โปรเจ็คหนังแอ็คชั่นฟอร์มยักษ์เกาหลีที่ได้ไปเปิดตัวในเทศกาลหนังเบอร์ลินในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางความสนใจในตัว Time to hunt จากต่างประเทศมากมาย แต่เพราะโควิด 19 ทำให้หนังจำใจมาอยู่ในแพลตฟอร์ม Netflix แทน ในทีแรกผมคิดว่าหนังน่าจะดุเดือด แต่ในความเห็นส่วนตัว คือดีแค่ในพาร์ทแอ็คชั่นเท่านั้น ส่วนประเด็นอื่นดูน้ำหนักเบาเกินไปที่จะทำให้ผมอินได้จริงๆ
ข้อดี
จุดเดียวที่น่าจะทำให้เราเอ่ยปากชื่นชมออกมาคือในเรื่องของฉากแอ็คชั่น ภาพสังคมเกาหลีใต้ที่ดูเสื่อมโสม กลุ่มโจรวัยรุ่น 4 คนเลือกที่จะปล้นเพื่อหาเงินและเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น โดยความเป็นวัยรุ่นคะนองจึงเลือกไปปล้นบ่อนการพนันซึ่งดูแล้วมันง่ายกว่าธนาคาร ขโมยชิพและเงินจากในบ่อน และหยิบฮาร์ดดิสก์บันทึกภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งพวกเขาหารู้ไม่ว่า ฮาร์ดดิสก์นี้แหละที่ทำให้บ่อน ส่งนักฆ่ามืออาชีพมาไล่ล่าตัว และก็ค่อยๆนำพาไปสู่ฉากการดิ้นรนหนีเอาตัวรอด เพราะมือสังหารคนนี้เกาะลอยตามหาพวกเขาเจอ เป้าหมายเดียวคือการเอาชีวิตไม่ได้แค่ทวงเงินคืนหรือเอาฮาร์ดดิสก์ บรรยากาศในซีนต่อสู้กันมันช่างดูบีบขันอารมณ์ดี
ข้อเสีย
ในทีแรกผมก็เข้าใจโทนหนังคือเกาหลีใต้ในอนาคตที่อยู่ในสภาพทรุดโทรมปรากฏว่า โลกอนาคตในหนังไม่ห่างไกลกับเหตุการณ์ในยุคปัจจุบันเลย ทั้งที่พยายามจะตีความให้เห็นถึงสภาพสังคมเกาหลีแท้ๆ หนังทุ่มเงินสร้างไปเยอะแต่ดีไซต์องค์ประกอบไม่คุ้มค่าเลย เหมือนว่าหมดไปกับดาราวัยรุ่นดังมากเกินไป แต่กลับละเลยฉากแอ็คชั่นที่เหมือนยิงกระสุนกันเยอะเกินไป คือรู้สึกแปลกใจมากไปฉายที่เทศกาลหนังเบอร์ลินได้ไงเนี่ยงงมาก
สรุป
เป็นหนังแอ็คชั่นที่ดูเอามันแค่พาร์ทการหนีการตามล่าโดยนักฆ่าเท่านั้น แต่บทหนังไม่ได้ปูเนื้อหาอะไรมาเลย เหมาะสำหรับดูฆ่าเวลาเท่านั้น โชคดีมากแล้วที่มาลงNetflix ถ้าฉายในโรงมีหวังพังแน่นอนๆ
แจกคะแนนรีวิว 6.5/10
หนังมีให้ชมแบบถูกลิขสิทธิ์ผ่านทาง Netflix










