หลังจากที่สาวก "สิงห์บลูส์" ได้ดี๊ด๊ากันถ้วยหน้า หลังพ้นโทษแบนเรื่องห้ามซื้อนักเตะ เลยมีข่าวเอิกเกริกกันไปทั่วแผ่นว่า บอร์ดบริหารพร้อมทุ่มงบ 150 ล้านปอนด์ มาให้กับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด เอาไปผลาญเงินใช้ซื้อนักเตะเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง เพราะน่าจะอัดอั้นมานานจากช่วงซัมเมอร์ก่อน

อย่างไรก็ตาม วันเวลาผ่านไป นับตั้งแต่เปิดตลาดนักเตะเดือนมกราคม จนกระทั่งระฆังดังเป็นอันหมดเวลา เชลซี ก็ไม่ได้เสริมใครมาสักคนเดียว ผิดกับบรรดาทีมชั้นนำหลายๆสโมสร ที่มีการซื้อผู้เล่นเข้ามา เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง

เลยสงสัยกันไหมว่าทำไม เชลซี ตลาดมกราคม นี้ ถึงเงียบสนิท ลองไปวิเคราะห์กัน

  1. จ้องฟันแต่ตัวดัง ราคาแพง
ด้วยความเคารพพี่น้อง เชลซี ทุกหมู่เหล่า ไม่ได้กล่าวหาว่า เชลซี เป็นทีมกลางตารางหรือยักษ์หลับแต่อย่างใด "สิงห์บลูส์" ยังเป็นยอดทีม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อยู่เสมอ แต่กระนั้นในสถานะปัจจุบัน ที่ยังลุ่มๆ ดอนๆ ไม่รู้ว่าจะคว้าโควต้าไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้หรือไม่ พวกเขาก็เลยต้องการพวกแข้งตัวท็อปเข้ามาเสริมทัพ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระแข้งดาวรุ่ง ระดับ เชลซี อดีตแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ดึงดูดผู้เล่นได้ไม่ยาก ทว่าตลาดหน้าหนาวนี้ ตามที่ "สิงห์บลูส์" มีข่าว มีแต่ตัวเป้งๆ เริ่มจาก เอดินสัน คาวานี่ กองหน้าชาวอุรุกวัย ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนสถานะในทีม ปารีส แซงต์-แชร์กแมง จากตัวจริง สู่ตัวสำรองถาวร ทำให้มีข่าวว่าอยากได้ตัว แย่งกับ แอตเลติโก มาดริด กระนั้นด้วยค่าตัว 30 ล้านยูโร กับชายที่กำลังอายุครบ 33 ปี ที่แพ๊งแพง กับ สัญญาเหลืออีกแค่ 5-6 เดือน เลยทำให้ คาวานี่ กับ เชลซี กลายเป็นเส้นขนานที่ไม่ได้บรรจบ คนต่อมา ดรีส์ เมอร์เท่นส์ ดาวยิง ฟอลส์-ไนน์ แห่ง นาโปลี เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ เชลซี ให้ความสนใจอยากได้ตัวมาเดือนมกราคมนี้ .. จริงอยู่ดาวเตะทีมชาติเบลเยี่ยม เหลือสัญญากับ นาโปลี ถึงจบซีซั่นนี้ และ สภาพทีมกำลังย่ำแย่ แต่เชื่อเถอะว่า ทัพ "อัซซูร่า" แทบไม่มีโอกาสปล่อยตัวกลางฤดูกาลเลย เพราะถ้าขายออกไป เละกว่านี้แน่นอน แม้จะตกเป็นสำรองไปบ้าง แต่ก็ยิงประตูต่อเนื่อง ฉะนั้นโอกาสได้ตัวช่วงซัมเมอร์น่าจะง่ายที่สุด
  1. ตัวหลักอยู่ครบ ไม่ได้ย้ายไปไหน
ย้อนกลับไปช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แฟร้งค์ แลมพาร์ด ได้สร้างทีมในแบบฉบับที่ "จำกัดจำเขี่ย" เพราะทีมโดนแบนห้ามลงทะเบียนนักเตะหน้าใหม่เข้ามา ต้องใช้นักเตะที่มีอยู่ และ ดันดาวรุ่งขึ้นสู่ชุดใหญ่ แบบที่เห็นโลดแล่นกันบนเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่าง เมสัน เมาท์, คัลลั่ม-ฮัดสัน โอดอย หรือ แทมมี่ อับราฮัม เป็นต้น ด้วยฟอร์มของ เชลซี ที่เดี๋ยว 3 วันดี 4 วันไข้ ก็ทำให้แฟนบอลเข้าใจ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่ต้องกุมบังเหียนแบบไม่มีแข้งหน้าใหม่ บวกกับ "เดอะ แบก" อย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ก็เจ็บออดๆแอดๆ กระนั้นก็ยังประคองตัวรั้งอันดับ 4 โควต้า "บิ๊กเอียร์" เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น พร้อมทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อันดับ 5 ถึง 6 แต้ม เพราะทีมอื่นๆก็สะดุดตีนตัวเองล้มเช่นกัน ปัจจุบัน นับว่า เชลซี มีขุมกำลังแทบจะสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ตัวหลักกลับมาลงสนามกันได้หมดแล้ว เหลือเพียง คริสเตียน พูลิซิช เท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจทำให้ แลมพาร์ด ไม่ต้องการเสริมใครเข้ามาอีกแล้ว และ ก็ไม่มีใครย้ายออกไปไหนด้วย บางทีถ้าฝืนไปซื้อตอนนี้แล้วมีเวลาปรับตัวกับทีมไม่มาก อาจพังยาวไปเลย สู้ไปรอเสริมช่วงซัมเมอร์ดีกว่า เพราะมีเวลาให้พิจารณาเลือกนักเตะเต็มที, มีเวลาให้นักเตะได้ปรับตัว และ ที่สำคัญจะได้ใช้เงินทุ่มให้แบบจัดหนักจัดเต็มไปเลย
  1. บอร์ดบริหารไม่เดินงาน
ในข้อนี้ ขออ้างอิงจากสมัยที่ อันโตนิโอ คอนเต้ อดีตกุนซือ เชลซี เคยโกรธเป็นฝืนเป็นไฟ ที่ บอร์ดบริหารไม่สามารถคว้าผู้เล่นตามที่เขาสั่งมาได้เลย จนทำให้ทีมฟอร์มแย่ ก่อนจะกินเกาเหลาชามโต ระหว่างกุนซือชาวอิตาลี กับ บรรดาบิ๊กบริหาร "สิงห์บลูส์" เพราะ คอนเต้ ไม่มีอำนาจในการซื้อผู้เล่นสักนิดเดียว และ การแยกทางคือหนทางสุดท้าย ฉะนั้นเรื่องดังกล่าวก็คงสืบทอดมาถึงช่วง แฟร้ง แลมพาร์ด รับหน้าที่กุมบังเหียนไม่มากก็น้อย เพราะบางทีตัวผู้เล่นที่พิจารณาอยากจะได้มาเสริมทัพ อาจไม่เข้าตาบอร์ดบริหารก็เป็นได้ ต่อให้เป็นนักเตะที่ต้องการมากก็ตาม ซึ่งประเด็นนี้มันก็เป็นเรื่องภายใน และ แลมพาร์ด เองก็คงไม่อยากเอ่ยออกมา จะเห็นได้ว่าหลังจากที่ตลาดปิดตัวลง และ เชลซี ไม่ได้ใครมา แฟนบอลมีการตำหนิถึงการทำงานของบอร์บริหารเรื่องการซื้อนักเตะ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่มันเป็นประวัติด่างพร้อยมาให้เห็นกันนานแล้ว
  1. บารมีดึงดูดนักเตะของ แลมพาร์ด
ในเรื่องของการเป็นนักเตะ แฟร้งค์ แลมพาร์ด คือตำนานของ เชลซี แบบไม่ต้องสงสัย เขาคือดาวซัลโวตลอดกาลของสโมสร ทั้งที่เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ พาทีมคว้าแชมป์ มาประดับตู้โทรฟี่ได้มากมาย อาทิ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ, ยูโรปา ลีก และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หากแต่เปลี่ยนสายงานกุนซือ แลมพาร์ด เพิ่งมีประสบการณ์เพียงแค่ 2 ฤดูกาล เท่านั้น เริ่มจากคุม ดาร์บี้ เคาน์ตี้ เมื่อซีซั่น 2018-19 มีดีกรีพาทีมเล่นเพลย์ออฟ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ แต่ไม่ได้เลื่อนชั้น ก่อนจะก้าวกระโดดขึ้นมาคุม เชลซี เพราะ "ซูเปอร์แฟร้งค์" รู้จักสโมสรและเหล่าดาวรุ่งเป็นอย่างดี ในช่วงสโมสรติดโทษแบน แต่ก็อย่างที่บอก ด้วยประสบการณ์การคุมทีม บวกกับสถานการณ์ เชลซี ตอนนี้ ยังลุ่มๆ ดอนๆ ทำให้ แลมพาร์ด ไม่อาจโน้มน้าวใจเหล่าตัวท็อปให้ย้ายมาร่วมทีมได้ .. ถ้าทุกอย่างเป็นแบบนี้ แลมพาร์ด มีเวลาโชว์ฝีมือให้เห็นในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ได้เป็นรองใคร เพื่อเสริมสร้างบารมีให้มากกว่านี้
logoline