นับเป็นสกอร์ที่เชื่อว่าใครหลายคนก็คงไม่คาดคิดเหมือนกัน แต่ในโลกของฟุตบอลล้วนเป็นไปได้เสมอ เอาเป็นว่าเกมคู่นี้ มีประเด็นอะไรน่าสนใจเกิดขึ้นบ้าง ไปติดตามกันครับ
- เบนเซม่า โคตรคม โคตรอันตราย
ถ้าจะวัดดีกรีความร้อนแรงว่ากองหน้าคนไหนที่กำลังฮอตปรอทแตกมากที่สุดเวลานี้ ขอยกมือสนับสนุนให้กับ คาริม เบนเซม่า หัวหอกทีมชาติฝรั่งเศส เลยล่ะครับ เพราะชั่วโมงนี้ แค่บังคับทิศทางบอลให้ตรงกรอบ ก็เตรียมใส่สกอร์ให้กับ เรอัล มาดริด ได้เลย ที่สำคัญเขาไม่ใช่แค่นักเตะรอเข้าทำเท่านั้น แต่ยังวิ่งไล่บีบกดดันคู่แข่งอยู่เสมอ
รอบ 16 ทีมสุดท้าย ก่อนหน้านี้ คาริม เบนเซม่า เพิ่งเป็นฮีโร่ซัดแฮตทริคให้กับ ราชันชุดขาว ยิงแซงเอาชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 3-1 พาทีมผ่านเข้ารอบควอเตอร์ไฟนัลส์ ได้สำเร็จ ซึ่งก่อนหน้านี้แฟนๆ มาดริด ก็แอบหวั่นใจเหมือนกัน เนื่องจาก เบนซ์ มีอาการบาดเจ็บ และ ในวันที่ไม่มีเขาอยู่ในทีม มาดริด แพ้คาบ้านให้กับ บาร์เซโลน่า มาแล้ว 0-4 แต่ก็หายกลับมาทัน และ เพิ่งเหมาคนเดียว 2 ตุง ในเกมลีกที่บุกชนะ เซลต้า บีโก้ 2-1
ล่าสุด ความร้อนแรงของ เบนเซม่า ยังคงลุกโชนเป็นเปลวเพลิง เพราะสร้างผลงานอันสุดยอด ด้วยการโขก 2 ตุงให้กับ มาดริด ขึ้นนำ เชลซี โดยใช้เวลาห่างกันเพียงแค่ 3 นาที ประตูแรกนาที 21 / ลูก 2 นาทีที่ 24 ซึ่งลูกโหม่งไม่ธรรมดานะครับจะบอกให้โดยลูกแรกทำชิ่งกับ วินิซิอุส ก่อนจะเปิดมาให้ เบนซ์ โหม่งย้อยๆบริเวณจุดโทษเข้าไป ส่วนประตู 2 กระโดดโหม่งย้อนศรแบบคมกริบ
เท่านั้นยังไม่พอ จากจังหวะที่ไม่มีอะไร นักเตะ มาดริด เคลียร์บอลทิ้งมาทางฝั่ง เชลซี แต่ เบนเซม่า โชว์ให้เห็นถึงความขยัน หลังวิ่งเพรสซิ่งคนเดียว ไปไล่กดดัน เอดูอาร์ เมนดี้ นายทวาร เชลซี ที่ออกมานอกกรอบเขตโทษ จนจ่ายบอลพลาดดื้อๆ ก่อน เบนเซม่า จะวิ่งไปปั้มบอลจาก อันโตนิโอ รูดิเกอร์ มาได้ และยิงเข้าไปแบบง่ายๆ
กลายเป็นว่า คาริม เบนเซม่า ซัดแฮตทริค 2 นัดติดต่อกัน ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ส่งผลให้ตอนนี้หัวหอกทีมชาติฝรั่งเศส ยิงไปแล้ว 11 ประตู จาก 8 เกม บนสังเวียน บิ๊กเอียร์ ซีซั่นนี้ รวมทั้งสิ้น 37 ประตู รวมทุกรายการ จากการลงสนาม 36 นัด เฉลี่ยแล้ว 1 นัด มี 1 ตุง แน่นอน มันทำให้เห็นเลยว่าชั่วโมงนี้ มาดริด จะขาดใครไปก็ได้ แต่ขาด เบนเซม่า ไม่ได้จริงๆ
- ฮาแวร์ตซ์ ยังสมฉายา "คิง ไค"
"คิง ไค" ฉายานี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยนะครับ เพราะ ไค ฮาแวร์ตซ์ มักจะทำประตูสำคัญๆให้กับ เชลซี ได้อยู่เสมอ โดยเฉพาะแมตช์ชี้เป็นชี้ตาย อย่างเช่น การซัดประตูชัยที่พา เชลซี คว้าแชมป์ทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือ สโมสรโลก เป็นต้น เวลาไหนที่ทีมต้องการประตู ดาวเตะทีมชาติเยอรมัน มักจัดให้เสมอ ซึ่งผลงานบนสังเวียน เดือนมีนาคม ที่ผ่านมา เขาก็จัดการไป 4 ดอก ให้กับทีม จากการลงสนามแค่ 3 นัด เท่านั้น
