีกประเทศฝรั่งเศส แต่กระนั้นเดิมพันอนาคตสำหรับกุนซือ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง คือต้องพาสโมสร คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้ได้สถานเดียว เพราะก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะใช้โค้ชเก่งแค่ไหน อาทิ คาร์โล อันเชล็อตติ, อูไน เอเมรี่ หรือ โธมัส ทูเคิ่ล ก็ไม่อาจไปถึงฝั่งฝัน
ล่าสุด เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ก็เป็นกุนซืออีกราย ที่ต้องอกหักดังเปร๊าะไม่สามารถพา ปารีส คว้าแชมป์ยุโรป ที่พวกเขาตามหา เป็นการตอกย้ำว่า ต่อให้คุณมีเงินมหาศาลขนาดไหน แต่โทรฟี่ ยูซีแอล เหมือนเป็นอาถรรพ์สำหรับ เปแอสเช จริงๆ
ซึ่งการตกรอบครั้งนี้ มันจะหมายถึงอนาคตของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กับ ปารีส เลยหรือเปล่า เพราะมันสุ่มเสี่ยงมาก ที่กุนซือชาวอาร์เจนไตน์รายนี้ จะโดนปลดออกจากตำแหน่ง โดยก่อนหน้านี้ก็มีข่าวแยกทางกันบ่อยๆ ทั้งหลังจากตกรอบฟุตบอลถ้วยในประเทศ หรือ เกาเหลากับบอร์ดบริหาร ต้องรอติดตามกันว่าเมื่อจบซีซั่น โปเช็ตติโน่ จะโดนเชือดหรือไม่ ต่อให้จะมีแชมป์ ลีก เอิง ฝรั่งเศส ก็ตาม
- มาดริด กับโอกาสทวงบัลลังค์
เรอัล มาดริด ถือครองสถิติเป็นเจ้าพ่อแชมป์ยุโรป 13 สมัย มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ เป็นทีมแรกที่เคยคว้าแชมป์ ยูซีแอล 3 สมัยซ้อน ระหว่างปี 2016-2018 แต่กระนั้นหลังจากเอาชนะ ลิเวอร์พูล 3-1 ในนัดชิงชนะเลิศ ยูซีแอล พวกเขาก็ไม่อาจเชยชมโทรฟี่รายการนี้ได้อีกเลย ใกล้เคียงที่สุด ก็คงเป็นเมื่อซีซั่นก่อน ที่ผ่านไปถึงรอบตัดเชือก แต่ก็ไปแพ้ เชลซี ก่อนจะโดนครหา ราชันชุดขาว ที่ไม่มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อยู่ในทีม โอกาสเป็นแชมป์ยุโรป ยากเหลือเกิน
อย่างไรก็ตาม เรอัล มาดริด ทำให้เห็นแล้วครับว่าพวกเขาคือ โคตรทีมของจริง นอกจาก เบนเซม่า ที่ทำแฮตทริคไปแล้วนั้น คุณต้องชื่นชม วินิซิอุส จูเนียร์ ที่ปั่นป่วนแนวรับ ปารีส ตลอดครึ่งหลัง รวมถึง ลูก้า โมดริช ที่ทำให้เห็นว่า "ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด" มีทั้งช็อตกระชากมาคนเดียว พร้อมกับการจ่ายอันเฉียบคม ทำให้ทีมได้ประตูแซงนำ 2-1 รวมถึงนักเตะคนอื่นๆ ที่รวมพลังกันได้อย่างยอดเยี่ยม
หาก มาดริด รักษาฟอร์มการเล่นเอาไว้ได้ และ ไม่มีตัวหลักได้รับบาดเจ็บนับจากนี้ บอกเลยว่าการทวงบัลลังค์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม ถึงแม้ยังผ่านไปแค่รอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่ไม่มีใครกล้ามองข้ามแล้วครับ ยิ่งมี คาร์โล อันเชล็อตติ ที่มีประสบการณ์ล้นเหลือ กุมบังเหียน อย่างเกมนี้ก็โชว์กึ๋นเรื่องการเปลี่ยนเกม บอกเลยครับว่า "ลุ้นกันยาวๆ"
ฮาย ฮาวดี้-










