ก่อนจะได้โคจรกลับมาฟาดแข้งกันอีกครั้ง ในศึก เอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยที่ความยิ่งใหญ่ของ หงส์แดง เหนือกว่าหลายขุมในยุคปัจจุบัน
ถึงแม้ทั้งคู่จะอยู่กันคนละลีก ไม่ได้เจอกันมานานนมแล้ว แต่เรื่องราวความหลังในอดีต ไม่เคยถูกลืมเลือน โดยเฉพาะเหตุการณ์ ฮิลล์สโบโร่ ที่มีแฟนบอล ลิเวอร์พูล เสียชีวิต เมื่อปี 1989 ซึ่งทาง ฟอเรสต์ ก็เว้นที่ว่างในถิ่น ซิตี้ กราวน์ เอาไว้ 97 ที่นั่ง เพื่อระลึกถึงจำนวนผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมดังกล่าว
ส่วนเรื่องผลการแข่งขัน ถึงแม้ว่าจะจบลงด้วยชัยชนะของ ลิเวอร์พูล 1-0 แต่รูปเกมทางฝั่งทีมเยือนไม่ได้เหนือกว่าเลย เป็นทาง ฟอเรสต์ ต่างหาก ที่เกือบมีหมัดเด็ดล้มยักษ์ใหญ่ จาก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ด้วยซ้ำ เอาเป็นว่าเกมนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง ไปติดตามกันครับ
- ไม่มี บังโม แต่ยังมี โชต้า
เกมนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ เลือกใช้พวกตัวสำรองที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ลงสนามในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลงเล่นเป็นตัวจริง อาทิ โจ โกเมซ, อิบราฮิม่า โกนาเต้, คอสตาส ซิมิกาส และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน เป็นต้น โดยมีพวกตัวหลักประคองอยู่ ไม่ว่าจะเป็น อลิสซอน เบ็คเกอร์, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ หรือ ดิโอโก้ โชต้า
ส่วน ซาดิโอ มาเน่ กับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้พัก รวมถึง หลุยส์ ดิอาซ มีชื่ออยู่บนม้านั่งสำรอง ซึ่งรูปเกมครึ่งแรก ยอมรับตามตรงว่าเกือบหลับ ! สปีดบอลค่อนข้างช้า และ ไม่เอนเตอร์เทนเท่าไหร่กับช่วงเวลา ตี 1 ของบ้านเรา โดย หงส์แดง มีโอกาสแบบจะแจ้งไม่กี่ครั้ง โดยหนึ่งในนั้นคือลูกหลุดเดี่ยวของ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ แต่จะไปเหนือชั้นชิพข้ามหัว ก่อนจะโดนผู้รักษาประตูเซฟเอาไว้ได้
ครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล ก็พยายามบุกเพื่อทำประตูให้ได้ แต่ก็ไปติดแนวรับ ฟอเรสต์ อยู่ตลอด ทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องเปลี่ยนผู้เล่นสำรองถึง 4 คน แต่ โชต้า ยังได้อยู่ในสนามต่อไป ซึ่งถึงแม้ว่าตลอดทั้งเกม จะไม่ค่อยมีบทบาท แต่โอกาสแค่ไม่กี่ครั้งของ โชต้า เขาสามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้ทันที หลัง คอสตาส ซิมิกาส เป็นเข้ามาในกรอบเขตโทษ ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกส โฉบเข้ามาสกิดบอลสวนตัวผู้รักษาประตูเข้าไป
กลายเป็นประตูที่ 19 ของ ดิโอโก้ โชต้า รวมทุกรายการ ในสีเสื้อ ลิเวอร์พูล ซีซั่นนี้ พร้อมกับทำสถิติเป็นนักเตะเลือดฝอยทอง ที่ซัลโวได้มากสุดของ 5 ลีกใหญ่ยุโรป นำหน้า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวยิงจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ 1 ลูก
- ใครว่า ฟอเรสต์ หมู
ถึงแม้ว่า ฟอเรสต์ จะถูกมองว่าเป็นทีมรองบ่อน มาจาก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ คงไม่สามารถต่อกรกับ ลิเวอร์พูล ที่ฟอร์มกำลังแล่นฉิวได้แน่นอน และ น่าจะไม่มีตำนานแจ็คผู้ฆ่ายักษ์อีกแล้ว ต่อให้จะเคยล้ม อาร์เซน่อล และ เลสเตอร์ ซิตี้ 2 ทีมชั้นนำจาก พรีเมียร์ลีก ในรอบที่ผ่านๆมา
แต่ ฟอเรสต์ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การที่พวกเขาผ่านเข้ามาได้ถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ไม่ใช่เรื่องฟลุ๊คๆ หรือ บังเอิญแต่อย่างใด โดยพวกเขาต่อกรกับ ลิเวอร์พูล ได้อย่างสมศักดิ์ศรี และ ต้องชื่นชมความเป็นนักสู้ ซึ่งครึ่งหลังเกือบมีหมัดน็อคใส่ หงส์แดง ได้ด้วย โดยเฉพาะช็อตที่ ฟิลิป ซิงเกอร์นาเกิ้ล ได้วิ่งมาแปย้อนศร ห่างจากเส้นประตูแค่ไม่กี่หลา แต่มันกลับถากเสาไปนิดเดียว ทำเอาสาวก เดอะ ค็อป ขนตูดลุกกันเลยทีเดียว