และ ในเกมเจอ มาดริด ที่ความผิดหวังเริ่มถาโถม เนื่องจาก เชลซี ตกเป็นฝ่ายตามหลัง 0-2 ตั้งแต่ 24 นาทีแรก อย่างไรก็ตามคนที่ปลุกความหวังของทีม และ แฟนบอล ให้กลับมาเผล่งประกายอีกครั้ง ก็เป็น ไค ฮาแวร์ตซ์ นี่แหละครับ หลังใช้ลูกโขกเล่นงานบ้าง โหม่งผ่านมือ ติโบต์ กูร์กตัวส์ เข้าประตูไป ไล่ตามตีไข่แตกมา 1-2
ประตูนี้สำคัญมาก เพราะมันทำบรรยากาศในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ตอนนั้น กลับมาคึกคักอีกครั้ง แม้สุดท้ายจะแพ้ไป 1-3 แต่สกอร์ของเขา มันก็ยังทำให้การแข่งขันของ เชลซี กับ มาดริด ไม่ขาดจนเกินไป กับการต้องบุกไปเยือนถิ่นซานติอาโก่ เบร์นาเบว ในเกมที่สอง
จากผลงานของ ไค ก็ไม่แปลกใจว่าทำไม โธมัส ทูเคิ่ล ถึงเลือกเขาเป็นกองหน้าตัวหลัก ส่วน ติโม แวร์เนอร์ กับ โรเมลู ลูกากู ต้องนั่งเป็นสำรอง ก็เพราะเรื่องความมั่นใจในการทำประตูนี่แหละครับ ซึ่งตอนนี้ ไค ฮาแวร์ตซ์ ซัดไปแล้ว 12 ลูก รวมทุกรายการ มากกว่าใครเพื่อนในทัพ เชลซี
- เชลซี ที่เปลี่ยนไป หลังโปรแกรม ฟีฟ่า เดย์
หลายๆทีมก็โดนเอฟเฟ็กต์ หลังเสร็จสิ้นโปรแกรม ฟีฟ่า เดย์ แต่กับ เชลซี เป็นอีกหนึ่งสโมสรที่แสดงอาการให้เห็นแบบ "ชัดมาก" เนื่องด้วยขุนพล สิงห์บลูส์ ส่วนใหญ่ มีชื่อไปรับใช้ทีมชาติกันทั้งนั้น ซึ่งมันอาจส่งผลไม่มากก็น้อย ในเรื่องของความพละกำลังและความฟิต
ผลงานของ สิงห์บลูส์ ก่อนจะพักเบรกเกมทีมชาติ พวกเขาชนะมา 6 นัดรวด โดยเสียแค่ 4 ประตู เท่านั้น แต่ทว่าหลังกลับมาจาก ฟีฟ่า เดย์ ฟอร์มการเล่นก็ดูเปลี่ยนไป โดยเฉพาะเกมรับของพวกเขา เพราะแค่เกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็ดันทะลึ่งแพ้คาบ้านให้กับ เบรนท์ฟอร์ด แบบเละเทะ 1-4 เป็นการพ่ายที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ครั้งแรก ในรอบ 10 เกม หรือ ตั้งแต่เดือนกันยายน ที่เคยปราชัยต่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-1
ซึ่งหลังจากการพลาดท่าให้กับ เบรนท์ฟอร์ด ทาง เชลซี ก็มาพ่ายคาบ้านต่อ เรอัล มาดริด ต่อเนื่อง นับเป็นการแพ้ 2 นัดติดต่อกันครั้งแรกของสโมสรในซีซั่นนี้ ที่สำคัญมันเป็นการเสียถึง 7 ประตู ในเวลาแค่ 2 เกม บนสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ยิ่งความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจาก เอดูอาร์ เมนดี้ ผู้รักษาประตูมือ 1 แทบเป็นอะไรที่ไม่ค่อยได้เห็นมากจริงๆในยุคของ โธมัส ทูเคิ่ล
- ความแตกต่างเรื่องความเฉียบคม
สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดในเกมนี้เลยคือ "ความเฉียบคม" จริงๆแล้ว เชลซี มีโอกาสเข้าทำเยอะมากเลยครับ โดยเฉพาะครึ่งหลัง มากกว่า 10 ครั้งด้วยซ้ำ แต่กลายเป็นว่าหลังจาก ไค ฮาแวร์ตซ์ ยิงตีตื้นไล่มาแล้ว นักเตะ เชลซี ไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสที่มี ให้มันเป็นสกอร์ได้เลย
จะมีใกล้เคียงที่สุด ก็คงเป็นจังหวะขวิดเหน่งๆของ โรเมลู ลูกากู ช็อตนี้ต้องเขกกบาลให้รู้ตัวเสียบ้าง เพราะบอลเป็นใจโด่งมาเข้าทาง และ ระยะใกล้กับประตูแค่ไม่กี่หลา แต่ว่า พี่ตู้ ดันโหม่งเฉือนๆเฉียดเสาออกไปอย่างน่าเจ็บใจ ไม่แปลกใจทำไมช่วงนี้โดนดรอปเป็นสำรอง รวมถึงช็อตที่ ฮาคิม ซิเย็ค ได้ซัดด้วยซ้าย แต่ก็ถากเสาออกไป
ผิดกับ เรอัล มาดริด มีโอกาสยิงตรงกรอบ 6 ครั้ง แต่สามารถเปลี่ยนได้ถึง 3 ประตู และ มันเป็น 3 ประตูจากฝีเท้าของ เบนเซม่า ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการประสานงานร่วมกับ วินิซิอุส จูเนียร์ คู่ขาในแนวรุก ซึ่ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นนี้ ทั้ง 2 คน จ่ายให้กันทำประตูไปแล้วทั้งสิ้น 5 ลูก ซึ่งความคมนี่แหละครับ เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญในการตัดสินผลนัดนี้
- โอกาสเข้ารอบต่อไประหว่าง มาดริด กับ เชลซี
จากผลการแข่งขันนัดแรกที่เกิดขึ้น ต้องบอกเลยว่า ทุกอย่างเข้าทาง เรอัล มาดริด จริงๆ เพราะการบุกมายิงถึง 3 ประตู ที่บ้านของ เชลซี กุมความได้เปรียบไว้มหาศาล ต่อให้ไม่มีกฎ อเวย์ โกล มาเกี่ยวข้องแล้ว แต่การกลับไปเล่นที่ เบร์นาเบว เรื่องบรรยากาศ, เสียงเชียร์ และ ความผ่อนคลาย ย่อมมีมากกว่าอยู่แล้ว
ส่วนทาง เชลซี ถึงแม้พวกเขาจะเคยปราบ ราชันชุดขาว มาได้ ในศึก ยูซีแอล รอบรองชนะเลิศ เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา ด้วยการเปิดบ้านชนะ 2-0 และ บุกไปเสมอ 1-1 ก่อนจะต่อยอดด้วยการคว้าแชมป์มาครอง แต่กระนั้นเวอร์ชั่นนี้ มันไม่เหมือนเก่าอีกแล้ว เพราะต้องบุกไปยิง มาดริด ด้วยสกอร์ห่าง 2 ลูก เป็นอย่างน้อย เพื่อเอาสกอร์กลับมาเท่ากัน
แต่อย่างที่บอกครับ มาดริด กุมความได้เปรียบไว้มหาศาลจริงๆ โดยเฉพาะผลงานในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย เนื่องจาก 36 ครั้งก่อนหน้านี้ ทาง ราชันชุดขาว เคยตกรอบแค่ 6 ครั้งเท่านั้น และ ทีมที่สามารถทำได้ ไม่ใช่ทีมจากอังกฤษ เลยสักครั้งเดียว ซึ่งเหยื่อรายสุดท้ายก็คือ ลิเวอร์พูล
นั่นหมายความว่าหากยึดสถิตินี้ และ ผลการแข่งขันที่ มาดริด บุกไปเอาชนะ เชลซี 3-1 ก็มีโอกาสสูงเหลือเกินที่ ราชันชุดขาว จะผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลสามารถเกิดปาฏิหาริย์อยู่เสมอ ยังมีอีก 90 นาทีให้ลงเล่น แล้วไปรอดูกันว่าจะมีอะไรพลิกโผหรือไม่
ฮาย ฮาวดี้










