ครั้งแรกไปดูหนังจากที่หนังเข้าฉายครบปีที่ House 3 ย่านจัดหนังรางวัลออสการ์มาฉาย ก็เลยซื้อตั๋วไปดู ปรากฏว่ารู้สึกประทับใจมากเลยอยากมาบอกเล่าเรื่องราวซะหน่อย
หนังคือคนผิวสี คนผิวขาว ที่มาเล่าเรื่องราว Road Movie แต่เพิ่มเติมคือการใส่รายละเอียดของความคิดตัวละครเข้าไป ทำให้มันไม่ได้เป็นแค่หนัง ‘เหยียดผิว’ ทั่วไป แต่เป็นหนังที่เจาะลึกลงไปถึง ‘รากความคิด’ ของ ‘คนขาว’ เกี่ยวกับการ Recist ที่ถูกฝังลึกมาเป็นเวลานาน ไปจนถึงการต่อสู้ทางความรู้สึกของ ‘คนผิวสี’ ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ค่าของความเป็นคนไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เฉดของสีผิวเลย
ความตลกร้ายแรกสุดของหนังอาจจะเป็นการเซ็ตติ้งตัวละครให้มีความย้อนแย้งกับสิ่งที่ ‘คนขาว’ มอง โดยให้ ‘ดร.ดอน’ เป็นคนผิวสีที่ร่ำรวย มีความสามารถ รสนิยมดี เล่นเปียโนระดับอาชีพ เจ้าบทเจ้ากลอน และให้ ‘โทนี่’ เป็น ‘คนขาว’ ที่ก้ำกึ่งจะเป็น ‘คนเลว’ ทั้งนิสัยหัวหมอ ขี้ขโมย หัวรุนแรง เขียนหนังสือไม่เป็น และการโคจรมาพบกันของทั้งสองคน ก็คือการที่ ‘คนผิวสี’ จ้าง ‘คนขาว’ มาขับรถไปทัวร์เปียโนเป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งถ้ามองแค่ภายนอก มันก็เป็นหนังที่ ‘ตลกร้าย’ และ ‘ยอกย้อน’ คนขาวได้แสบสันต์ประมาณหนึ่งแล้ว
แต่หนังไม่ได้ตั้ง ‘คนผิวสี’ ให้เป็น ‘ผู้กระทำคืน’ เหมือนกับภายนอกที่เราเห็น แต่การเดินทางของพวกเขาทั้งสองคน คือการเติมเต็มความเป็นมนุษย์ ผ่านมุมมองที่เป็นขั้วตรงข้ามซึ่งกันและกัน เราจะได้เห็นมุมมองของคนขาวที่มีต่อคนผิวสี ไปจนถึงคนผิวสีที่มีต่อคนขาว แต่มันให้ความรู้สึกที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะคนขาวมองคนผิวสีในเชิง‘เหยียด’ ซะมากกว่า ซึ่ง ‘โทนี่’ เองก็เป็นคนแบบนั้น สังเกตได้จากองก์แรกที่เขาทิ้งแก้วน้ำที่คนผิวสีดื่มลงถังขยะ และการพูดจาก Sterotype คนผิวสีอีกสารพัด ในขณะที่ ‘ดร.ดอน’ คือคนผิวสีที่ไม่ได้มาเพื่อ Judge คนขาว แต่เราจะเห็นการต้องทนต่อสิ่งที่ไร้อารยธรรม ทั้งจากตำรวจ นักเลง คนทั่วไป ร้านขายสูท ไปจนถึงคนที่จ้างเขามาเล่นเปียโนเองก็ตาม ซึ่งมันคือความเหยียดแบบซ้อนในซ้อนที่น่าสะอิดสะเอียน
เคมีของนักแสดงลงตัวจนเกือบจะเป็นความสัมพันธ์แบบ Homosexual แล้ว เราจะเห็นการละลายพฤติกรรมซึ่งกันและกัน ไปจนถึงการทลายกำแพงของความคิดที่มีต่อกันออกไปจนหมด มันเลยทำให้ซีนสุดท้ายใน ‘วันคริสต์มาส’ เป็นซีนที่อิ่มเอมใจ และเห็นถึงการก้าวผ่านของ ‘คนขาว’ ที่มีทัศนคติเหยียดผิวสู่การอยู่ร่วมกันอย่างปุถุชน รวมถึงการก้าวออกมาจาก Comfort Zone ของ ‘คนผิวสี’ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันดีของคนต่างสีผิว ซึ่งต้องชื่นชมการแสดงของทั้งคู่ ที่มีสิทธิ์โลดแล่นบนเวทีออสการ์อย่างแน่นอน แต่คนที่เราชอบที่สุดคือ ‘Mahershala Ari’ ที่ท็อปฟอร์ม และต่อยอดการแสดงจาก ‘Moonlight’ ได้อย่างงดงาม
สรุป : Green Book เป็นหนังที่ประทับใจมันพูดถึงประเด็นการเหยียดผิวแบบที่คุ้นเคยในรูปแบบ ผ่อนคลายได้อย่างฉลาด ความตลกร้ายของมันเพียงพอที่จะทำให้เรา ‘จุก’ ไปกับหลายสิ่งที่ปรากฎในเรื่อง และมันก็แสดงให้เห็นถึง ‘ความสวยงาม’ ที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของมนุษย์ และถ่ายทอดออกมาเป็น ‘รูปธรรม’ ได้อย่างมีความหมาย ถ้าชอบ ‘The Help’ หรือ ‘Hidden Figure’ เราคิดว่าก็น่าจะชอบเรื่องนี้เหมือนกัน
หนังรับชมได้แบบถูกลิขสิทธิ์ผ่านทาง HBO GO










