กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาหลัง ลิเวอร์พูล เป็นสโมสรลำดับที่ 5 ต่อจาก นิวคาสเซิ่ล, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, บอร์นมัธ และ นอริช ซิตี้ ที่ประกาศพักงานลูกจ้างของสโมสรชั่วคราว จำนวนกว่า 200 คน ซึ่งจะทำให้ทุกคนได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลจำนวน 80 % ของรายได้ ขณะที่สโมสรจะจ่ายส่วนที่เหลืออีก 20 % เพื่อให้พนักงานยังคงได้รายได้เต็มจำนวน นอกจากนี้ยังมีการหารือลดค่าเหนื่อยผู้เล่นในทีมด้วย
ท่าทีของสโมสรในครั้งนี้สร้างความผิดหวังให้แก่หลายฝ่าย หมู่ลูกจ้างพนักงานของสโมสร รวมถึงเหล่าแข้งตำนานของทีมรายคน และกลายเป็นประเด็นดราม่า เพราะเสียงแตกออกเป็น 2 ฝ่าย โดยมองว่าไม่เหมาะสม สื่อ, คอลัมนิสต์ และ อดีตนักเตะ มองว่าไม่น่าเคลื่อนไหวในมุมแบบนี้ เพราะเปรียบเสมือนการไปเบียดเบียนงบประมาณโดยเกินความจำเป็นในยามวิกฤต และเสียศักดิ์ศรี
อย่างไรก็ตามล่าสุด สโมสร ลิเวอร์พูล ก็ทนเสียงวิจารณ์ไม่ไหว ออกมาแถงกลับลำเป็นที่เรียบร้อย ลิเวอร์พูล ตัดสินใจไม่พักงานพยักงานชั่วคราวเพื่อรับเงินเยียวยาจากรัฐบาล และทางสโมสรจะยังคงจ่ายเงินค่าจ้างเต็มจำนวน 100% ให้กับพนักงาน
"เราเชื่อว่าเราได้ข้อสรุปที่ผิดพลาดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเรายืนยันจะใช้มาตราการรักษางานจากวิกฤตโคโรน่าไวรัส และพักงานลูกจ้าง เนื่องจากการระงับการแข่งขันของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ซึ่งสำหรับกรณีนี้เราต้องแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ความตั้งใจของเรายังคงเป็นการทำให้แน่ใจว่าทีมงานทั้งหมดจะได้รับการปกป้องให้มากที่สุดเท่า จากการสูญเสียรายได้ในระหว่างช่วงเวลาที่คาดไม่ถึงเช่นนี้ เราให้คำมั่นสัญญาว่า จะแก้ไขปัญหาในช่วงที่ไม่มีเกมการแข่งขันเพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่ใช้มาตรการของทางรัฐบาล" ปีเตอร์ มัวร์ ซีอีโอ ของสโมสร ลิเวอร์พูล ออกแถลงการณ์
จากเรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของสโมสร ลิเวอร์พูล และเหล่าผู้บริหารไม่น้อย เพราะบางทีการตัดสินใจเดินหมากผิด อาจจะถูกรุกฆาตได้ ทุกอย่างที่เคยทำดีมาอาจจะถูกสิ่งที่ดูแย่เช่นนี้กลบได้ในพริบตา เป็นบทเรียนสำคัญของทางสโมสร และ เฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป หรือ FSG
สำหรับในเรื่องนี้ บอร์ดบริหาร ลิเวอร์พูล ไม่ได้ทำผิดกฎแต่อย่างใด เพราะเป็นสิทธิ์ที่พวกเขาทำได้ และเชื่ือว่าทางบอร์ดบริหารเองคงอยากจะให้สโมสรอยู่รอดในระยะยาว ถึงแม้ว่า ลิเวอร์พูล จะจ่ายไหวในตอนนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าวิกฤตการขาดรายได้นี้จะลากยาวไปถึงเมื่อไหร่ สโมสรคงไม่อยากเจ็บตัวหนัก
หากมองในด้านธุรกิจก็ต้องบอกว่าเป็นผลดี แต่หากมองในหลักมนุษยธรรมก็เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมเท่าไหร่ในเวลาแบบนี้ เพราะทีมกลางตารางหลายทีมยังไม่ได้ใช้สิทธิ์เข้าร่วม แต่ ลิวอร์พูล เป็นสโมสรใหญ่มีผลประกอบการและกำไรที่สูงกลับเสียศักดิ์ศรีด้วยการผลักภาระให้ภาครัฐ
บทเรียนครั้งนี้ของ ลิเวอร์พูล คงจะเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของผู้บริหารกับนโยบายในครั้งต่อไป บางทีก็ต้องตัดสินใจก็ต้องคิดไตร่ตรองถึงผลที่ตามมาให้ถี่ถ้วน เพราะปัจจุบันแม้จะกลับลำ แต่ก็ไม่พ้นโดนหาว่าเป็นสโมสรขี้งก ขี้เหนียวอยู่ดี คงต้องคิดเสมอว่าทุกอย่างที่ทำนั้นคนพร้อมจะมองออกเป็น 2 มุมมองเสมอ ทั้งออกมาดี และไม่ดี อยู่ที่ชั่งน้ำหนักแล้วฝั่งไหนจะหนักกว่ากัน เช่นเดียวกับการใช้ชีวิต เราเองก็ต้องคิดก่อนทำ เพราะผลที่ตามมาอาจจะสร้างผลกระทบให้ตัวเรามากกว่าผลดีที่จะได้รับนั่นเอง และกว่าจะกู้ชื่อเสียงกลับมาได้มันยากกว่าสร้างชื่อเสียงนัก
- เปี๊ยกบางใหญ่ -










