หากเอ่ยถึงเกมดังญี่ปุ่นที่ครองใจแฟนๆทั้งเพลย์สเตชั่นและพีซี มายาวนานร่วมๆ 30 ปี ชื่อของ Final Fantasy คงติดหูคอเกมเมอร์แน่ ในอดีตเคยมีการหยิบเกมเรื่องนี้มาทำเป็นหนัง แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยประทับความสำเร็จมากเท่าที่ควร มาเที่ยวนี้ทีมงานจึงปรับบริบทใหม่ นำเกมและคนอยู่ในหนังและใส่มิตรภาพความผูกพันของพ่อลูกลงไป มันเลยทำให้หนังดูอารมณ์ดีและให้แง่คิดมากมาย

หนังเรื่องนี้เกิดจากการหยิบไอเดียการบันทึกใน Blog ที่มีผู้เข้าอ่านมากกว่า 10 ล้านครั้ง เกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่บอกเล่าเรื่องที่เขาปิดบังตัวตนแล้วแอบเล่นเกมออนไลน์ Final Fantasy XIV กับพ่อของเขา แล้วความสัมพันธ์ในครอบครัวจากที่เคยห่างเหินกันก็กลับมาใกล้ชิดกันมากขึ้น คนส่วนใหญ่มักหลงลืมผู้ให้กำเนิดตัวเอง เราผูกพันกับพ่อแม่ตอนเด็ก แต่พอเติบโตความห่างเหินเกิดขึ้น หลายๆครั้งก็มักหลงลืมถึงไป ตัวพระเอกก็เช่นกัน เพียงแต่ช่องว่างความรู้สึกทำให้เกิดเป็นปมในใจไม่พูดจากัน เงียบเหมือนคนไม่รู้จักกัน ผมเองก็เคยเป็นมาก่อนนะ จึงเข้าใจสิ่งที่หนังนำเสนอออกมา ดูเรื่องนี้แล้วสามารถย้อนกลับมาดูตัวเองได้เลย สิ่งต่อมาที่ผมเองชอบคือการนำเกม Final Fantasy มาเป็นสื่อกลาง อย่างที่รู้กันว่าเกมนี้ภาพสวยมากๆ และน้ำหนักของหนังเรื่องนี้เกือบครึ่งทางคือภาพจากเกมล้วนๆ ใครก็ตามที่ติดเกมนี้ ก็อยากจะเล่นไปเรื่อยๆจนกว่าจะสิ้นสุด พระเอกกับพ่อกดเกมกันอย่างเอาเป็นเอาตายไปข้างหนึ่ง แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งซากางุจิ เคนทาโร่ พระเอกหนุ่ม ได้รู้ตัวตนของพ่อตัวเอง ไม่ต้องพูดจากัน แต่เฝ้ามองผ่านเกม ก็มีความสุขมากพอแล้ว สรุป : นี่คือหนังที่ค่อนเรียบง่าย มีเกมเป็นสื่อกลางความสัมพันธ์ของพ่อและลูก องค์ประกอบครบถ้วนซึ้งกินใจผู้ชมแน่ๆ เพราะมันคือหนังที่แสดงให้เห็นถึงสายใยของครอบครัวเป็นสิ่งที่ดีสุดสำหรับชีวิตมนุษย์
logoline