“สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ” ถูกวิพากษ์ว่าเป็น “ไม้หลักปักขี้เลน” อีกครั้ง หลังประกาศหยุดลีกเพื่อ “กีฬาเอเชี่ยนเกมส์” ครั้งที่ 18 ที่จะแข่งขันระหว่างวันที่ 18 ส.ค. – 2 ก.ย.นี้ที่ประเทศอินโดนีเซีย

ประเด็นนี้ถือว่ามีความละเอียดอ่อนและไม่มีทางออกแบบ “วินๆ” อยู่แล้ว อยู่ที่ว่าทีมชาติไทยหรือสโมสรจะได้รับผลกระทบมากกว่ากัน สำนวนไทยว่าไว้ “ได้อย่าง เสียอย่าง” แรกเริ่มเดิมที สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ตัดสินใจเลือกที่จะไม่หยุดลีกในช่วง “เอเชี่ยนเกมส์” อยู่แล้ว โปรแกรมการแข่งขันถูกระบุออกมาชัดเจนตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ แต่ภายหลังดันมีการเปลี่ยนแปลง เลย....เป็นเรื่อง !!! กรณีนี้จะว่าน่าเห็นใจก็น่าเห็นใจ เพราะเรื่องนี้มี “เบื้องหลัง” อยู่เหมือนกัน เท่าที่รู้คือ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ไม่ได้คิดเองเออเอง แต่เป็นเพราะมี “คำสั่ง” ลงมาว่า “เอเชี่ยนเกมส์ ต้องทำผลงานให้ดี” ไม่รู้นะครับว่าใครสั่ง แต่ที่บอกได้คือมหกรรมกีฬาแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องแค่ของ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ แต่เป็นเรื่องใหญ่ระดับ “คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย” ไล่ระดับมาจนถึง “การกีฬาแห่งประเทศไทย” ก่อนจะมาถึงสมาคมกีฬาต่างๆ ดังนั้น สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จะบอกว่าไม่คาดหวังผลงานใน “เอเชี่ยนเกมส์” ไม่ได้ นั่นจึงเป็นที่มาของการหยุดลีกเพื่อที่จะให้ทีมชาติไทยได้นักเตะ “เต็มรุ่น” อายุไม่เกิน 23 ปีที่เป็นตัวหลักจากสโมสรต่างๆมาร่วมทีม ดูจากเบื้องหลังตรงนี้แล้วจึงน่าเห็นใจ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ อยู่บ้าง นี่มัน “ไฟต์บังคับ” ชัดๆ !!! แต่หลายคนก็รู้สึกว่าผิดหวังครับ เพราะเรื่องทำนองนี้ยังเกิดขึ้นอีกในวงการฟุตบอล หลายคนคาดหวังอยากเห็นการทำงาน สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ยุคนี้สลัดภาพเก่าๆในยุคก่อนๆไป แต่ยังมิวายเจอปัญหาเดิมๆคือโปรแกรมลีกไม่แน่นอน “เอเชี่ยนเกมส์” ไม่ได้เพิ่งจะรู้โปรแกรมแข่งขันแค่ไม่กี่วัน แต่รู้ล่วงหน้ากันเป็นปีๆ แล้ว สำคัญที่สุดคือการวางแผนรับมือ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ต้องคิดให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ ถ้าคิดว่าไม่หยุดลีกก็ต้องไม่หยุดเลย ไม่ใช่มากลับลำเอากลางฤดูกาล ปัญหามันไม่ได้จบแค่หยุดลีกแล้วทีมชาติไทยจะได้ตัวหลักไปร่วมทีมหรอกครับ แต่มันจะมีปัญหาใหม่ตามมา เกมที่ต้องยกเลิกไป 3 นัดในช่วง “เอเชี่ยนเกมส์” วันที่ 18 ส.ค.- 2 ก.ย.จะต้องถูกยกไปเตะในช่วงท้ายฤดูกาล เบื้องต้นคือจะเพิ่มเกมในช่วงกลางสัปดาห์อย่างน้อย 4 นัด นั่นหมายความว่า “ฟีฟ่าเดย์” ของทีมชาติไทยชุดใหญ่ช่วงวันที่ 3-11 ก.ย.ที่ควรจะต้องเอาไว้เตรียมทีมสำหรับ “เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2018” ช่วงปลายปี และ “เอเชี่ยนคัพ 2019” ต้นปีหน้าจะต้องถูกยกเลิกไป ช่วงเวลา “ฟีฟ่าเดย์” ของทีมชาติจะต้องเปลี่ยนมาเป็นให้สโมสรเตะเกมลีกที่ถูกเลื่อนมา แล้วก็ต้องหาเวลาช่วง “มิดวีค” มาเพิ่มเพื่อเตะให้ครบเกมทันจบฤดูกาลในวันที่ 7 ต.ค.ด้วย นั่นหมายความว่าคิวจะแน่นเอี้ยดแบบเตะสัปดาห์ละ 2 วัน เสาร์-อาทิตย์และพุธ ทีนี้จะมีปัญหาเรื่องสภาพนักเตะอีกเหมือนเดิมละครับ กรอบเป็นข้าวเกรียบแน่นอน ผลกระทบต่อเนื่องไปถึงทีมชาติไทยแบบปฏิเสธไม่ได้ เพราะหลังจบลีกต้องลุยต่อเลยใน “เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ” และยาวไปถึง “เอเชี่ยนคัพ” ถึงตรงนั้นคงต้องลุ้นกันละว่านักเตะทีมชาติไทยจะอยู่ในสภาพไหน ส่วน มิโลวาน ราเยวัช กุนซือทีมชาติไทยคงต้องปวดหัวหน่อย เวลาเตรียมทีมน้อยอยู่แล้วแถมยังต้องยกช่วง “ฟีฟ่าเดย์” ไปให้สโมสรเตะกันอีก นี่ยังไม่รวมถึงกระแสของแฟนบอลที่คาดว่าน่าจะหายกันไปอีกเพราะเกมลีกหยุดไปนาน ทุกวันนี้มีคำถามว่าทำไมแฟนบอลไทยลีกน้อยลงทุกวันอยู่แล้ว มาเจอหยุดลีกแบบนี้อีกสงสัยจะ “ดราม่า” กันอีกยาว ดูแล้วการกลับลำหยุดลีกน่าจะทำให้มีปัญหาตามมาอีกมาก ถึงตรงนี้จึงไม่ค่อยเห็นใจ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เท่าไร เรื่องถูกคำสั่งก็พอเข้าใจได้ แต่ถ้าคิดให้ถ้วนถี่แต่แรกคงไม่มีปัญหา อย่างที่บอกละครับว่า “เอเชี่ยนเกมส์” ระบุวันแข่งขันล่วงหน้ามานานเป็นปีแล้ว ประเทศไทยก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยไปแข่งขัน “เอเชี่ยนเกมส์” อะไรเป็นอะไรน่าจะรู้ๆกันอยู่ เดี๋ยวปีหน้ามี “ซีเกมส์” รออยู่อีก แล้วจะเกิดปัญหาแบบนี้อีกมั้ย คิดวางแผนกันให้ดีล่วงหน้าเลย อย่าให้ได้เกิดปัญหาเดิมๆ ไม่งั้นคงสลัดคำว่า “ไม้หลักปักขี้เลน” ไปไม่พ้น !!!

“บับเบิ้ล”

logoline