เกมนั้นมันทั้งเต็มไปด้วยความมันส์ ระดับ 5 ดาว, แท็คติคที่งัดมาใช้สู้รบแบบนาทีต่อนาที และ การชิงดีชิงเด่น เพื่อบัลลังค์จ่าฝูง ถึงขั้นมีการนิยามแมตช์นี้ไว้ว่า "เป็นหนึ่งในแมตช์ที่สนุกที่สุดของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยุคนี้" เพราะมันพลิกไปพลิกมา ชนิดที่แฟนบอลทั้ง 2 ทีม หัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม โดยเฉพาะสาวก เดอะ ค็อป กับช็อตสุดท้ายที่ ริยาด มาห์เรซ ได้จบสกอร์ แต่ชิพข้ามคานออกไป

ผลเสมอแบ่งกันไปทีมละ 1 คะแนน ทำให้การลุ้นแชมป์ 4 ถ้วยของ ลิเวอร์พูล ซีซั่นนี้ ยังดำเนินต่อ เช่นเดียวกับ แมนฯ ซิตี้ ก็ยังมีโอกาสประกาศศักดาคว้าทริปเปิ้ลแชมป์อีกครั้ง

แต่กระนั้นคืนวันเสาร์นี้ จะมีทีมใดทีมหนึ่ง ไม่ เรือใบ ก็ หงส์แดง ต้องอกหักรักคุด พลาดโอกาสสร้างความยิ่งใหญ่ในการคว้า 3 หรือ 4 แชมป์ ที่พวกเขาลุ้นกันอยู่ เพราะจะต้องมาฟาดฟันในบนสังเวียน เอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่จะได้ไปต่อ

เป๊ป เคยพูดไว้ว่า หากจะมีใครมาล้ม เรือใบสีฟ้า ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เขาตอบแบบฉะฉานเลยว่า "ลิเวอร์พูล" เหมือนวลีที่กุนซือชาวสแปนิช ให้นิยามกับ หงส์แดง ยุค เจอร์เก้น คล็อปป์ “They are a pain in the ass all the time” (ลิเวอร์พูล คอยตามมาสร้างความน่ารำคาญให้กับ แมนฯ ซิตี้ อยู่เสมอ)

ที่สำคัญ เป๊ป มักบอกว่า ลิเวอร์พูล เป็นสโมสรที่ทำให้เขาพัฒนากลายเป็นผู้จัดการทีมที่ดีขึ้นในทุกๆวัน เพราะ หงส์แดง คือคู่ต่อกรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการเป็นกุนซือ

เช่นกันกับ ลิเวอร์พูล ในยุคที่พวกเขากลับมายิ่งใหญ่เกรียงไกร คว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ต่อยอดด้วยการซิวโทรฟี่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มาครอง เป็นสมัยแรก แต่พวกเขาควรจะได้แชมป์ลีกมากกว่านี้ ถ้าหากไม่มี "แมน ซิตี้" มาคอยขัดแข้งขัดขา ขนาดเก็บได้ 97 คะแนน ยังไม่เพียงพอต่อการเป็นอันดับ 1 

ขนาดซีซั่นนี้ว่า หงส์แดง ฟอร์มสดๆ โกยแต้มไปแล้ว 73 คะแนน แต่ก็ยังคงตามหลัง เรือใบสีฟ้า อยู่ 1 แต้ม อยู่ดี ต่อให้ชนะหมดทุกนัดที่เหลืออยู่ ก็ไม่เพียงพอต่อการคว้าแชมป์ นอกจากต้องแช่งให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สะดุดขาตัวเอง

"เป๊ป เป็นโค้ชที่เก่งที่สุดในโลก ผมคิดว่าเราทุกคนก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ถ้าหากมีใครสงสัยเกี่ยวกับตัวเขา ผมก็ไม่รู้แล้วแหละว่าคนพวกนั้นคิดยังไง" นี่คือคำชมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่มีต่อ เป๊ป เพราะต่อให้ตัวเองจะเก่งกาจแค่ไหน ก็ย่อมมีคนที่อยู่เหนือฟ้ามากกว่า

แต่ในความชื่นชมของกุนซือชั้นอ๋องทั้ง 2 คน มันแฝงความอยากเอาชนะไว้นั้นด้วย เพราะวงการฟุตบอล มันไม่มี "เบอร์ 1 ถึง 2 คน" และ ศึก เอฟเอ คัพ ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ตัดสินว่าใครจะผ่านเข้ารอบ ทว่าไม่ คล็อปป์ ก็ เป๊ป จะมีสถิติเหนือกว่า

