เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเกมที่น่าผิดหวังสำหรับ ทัพปืนใหญ่ พวกเขามีโอกาสทำประตูอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถคว้าโอกาสเหล่านั้นเอาไว้ได้
สุดท้ายมาโดน ลิเวอร์พูล ที่มาเร่งเครื่องในครึ่งหลัง แม้ว่าจะมีโอกาสยิงน้อยกว่า แต่ด้วยความเฉียบคาดของผู้เล่นในแนวรุก และความซวยของทีมฝั่งเจ้าบ้าน ทำให้ทีม หงส์แดง บุกมาอัด ปืนใหญ่ คาบ้าน 0-2 ผ่านเข้ารอบ 4 ศึก เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ วันนี้จะมีประเด็นอะไรที่น่าพูดถึงกันบ้าง มาติดตามรับชมรับฟังกันครับ
[ อาร์เซน่อล มีดีทุกอย่าง ยกเว้นการจบสกอร์ ]
เริ่มต้นมาลูกทีมของ มิเกล อาร์เตต้า ถือว่ากดดันทางฝั่งทีมเยือนอย่าง ลิเวอร์พูล ได้ดีทีเดียว มีโอกาสในการทำประตูอยู่หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยิงนกตกปลากันซะเป็นสว่นใหญ่
โดยในครึ่งแรก อาร์เซน่อล มีโอกาสในการทำประตูถึง 13 ครั้ง เข้ากรอบ 5 ส่วน ลิเวอร์พูล มีโอกาสยิงเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น แต่ อาร์เซน่อล ก็ไม่สามารถเปลี่ยนจากโอกาสมาเป็นประตูได้เลย
โดยเฉพาะ ไค ฮาแวร์ตซ์ ที่วันนี้ถูกจับมาเล่นในตำแหน่งกองหน้าแทนที่ของ กาเบีรยล เชซุส ที่มีอาการบาดเจ็บก่อนเกมทำให้ไม่สามารถลงสนามได้
ฮาแวร์ตซ์ มีโอกาสทำประตูอยู่หลายครั้งมาก แต่เหมือนวันนี้จะลืมกินข้าวมารึเปล่า เพราะยิงแต่ละลูกเหมือนคนไม่มีแรง แถมจังหวะทีเด็ดทีขาดในการเล่นจังหวะสุดท้ายไม่ว่าจะเป็นการยิง หรือการจ่ายก็ทำได้ไม่ดีเลย ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมามันดูผิดพลาดไปหมด
ส่วน บูกาโย่ ซาก้า เองก็ดูผิดฟอร์มไปอย่างชัด แม้ว่าจะมีจังหวะหวือหวาในริมเส้นฝั่งขวา มีลุ้นได้ไปกับบอลหลายครั้ง แต่จังหวะจบยังทำได้ไม่ดีพอ ซึ่งยังเป็นปัญหาของ ซาก้า ที่ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน
จากรูปเกมทั้งหมดปัญหาของ อาร์เซน่อล มันดูชัดเจนมากเหลือเกิน นั่นก็คือการจบสกอร์ ที่ไม่มีความคมเอาเสียเลย เกมรุกดูวูบวาบ สร้างโอกาสได้ แต่ถ้าทำประตูไม่ได้ ผลลัพธ์ก็เป็นไปอย่างที่เห็นนั่นแหละครับ
[ ยังตอกย้ำว่า ซาลาห์ คือคนสำคัญ ]
ถ้าไม่นับจาก 2 ประตูที่ ลิเวอร์พูล ทำได้ในช่วงท้าย มันก็เป็นการตอกย้ำเหลือเกินว่า โม ซาลาห์ คือนักเตะที่ ลิเวอร์พูล ยังหาใครมาแทนไม่ได้จริงๆ
โดยเฉพาะในครึ่งแรกเรียกได้ว่า 3 ผู้เล่นในแดนหน้าของ ลิเวอร์พูล ไม่สามารถผสานงานกันได้ไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ จังหวะดูขาดๆ เกินๆ เหมือนต่างคนต่างเล่นอย่างไงอย่างงั้น
ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ ในวันนี้โดนจับมาเล่นแทนตำแหน่ง ซาลาห์ ก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ ดูไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับเกมเท่าที่ควร
อีกทั้งจังหวะบอลยาวที่ เทรนต์ มันจะเลือกเป้าไปที่ ซาลาห์ เป็นคนมาเก็บบอล แล้วหาจังหวะเข้าทำประตู ก็ถูกตัดออกไป ซึ่งลูกดังกล่าวมักสร้างปัญหาให้กับ อาร์เซน่อล ในนัดที่เล่นในบ้าน ลิเวอร์พูล
[ เจอเก้น คล็อปป์ แก้เกมสุดจริง ]
ในครึ่งหลังต้องชม เจอเก้น คล็อปป์ เลยครับ ว่าพี่แกแก้เกมมาดีจริงๆ ด้วยการส่ง ดิโอโก้ โชต้า ที่มักเป็นตัวแสบของ อาร์เซน่อล เสมอ เพราะไม่ว่าเจอกันทีไรต้องมีสกอร์ไม่ก็แอสซิสต์ทุกที
คล็อปป์ ปรับหมากโดยการใช้ โชต้า มายืนเหมือนเป็น false 9 แล้วจับ หลุยซ์ ดิอาซ โยกไปเล่นทางขวา แล้วขยับ ดาร์วิน นูนเญส ไปเล่นทางฝั่งซ้าย
ปรากฏว่ารูปเกมดูดีขึ้นอย่างชัดเจน จากเกมรุกในครึ่งแรกจากที่ประสานกันไม่ได้ แต่พอมี โชต้า ลงมาเป็นจุดศูนย์กลางในแนวรุก ทำให้ประสิทธิภาพในเกมรุกของ ลิเวอร์พูล ดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เรียกได้ว่า โชต้า ลงมาสร้างมิติในแนวรุกของ หงส์แดง ได้อย่างแท้จริง มีส่วนกับเกมรุกอย่างมาก แถมยังทำได้ 1 แอสซิสต์ จากการจ่ายให้ ดิอาซ ยิงปิดกล่อง
[ แพ้ 3 เกมติด ]
จากความพ่ายแพ้ในนัดนี้ส่งผลให้ อาร์เซน่อล พ่ายเป็นเกมที่ 3 เป็นครั้งแรกในรอบราวๆ 20 เดือน อีกทั้งยังชนะแค่เกมเดียวจากทั้งหมด 7 นัดหลังสุด เสมอ 2 แพ้ไปถึง 4
จากผลงานโดยรวมที่ผ่านมาจัดว่าเข้าขั้นโคม่าแล้วเหมือนกันสำหรับ มิเกล อาร์เตต้า โดยเฉพาะในแนวรุกที่มีปัญหาชัดเจนในเรื่องการจบสกอร์ โดย 3 นัดหลังสุด อาร์เซน่อล มีโอกาสยิงรวมกันกว่า 61 ครั้ง แต่ทำได้แค่ ประตูเดียว
อาร์เตต้า คงต้องคิดแล้วว่าจะต้องเสริมผู้เล่นในตำแหน่งศูนย์หน้าตัวเป้าจริงๆจังๆหรือไม่ เพราะปัญหาทีเห็นมันชัดเจนมากเหลือเกิน มิเช่นนั้นความฝันที่จะพา อาร์เซน่อล คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีกในรอบ 20 ปี อาจจะหลุดลอยออกไปอีกครั้ง
- บีเบลล์ กูนเนอร์ -










