ย้อนกลับไปปี 2010 มีเหตุการณ์สะเทือนโลกครั้งใหญ่ของแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลที่เกิดระเบิดอย่างยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์น้องๆเหตุการณ์ไททานิคเมื่อปี 1912 ยังไงยังงั้น และหลังจากเวลาผ่านไป 6 ปี เหตุการณ์นี้ก็ถูกนำมาถ่ายทอดบนแผ่นฟิล์มโดยผู้กินกับ เอ้ย ผู้กำกับฝีดีอย่าง Peter Berg ผู้เคยฝากฝังผลงานขั้นเทพอย่าง Battleship และ Lone Survivor โดยในเรื่องนี้ตัวผู้กำกับยังได้ Mark Wahlberg นักแสดงที่เคยทำให้หนังเค้าปังมาแล้ว

โดย Deepwater Horizon จะเป็นเล่าเรื่องที่อิงจากเรื่องจริงแทบจะทุกอย่างโดยผ่านมุมมองของ ไมค์ วิลเลี่ยมส์ เป็นหลัก ที่นำแสดงโดยพี Mark Wahlberg ผู้เป็นวิศวะกรซ่อมบนแท่นขุดเจาะนี้ กับเพือนๆของเขาที่ไดต่างร่วมชะตากรรมกับ 36 ชั่วโมงแห่งหายนะในกองเพลิง จากการระเบิดของแท่นขุดเจาะ ดีพวอเทอร์ฮอไรซัน แห่งนี้ และจุดขายสุดๆในการดูเรื่องนี้คือถ่ายทอดออกมาได้แบบที่เรารู้สึกได้ว่าอยู่ในสถานการณ์นั้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพเสียงระเบิด เสียงการพังของโครงสร้างทางทะเล ซึ่งรับประกันว่าทุกอย่างจะประดังประเดเข้ารูหูคุณแบบคุ้มค่าทุกบาทที่ควักจนแบบว่าหากเรามานั่งดูในคอมมันคงไม่มีวันได้อารมณ์ขนาดนี้ แน่นอนว่าพอหนังสร้างมาจากเรื่องจริงมันก็ทำให้เราสามารถคาดเดาอะไรได้พอสมควร แต่แม้จะเดาได้อย่างไรก็ตาม ตลอด 2 ชั่วโมงของตัวหนัง มันพาเราลุ้นและอินได้เรื่อยๆตลอดเวลาเลยจริงๆ ยิ่งช่วงหลังๆของเรื่องล่ะโคตรแม่งเอ้ย ลุ้นเยี่ยวเล็ด บวกกับฉากจบที่ผู้กำกับใส่เข้ามายิ่งพาอินและได้เห็นความร้ายแรงและผลกระทบต่อเหตุการณ์นี้ ข้อเสียเดียวในหนังคือ ในหนังนั้นมันอิงมาจากเรื่องจริงดังนั้นใครโง่สายวิทย์ มันจะชวนงงอย่างมากกับบทพูดของตัวละครในบางอริยาบท และตัวหนังที่เรียกได้ว่าไม่ค่อยมีอะไรมากมาย เพราะตัวหนังจะเน้นใช้บทสัมภาษณ์จริงๆของไมค์ วิลเลี่ยมส์ที่เป็นผู้รอดชีวิตในเหตุการณ์นี้ เป็นแก่นของเรื่องมากกว่าจะใส่เสริมความเป็นหนังเติมความดราม่าให้มากหน่อยเหมือนกับหนังทั่วไปๆ สรุป : นี่น่าจะเป็นหนังที่ปีเตอร์ เบิร์ก ผู้กำกับประสบความสำเร็จไม่ขาดทุน นำความจริงมาเล่าผ่านสู่แผ่นฟิลม์ได้น่ายกย่อง เสียดายผมพลาดไม่ได้ดูในโรงหนัง แจกคะแนนรีวิว 8/10 หนังรับชมแบบถูกลิขสิทธิ์ผ่านทาง Itunes นะครับ
logoline