[ สถิติ คล็อปป์ VS เป๊ป .. แพ้-ชนะเท่ากันเป๊ะ]

ไม่น่าเชื่อเหมือนกันนะครับว่า สถิตินี้ มันจะมาตัดสินกันพอดีเลยว่า เป๊ป หรือ คล็อปป์ ใครจะมี เฮด-ทู-เฮด ดีกว่า ยามเผชิญหน้ากัน โดยก่อนหน้านี้ตั้งแต่สมัยอดีต ทั้งคู่เคยเจอกันมาทั้งสิ้น 22 ครั้ง ทุกอย่างเท่ากันหมด คือชนะกันคนละ 9 ครั้ง เสมอ 4 ครั้ง และ แพ้ 9 ครั้ง ต่างกันเพียงแค่ พวกลูกยิงได้-เสีย กับ คลีนชีต เท่านั้น

หมายความ เอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ จะมีผู้ชนะเพียง 1 คน เท่านั้น ที่จะได้ขึ้นครองสถิติชนะ 10 ครั้ง เหนืออีกคน มันไม่ใช่แค่เรื่องของการชิงตั๋ว เข้าไปลุ้นโทรฟี่ถ้วยเก่าแก่ที่สุดของลูกหนังอังกฤษ แล้ว มันยังเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ที่จะไม่มีใครยอมใคร

อาทิการให้สัมภาษณ์ของ เป๊ป ที่ต้องการเอาชนะ คล็อปป์ ให้ได้ .. "เจอร์เก้น คล็อปป์ รู้ดีว่าผมเคารพเขามากแค่ไหน เขาทำให้ผมเป็นผู้จัดการทีมที่ดีขึ้น เราไม่ใช่เพื่อนกัน เราไม่กินมื้อกลางวันด้วยกัน ผมมีเบอร์โทรศัพท์ของเขา แต่ผมไม่ได้โทรหาเขา ซึ่งเขารู้ว่าพวกเรามีความเคารพกันอยู่ และ เขารู้ดีว่าวันเสาร์หน้าผมจะพยายามเอาชนะเขาให้ได้"

----

[ หงส์แดง ไม่เคยเอาชนะ แมนฯ ซิตี้ ที่ เวมบลีย์ ]

คุณเคยได้ยินคำว่า "สถิติมีไว้ทำลาย" ใช่ไหมครับ แต่นั่นมันหมายความว่าคุณอาจแพ้คู่แข่งหน้าเดิมแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนอย่าง ลิเวอร์พูล เพราะทุกครั้งเวลาเจอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บนสังเวียน เวมบลีย์ พวกเขาไม่เคยเอาชนะทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้เลย 

ครั้งแรก : เจอกันรอบชิงชนะเลิศ ลีก คัพ เมื่อปี 2016 ซึ่งวันนั้นเสมอกันในเวลาปกติ และ ต่อเวลาพิเศษ 1-1 ก่อนจะเป็น แมนฯ ซิตี้ ดวลจุดโทษเอาชนะไปได้

ครั้งสอง : โคจรกลับมาพบกันอีกครั้ง ในศึก คอมมิวนิตี้ ชิลด์ เมื่อปี 2019 ก็ยังเสมอกันอยู่ 1-1 และ จบอีหรอบเดิม เมื่อเป็น แมนฯ ซิตี้ ดวลจุดโทษเอาชนะไปได้

ครั้งสาม จะเป็นแบบเดิมมั้ย หรือ มันแตกต่างออกไป ? ไม่มีถ้วยเป็นเดิมพัน แต่มีตั๋วรอบชิงชนะเลิศ รออยู่ อยู่ที่ว่า ลิเวอร์พูล จะทำลายอาถรรพ์ ล้างแค้นได้สำเร็จ หรือไม่ หรือว่าจะเป็น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะย้ำแค้นอีกครั้ง  แค่คิดก็สนุกแล้ว
---

[ เป๊ป 10 แชมป์ กับ แมนฯ ซิตี้ VS คล็อปป์ 5 แชมป์ กับ ลิเวอร์พูล ]

สิ่งหนึ่งที่ดูแตกต่างกันระหว่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็คงเป็นเรื่องของจำนวนถ้วยนี่แหละครับ เพราะนับตั้งแต่ที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เข้ามารับงานคุมทัพ เดอะ ซิตี้เซ่น เมื่อซีซั่น 2016-17 พาสโมสรคว้าแชมป์ไปแล้วทั้งสิ้น 10 ครั้ง แบ่งเป็น พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 4 สมัย, เอฟเอ คัพ 1 สมัย, ลีก คัพ 4 ครั้ง และ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ อีก 2 ครั้ง จะขาดเพียงแค่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เท่านั้น ที่ยังไม่เคยได้มาครอง

ขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามารับงานคุมทีม ลิเวอร์พูล ก่อนหน้า เป๊ป ไป แมนฯ ซิตี้ ประมาณครึ่งซีซั่น เขาใช้เวลาอยู่ 4 ปี ในการสร้างทีมให้แข็งแกร่ง ผ่านความทุกข์ ผ่านความผิดหวัง กว่าจะประสบความสำเร็จ คว้าแชมป์ตามที่ใจหวัง ทั้ง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หากรวมรายการอื่นๆแล้วก็ทั้งหมด 5 ครั้ง ต่างกับ เป๊ป ถึง 5 แชมป์

อย่างไรก็ตาม อย่างที่บอกครับ ซีซั่นนี้ จำนวนโทรฟี่ไม่ฉีกห่าง ก็จะใกล้เคียงกันไปเลย เพราะมันจะเป็นการวัดว่า ลิเวอร์พูล จะได้ลุ้น 4 แชมป์ หรือ แมนฯ ซิตี้ จะอยู่ในเส้นทางทริปเปิ้ลแชมป์ เหมือนเดิม คืนวันเสาร์นี้ จะเป็นตัวตัดสิน และ มารอดูกันว่าในอนาคต จำนวนแชมป์ของ คล็อปป์ แห่งค่าย หงส์แดง กับ เป๊ป จากฝั่ง เรือใบสีฟ้า
—--

[ แท็คติคที่ต้องจับตา ]

นอกจากความเดือดดาลในเรื่องสถิติแชมป์ หรือ เฮด-ทู-เฮด การพบกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้การแข่งขันระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แมนฯ ซิตี้ มันเร่าร้อนยิ่งกว่าเดิม นั่นก็คือ กึ๋นในการวางแท็คติคของ เป๊ป กับ เจอร์เก้น คล็อปป์ พร้อมกับแพชชั่นอันดุดันของทั้ง 2 คน

กราบเรียนตามตรงว่า เป๊ป เป็นยอดโค้ชไม่พอ ยังเข้าเมืองตาหลิ่ว ยังหลิ่วตาตามด้วย ดูอย่างนัดที่บุกไปเสมอ แอตเลติโก มาดริด 0-0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พวกเขาก็มีแท็คติคทำให้ผู้เล่น ตราหมี หัวเสียเหมือนกัน โดยเฉพาะการเล่นกับเวลา เหมือนอย่างที่พวกเขาเคยทำใส่ ลิเวอร์พูล อาทิ 'การไม่บุกเปิดหน้าแลกกับ หงส์แดง ตอนไปเยือนแอนฟิลด์ เพราะเหมือนเป็นการฆ่าตัวตาย' 

ล่าสุด ก็เล่นลูกโยนยาว ทำลายแนวรับยืนแบบ ไฮ ไลน์ ของกองหลัง ลิเวอร์พูล ซึ่งมันก็ได้ผลดีมาก ขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็จะเปลี่ยนหมากตามการเล่นของ แมนฯ ซิตี้ แต่จะไม่มีลืมที่จะอยู่ในปรัชญา เกเก้น เพรสซิ่ง พร้อมกับมีลูกฉาบฉวย ที่พร้อมเล่นงานคู่แข่งตลอดเวลา ที่สำคัญคำพูดกระตุ้นลูกทีม เป็นไม้เด็ดที่ทำให้ หงส์แดง กลับมาได้เสมอ

เพียงแต่ว่าไอแท็คติคที่ว่านี้ มันจะเปลี่ยนกันไปทุกนัดที่เจอกัน และ จะเปลี่ยนกันตลอด 90 นาที หากมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น คู่ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แมนฯ ซิตี้ มันไม่ใช่แค่การชิงดีชิงเด่น เพื่อสถิติการคว้าแชมป์, สถิติส่วนบุคคล หรือ วัดว่าใครจะผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ เท่านั้น

แต่มันเป็นการชี้วัดเลยว่า ใครจะเป็นเต้ยที่สุดของลูกหนังแดน ผู้ดี ในซีซั่นนี้ ..

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline