แม้ว่าฟอร์มการเล่นของ บอร์นมัธ จะทำได้ดีในช่วงหลัง แต่ก็มิอาจต้านทานความร้อนแรง ลิเวอร์พูล ไปได้ สวมวิญญาณเครื่องจักรสีแดง บุกมาระเบิดถังขี้ เดอะเชอร์รี่ ถึงถิ่น 0-4 ครองจ่าฝูงต่อไปแบบยาวๆ วันนี้จะมีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้าง มาติดตามรับชมรับฟังกันครับ

[ แนวรุกเฉียบคมเด็ดขาด ]

ยอมรับกันตามตรงถ้าดูจากผลงานในครึ่งแรกของ ลิเวอร์พูล ก็แอบมีหวั่นใจอยู่เหมือนกันในเรื่องเกมรุก เพราะ 3 ประสานในแดนหน้า ไม่สามารถประสานงานกันได้อย่างลงตัวแบบที่ควรจะเป็น

ดูสะเปะสะปะอยู่พอสมควร เหมือนยังจูนกันไม่ติด จังหวะในการสร้างเกมรุกเองก็ยังดูติดๆขัดไม่ไหลลื่น แถมจังหวะการจบสกอร์ดูจะมีน้อยไปหน่อย แต่ก็ต้องชมทางฝั่งเจ้าบ้าน บอร์นมัธ ด้วยเหมือนกันที่ยืนไลน์แผงหลังได้ดี ทำให้ทางฝั่ง ลิเวอร์พูล หาช่องเจาะเข้าไปได้ยาก

ถ้าดูจากสถิติในครึ่งแรก ลิเวอร์พูล มีโอกาสจบสกอร์เพียงแค่ 4 ครั้งเท่านั้น แถมไม่มีจังหวะไหนที่ใกล้เคียงที่จะเป็นประตูเลยแม้แต่ครั้งเดียว

พอเริ่มครึ่งหลังมาเรียกได้ว่า หนังคนละม้วน อย่างแท้จริง ลิเวอร์พูล เปิดเกมรุกเต็มสูบเดินหน้าเข้าทำแบบเต็มอัตราศึก เหมือน เจอร์เก้น คล็อปป์ กระตุ้นมาว่าครึ่งหลังพวกมึงต้องเอาหน่อยแล้ว

พอครึ่งหลังเริ่มมาไม่ถึง 5 นาที ลิเวอร์พูล ก็ได้ประตูปลดล็อคได้สำเร็จจาก ดาร์วิน นูนเญซ ยิงเข้าไปแบบคมกริบสุดๆ 

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ นูนเญซ ทำผลงานได้ได้ดี เพราะนอกจากจะยิง 2 ประตูแล้ว พี่แกยังลงมาช่วยเล่นเกมรับ ดูมุ่งมั่นทุ่มเทเอามากๆ

ส่วนอีก 2 ประตู ก็ได้มากจาก ดิโอโก้ โชต้า ที่ยังคงรักษาจุดเด่นของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยทักษะการยิงประตูที่เฉียบคมเด็ดขาด เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ ลิเวอร์พูล กระส้วกไส้ ในครึ่งหลังถึง 4 ประตู

ประเด็นหลังเกม ลิเวอร์พูล บุกไปอัด บอร์นมัธ ถึงถิ่น 0-4

[ 2 คีย์แมนไม่อยู่ แต่ไม่มีปัญหา ]

แฟนหงส์หายท่านอาจจะคิดในใจว่า โม ซาลาห์ ไม่อยู่แล้วใครจะยิง เพราะตลอด 20 นัดที่ผ่านมา บังโม แทบจะแบกแนวรุกของ ลิเวอร์พูล เลยก็ว่าได้ ด้วยผลงาน 14 ประตู กับอีก 8 แอสซิสต์ คงไม่ต้องบอกว่าพี่แกสำคัญต่อทีมแค่ไหน 