เท่านั้นยังไม่พอ ในช่วงที่ ฟอเรสต์ ตามหลัง ลิเวอร์พูล 0-1 พวกเขาดาหน้าบุกแหลก เพื่อหวังตีเสมอให้ได้ ซึ่งก็มีช็อตที่ฟ้องเอาจุดโทษ หลัง ไรอัน เยตส์ หลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษ ก่อนจะแตะหลบ อลิสซอน เบ็คเกอร์ และ ล้มลงไป ทั้งนักเตะ เจ้าป่า รวมถึงแฟนบอลเจ้าบ้าน พยายามประท้วงผู้ตัดสินอย่างหนัก โดยตอนเช็ค VAR เชื่อว่าแฟนบอล หงส์แดง นั่งลุ้นกันเยี่ยวเหนียว สุดท้าย เคร็ก พาวสัน ไม่เป่าฟาวล์ ให้เป็นแค่ลูกตั้งเตะของ ลิเวอร์พูล เท่านั้น
- ลิเวอร์พูล มาตามนัด
ก่อนที่ ลิเวอร์พูล จะลงแข่งขันพบกับ ฟอเรสต์ ได้มีการจับสลากประกบคู่ เอฟเอ คัพ รอบ 4 ทีมสุดท้าย รอไว้อยู่แล้ว โดย ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ตำนานหัวหอก หงส์แดง คนที่ทำหน้าที่หยิบลูกปิงปองมือดีเหลือเกิน เพราะคู่ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ ฟอเรสต์ ใครชนะจะผ่านเข้าไปพบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้
สุดท้ายกลายเป็นลูกทีม เจอร์เก้น คล็อปป์ มาตามนัด ผ่านเข้ารอบมาได้สำเร็จ เดินหน้าสานต่อความหวังลุ้นถึง 4 แชมป์ในซีซั่นนี้ แต่มันเหมือนกับว่ามีคนขีดเขียนเรื่องราวบทนี้เอาไว้แล้ว เพราะ ลิเวอร์พูล จะได้โทรฟี่ 4 รายการ หรือไม่นั้น เรือใบสีฟ้า ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะเป็นตัวกำหนดชะตา
เนื่องจาก หงส์แดง จะต้องบุกไปเยือน เรือใบสีฟ้า เสียก่อน ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันที่ 10 เมษายน ซึ่งนัดนี้มันจะวัดเลยว่า อันดับจ่าฝูงจะเปลี่ยนมือหรือเปล่า เพราะคะแนนห่างกันเพียงแค่ 1 แต้ม เท่านั้น จากนั้นอีก 6 วันถัดมา ก็จะมาชี้ชะตาว่าใครจะผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ณ สังเวียนเวมบลีย์ ดังนั้น ลิเวอร์พูล จะลุ้น 4 แชมป์ได้หรือไม่ เดือนหน้า รู้กันแน่นอน
- หงส์แดง กระอัก เจอโปรแกรมโหดเดือนเมษายน
อย่างที่ได้เรียนให้ทราบกันว่า ลิเวอร์พูล จะต้องเจอ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทั้ง 2 รายการ ในเดือนเมษายน แต่กระนั้นด้วยความที่พวกเขากำลังลุ้น 4 แชมป์ มันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะพบกับโปรแกรมอันหฤโหด ทั้งในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, เอฟ เอ คัพ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
ดังนั้นตลอดเดือนเมษายน ที่จะพบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บนสังเวียน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันที่ 10 เมษายน และ เอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ วันที่ 16 เมษายน แล้วนั้น พวกเขาจะมีเวลาพักแค่ 3 วัน ก่อนต้องไปทำศึก แดงเดือด ปะทะกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่รักคู่แค้น ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ถูกเลื่อนมาเตะกันในวันที่ 19 เมษายน และ ต่อด้วย "เมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้" เจอกับ เอฟเวอร์ตัน ในวันที่ 24 เมษายน เรียกว่าหนักทั้งหมด
นอกจากฟุตบอลในประเทศแล้ว ลิเวอร์พูล ยังต้องมาแข่งขัน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย อีกด้วย โดยพวกเขาจับสลากพบกับ เบนฟิก้า ซึ่งเกมแรกจะบุกไปเยือน เหยี่ยวลิสบอน วันที่ 5 เมษายน ก่อนจะกลับมาเปิดรังแอนฟิลด์ในเลก 2 วันที่ 13 เมษายน
เมื่อเห็นโปรแกรมแบบนี้บอกเลยว่า นักเตะ ลิเวอร์พูล "ห้ามเจ็บ ห้ามป่วย" เป็นอันขาด ! เพราะต้องทรหดลงเตะ 8 นัด ในเดือนเดียว
ฮาย ฮาวดี้










