ปี 2020 หลายๆ คนคาดหวังเอาไว้ว่ามันต้องเป็นปีที่ดีและต้องเจอกับสิ่งดีๆ ในชีวิต หลายๆ คนอาจสมหวัง หลายๆ คนผิดหวังซึ่งหนึ่งในคนที่ต้องเจอกับวันที่เลวร้ายนั่นก็คือบุคคลากรทุกคนที่ บาร์เซโลน่า
แต่จะเป็นเรื่องอะไรบ้างนั้นวันนี้ทาง 'ขอบสนาม' จะนำทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 35 วันที่ผ่านมา
เปิดหัวปี 2020 ได้บู่สุดๆ
บาร์เซโลน่า ต้อนรับปี 2020 ได้ไม่สวยหรูเลยสักนิดนั่นคือการบุกไปเสมอกับ เอสปันญ่อล 2-2 ในศึก ดาร์บี้ แมตช์ ประจำแคว้นกาตาลัน ทั้งที่จริงๆ ควรเก็บ 3 คะแนนได้แท้ๆ เพราะทัพ 'ไอ้นกแก้ว' จมดิ่งอยู่โซนท้ายตาราง และทรงบอลก็ไม่ได้ดูดีเลยสักนิด แต่สามารถตีเสมอ 2-2 และแบ่งแต้มกับ บาร์ซ่า ได้
เท่านั้นยังไม่พอเพราะจากนั้น บาร์เซโลน่า มีคิวประเทศซาอุดิอาระเบียเพื่อทำศึก ซูเปอร์ โกปา เด เอสปันญ่า เจอกับ แอตเลติโก มาดริด ในรอบตัดเชือก ผลการแข่งขันเหมือนจะเป็นใจสำหรับพวกเขา แต่ท้ายที่สุดช่วงที่นำอยู่ 2-1 ดันมาโดนจุดโทษของ อัลบาโร่ โมราต้า (นาที 81) และ อังเคล กอร์เรอา (นาที 86) ยิงแซงชนะในช่วงท้ายเกม
บัลเบร์เด้ ตกงาน
เมื่อต้องผิดหวังกับการคว้าแชมป์โทรฟี่แรกของซีซั่น บวกกับทรงบอลที่ชวนผิดหวังนั่นทำให้บอร์ดบริหารของ บาร์เซโลน่า เริ่มถกเครียดกันมากขึ้นเรื่องตำแหน่งกุนซือ ว่ากันว่าตามความต้องการของสโมสรพวกเขาอยากได้ตัว ชาบี เอร์นานเดซ มาสานต่อบนม้านั่งกุนซือ แต่กลับได้คำตอบเป็นการปฏิเสธไป เช่นเดียวกับทาง โรนัลด์ คูมัน และ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ก่อนที่อีกไม่กี่วันต่อมาจะมีการสั่งปลด เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ และแต่งตั้ง กีเก้ เซเตียน นายใหญ่ของ เรอัล เบติส
ความล้มเหลวในการเสริมทัพ
สมัย กีเก้ เซเตียน คุม เรอัล เบติส เขาทำผลงานได้ดีกับการเล่นเกมบุก นั่นเลยทำให้หลายๆ ฝ่ายเชื่อว่าน่าจะบัญชาทัพ บาร์ซ่า ได้ไม่อยาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นการครองบอลที่ดีเยี่ยม แต่กลับเจอปัญหาด้านการสร้างสรรค์เกม และเจาะเข้าทำเพื่อไปยิงประตู ซึ่งปัจจัยหลักๆ ส่วนหนึ่งคือการขาดแคลนผู้เล่นในแนวรุก เพราะทาง บาร์เซโลน่า ปล่อยตัว การ์เลส เปเรซ ไปให้ โรม่า ส่วน หลุยส์ ซัวเรซ เจอปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงาน ทำให้ทีมเหลือใช้งานแค่ ลิโอเนล เมสซี่, อองตวน กรีซมันน์ และ อันซู ฟาติ ดังนั้นหนทางแก้ไขเลยก็คือการหากองหน้าตัวใหม่มาเสริมแกร่งในเดือนมกราคม และทาง บาร์เซโลน่า เองก็มีข่าวพัวพันกับผู้เล่นหลายคน แต่สุดท้ายก็นำเข้าใครไม่ได้เลย
การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม
เรื่องราวการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของบอร์ดบริหาร บาร์เซโลน่า ถูกเผยแพร่ออกสื่อโดยมี อิวาน ราคิติช เป็นกระบอกเสียง อย่างที่ทราบกันก็คือ อิวาน ราคิติช มีสถานะเป็นอะไหล่สำรองของ บาร์ซ่า ในซีซั่นนี้ และเจ้าตัวก็แสดงเจตนาชัดเจนว่าต้องการย้ายทีมในช่วงเดือนมกราคมนี้เลย และก็มีข่าวกับหลายๆ ทีมด้วย แต่สุดท้ายการย้ายทีมก็ไม่เกิดขึ้น นั่นทำให้ อิวาน ราคิติช ออกมาเหน็บการทำงานของบอร์ดบริหารออกสื่อ เพราะการหาทางออกที่ดีที่สุดให้ทุกฝ่ายเป็นสิ่งที่บอร์ดบริหารต้องทำ
'มีบางเรื่องที่ผมไม่ชอบใจนัก ผมพูดไว้ชัดเจนนะว่าผมต้องการอะไร เรารู้ว่ามีคนที่คอยทำการตัดสินใจ แต่เราเองก็อยู่ตรงนี้และก็ไม่ได้หัวเราะหรือเอ็นจอยไปกับทุกสิ่ง สุดท้ายแล้วสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสโมสรมันต้องเป็นเรื่องที่ดีสำหรับทุกฝ่าย บางทีเราก็ต้องยอมรับความไม่เข้าใจในบางเรื่อง ผมดีใจที่ผมได้ลงเล่น (เกมชนะ เลบานเต้ 2-1)' แต่ตอนนี้มันก็ไม่ใช่เวลาที่ต้องพูดถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว เพราะมันเกิดขึ้นแล้ว ผมก็ต้องพยามที่จะไม่คิดถึงมัน คุณต้องทำงานด้วย แนวทางที่ดีที่สุด เพราะช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดกำลังจะมาถึง ผมอยากให้เพื่อนร่วมทีม, ฝ่ายเทคนิค และแฟนบอล หวังพึ่งพาผม'
นอกจากตัว อิวาน ราคิติช แล้วจริงๆ ก็มีนักเตะอีกหลายคนที่มีใจอยากจะได้ออกจากทีม แต่ก็ไม่ได้ย้ายนั่นคือ อาร์ตูโร่ วิดัล และ ซามูเอล อูมติตี้
ปัญหาภายใน
เรื่องนี้เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เลยมันแสดงให้เห็นถึงปัญหาภายในของ บาร์เซโลน่า ว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ และก็มีมานานมากแล้วด้วย โดยเรื่องมันเกิดจากผู้อำนวยการกีฬาอย่าง เอริค อบิดัล ที่จู่ๆ ก็ออกมาวิจารณ์ขุนพลชุดปัจจุบันมีคนที่ไม่พอใจการทำงานของ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ และก็บอกอีกด้วยว่ามีนักเตะบางคนที่ไม่ทุ่มเทและทำงานหนักมากพอก็เลยทำให้ น้าเด้ ต้องตกงานไป ก่อนที่หัวโจกของทีมอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ จะหัวเสียและออกมาเปิดปากสวนกลับในทันทีในทำนองที่ว่า 'จริงๆ เรามีหน้าที่อะไรก็ควรใส่ใจแค่งานของตัวเอง'
"จริงๆผมไม่ชอบทำอะไรแบบนี้เลย แต่ผมคิดว่าทุกคนต้องรับผิดชอบต่องานของตัวเอง และต้องรับผิดชอบกับการตัดสินใจของพวกเขา สำหรับนักฟุตบอลแล้วสิ่งนั้นคือการทำให้ดีที่สุดในสนาม และเราก็เป็นคนแรกด้วยที่จะยอมรับว่าเราเล่นได้ไม่ดีเอง"
"คนที่เป็นผู้บริหารงานด้านกีฬาก็ควรทำงานตามหน้าที่ของตัวเองเหมือนกัน และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเราต้องจัดการกับการตัดสินใจของตัวเอง และเมื่อคุณพูดเกี่ยวกับนักเตะแล้ว คุณก็ควรจะพูดชื่อออกมาเลยว่าคนนั้นมันเป็นใคร เพราะมิฉะนั้นมันจะกลายเป็นว่าคุณได้สร้างมลทินกับนักเตะทุกคน และทำให้ข่าวลือที่ไม่เป็นความจริงมันแพร่กระจายไปไกล"