แต่ถ้าดูจากฟอร์มของ ดิโอโก้ โชต้า ณ วินาทีนี้แล้ว ก็ทำเอาเด็กหงส์ทุกหมู่เหล่าต่างโล่งอกโล่งใจกันไปตามๆกัน เพราะ โชต้า เข้ามารับบทบาทของ ซาลาห์ ได้อย่างไม่มีที่ติ กลายเป็นหัวใจในแนวรุกของ ลิเวอร์พูล ไปแล้ว แม้จะมีสไตล์การเล่นที่แตกต่างกับ ซาลาห์ ที่จะไปหนักทางริมเส้นซะส่วนใหญ่

ส่วนทางฝั่ง โชต้า จะเข้ามาเล่นในพื้นที่ตรงกลางมากกว่า และจะสอดประสานกับผู้เล่นคนอื่นในแผงเกมรุก แถมยังคอยหาพื้นที่ว่างในกรอบเขตโทษเพื่อที่จะเข้าไปทำประตู 

นอกจากนั้นแล้ว โชต้า ยังคอยมาล้วงบอลต่ำ ทำให้พื้นที่ของปีกทั้งสองข้างอย่าง ดาร์วิน นูนเญซ และ หลุยส์ ดิอาซ มีพื้นที่ให้เล่นมากขึ้น

ส่วนอีกหนึ่งผู้เล่นคนสำคัญที่ขาดหายไปนั่นก็คือ เทรน อเล็กซานเดอร์ อาโนลด์ ที่นอกจากจะเล่นเป็นแบ็คขวาแล้วยังรับบทบาทเป็น เพลย์เมกเกอร์ ของทีมอีกด้วย ทั้งการวางบอลยาว การจ่ายคิลเลอร์พาส รวมถึงการเล่นในรูปแบบ อินเวิร์ดฟูลแบ็ก อีกเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง คีย์แมน ที่สำคัญมากๆของทีมเลยก็ว่าได้

แต่ก็ต้องชม เจอร์เก้น คล็อปป์ เลยครับที่แก้ปัญหาในจุดนี้ได้ดีมากๆ ด้วยการส่ง คอร์เนอร์ แบรดลีย์ แบ็คขวาดาวรุ่งของทีมลงมาเล่นเป็นตัวจริง แล้วก็ไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวัง แม้จะไม่ได้เล่นในบทบาทเหมือน เทรนต์ แต่ แบรดลีย์ ก็ทำหน้าที่ในฐานะของแบ็คขวาได้ดี ถึงจะมีปัญหาในเกมรับอยู่บ้าง แต่เกมรุกบอกได้เลยว่าสะเด่าโคตรๆขึ้นสุดลงสุด

ประเด็นหลังเกม ลิเวอร์พูล บุกไปอัด บอร์นมัธ ถึงถิ่น 0-4

จังหวะไปกับบอลก็ทำได้เฟี้ยวฟ้าวมาก รวมถึงการประสานงานกับเพื่อนร่วมทีม และการครอสบอล ก็ทำได้ได้แบบไม่มีเขอะเขินใดๆ แถมยังจัด 1 แอสซิสต์ได้อีก บอกได้เลยว่าเจ้าหนูรายนี้อนาคตไกลแน่นอน

[ หนาวต่อเนื่อง ]

หนทางลุ้นแชมป์ของ ลิเวอร์พูล ต้องบอกได้เลยว่าสวยสดงดงามเสียเหลือเกิน ไม่แพ้ในเกม พรีเมียร์ลีก มา 14 เกมติดต่อกัน แบ่งออกเป็นชนะ 9 เสมอ 5 รั้งจ่าฝูงไว้ได้อย่างเหนียวแน่น นำห่างอันดับ 2 อย่าง แมนฯ ซิตี้ อยู่ถึง 5 คะแนน แต่แข่งมากกว่า 1 นัด

นัดหน้าพวกพรี่ๆ ต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของ เชลซี ในช่วงกลางสัปดาห์หน้า แถมสุดสัปดาห์ต้องออกไปเยือนถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี่ยม บ้านของ อาร์เซน่อล อีก

ถ้า ลิเวอร์พูล สามารถคว้า 3 แต้มทั้งสองเกมที่ว่ามาได้ละก็ บอกได้เลยว่าเส้นทางในการลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก หวานเจี๊ยบบบ อย่างแน่นอน

- บีเบลล์ กูนเนอร์-

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline