แม้ว่า โควิด-19 ยังไม่หายไปจากโลกของเรา เหตุการณ์ต่อต้านเหยียดผิวก็เป็นอีกประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นในโลกปี 2020 จากกรณี จอร์จ ฟลอยด์ ชายชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในการพยายามใช้แบงก์ปลอมซื้อของ ก่อนจะถูกอดีตตำรวจเมืองมินนิแอโพลิส ใช้เข่ากดคอจนขาดอากาศหายใจและเสียชีวิต ส่งผลให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ลามไปจนเกิดจลาจลในบางที่จากคนบางกลุ่มที่ไม่สงค์ดี นอกเหนือจากอเมริกาแล้ว ยังมีชาวแคนาดาที่รวมตัวประท้วงเรียกร้องต่อต้านการเหยียดผิว รวมถึงในประเทศอังกฤษ ที่เมืองบริสตอล มีผู้ชุมนุมรวมกลุ่มประท้วง ก่อนใช้เชือกดึงโค่นรูปปั้นทองเหลืองของ เอ็ดเวิร์ด โคลส์ตัน นักค้าทาสชื่อดังในยุคศตวรรษที่ 17 และลากไปตามท้องถนน จนสุดท้ายนำไปโยนทิ้งลงแม่น้ำ ซึ่งการเสียชีวิตของ จอร์จ ฟลอยด์ ในครั้งนี้ ทำให้บุคคลในวงการกีฬาออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านการเหยียดผิว รวมถึงการออกมาเดินร่วมประท้วงกับผู้ชุมนุม ขณะที่ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ดาวเตะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกมาแสดงความเห็นว่าฟุตบอลอังกฤษควรให้ความเท่าเทียมกับโค้ชผิวดำ ซึ่งมักจะถูกมองข้ามจากทีมใหญ่ จนต้องไปหางานในลีกรองหรือนอกลีกทำ เรียกได้ว่าถูกกีดกันในการคุมทีมใหญ่ต่อให้มีแววขนาดไหนก็ตาม อย่างไรก็ตามคำกล่าวของเขาที่กำลังจะดูหล่อและเท่ในเรื่องนี้ กลับกลายเป็นเรียกแขกให้ทัวร์มาลงซะอย่างนั้น โดยเขากล่าวว่า “เรื่องนี้คือสิ่งที่เราต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางแก้ไข หากคิดอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างโค้ชในตอนนี้ สตีเว่น เจอร์ราร์ด, แฟร้งค์ แลมพาร์ด, โซล แคมป์เบล และ แอชลี่ย์ โคล ทุกคนเป็นสุดยอดนักเตะ และรับใช้ทีมชาติอังกฤษมาตลอด ทุกคนผ่านการอบรมโค้ชระดับสูง พร้อมกัน แต่มี 2 คนไม่ได้รับโอกาส เพราะเป็นคนผิวดำ” จากคำกล่าวของเขาซึ่งดูเหมือนจะไม่มีอะไรแต่การเปรียบเปรยโดยนำ สตีเว่น เจอร์ราร์ด และ แฟร้งค์ แลมพาร์ด มาเปรียบเทียบ ทำให้สร้างความไม่พอใจให้แฟนบอลบางกลุ่มเท่าไหร่ เพราะฟังดูแล้วเหมือนว่าพวกเขาไม่สมควรได้รับโอกาสคุมทีมใหญ่อย่าง เรนเจอร์ส หรือ เชลซี แฟนบอลหลายรายออกมาแสดงความคิดเห็นว่า เรื่องนี้อาจไม่ได้เกี่ยวกับผิวดำ ผิวขาว แต่เป็นเพราะฝีมือและมันสมองมากกว่า ทั้ง เจอร์ราร์ด ที่สร้างผลงานได้ดีในการคุมทีมเยาวชน และ แลมพาร์ด สร้างผลงานได้ดีในการคุม ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ในศึก แชมเปี้ยนชิพ ประกอบกับการเป็นตำนานสโมสรจึงเหมาะสมที่เขาจะมานั่งแท่นกุนซือใหญ่ของทีม เชลซี จริงหรือไม่ ? เมื่อการเป็นคนผิวดำ มักถูกตัดโอกาสคุมทีมในเมืองผู้ดี เมื่อมองกลับไปคำพูดที่ สเตอร์ลิ่ง พูดอาจไม่ผิดนัก ถ้านับเฉพาะในสหราชอาณาจักร​เอง หาได้ยากที่จะมีกุนซือผิวดำคุมทีมในระดับ พรีเมียร์ลีก หรือแม้แต่แชมเปี้ยนชิพ เรียกได้ว่านับหัวได้ ส่วนใหญ่คือทำงานในลีกรองอย่างลีกวัน หรือ ลีกทู ซึ่งถ้ามองโอกาสของคนผิวดำในการทำงานด้านโค้ชในอังกฤษอาจจะมีโอกาสน้อยกว่าการไปคุมทีมใน สเปน หรือ ฝรั่งเศส ที่หลายทีมก็มีโค้ชเป็นคนผิวดำ เช่น แฟร้งค์ ไรการ์ด อดีตโค้ช บาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่ ลาลีกา สเปน, ปาทริค วิเอร่า ที่ปัจจุบันคุม นีซ ทีมดัง ลีกเอิง ฝรั่งเศส และ คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ อดีตโค้ช เอซี มิลาน, เดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า และทีมชาติแคเมอรูน การที่คนผิวดำถูกกีดกันในการทำงานด้านโค้ชทีมใหญ่ในเมืองผู้ดีถูกตอกย้ำชัดเจนขึ้นไปอีก จากบทสัมภาษณ์ของ ดไวท์ ยอร์ค อดีตดาวยิงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดทริปเปิลเเชมป์ประวัติศาสตร์ปี 1999 เขาออกมากล่าวว่า เขาไม่เคยได้โอกาสเลยสักครั้ง แม้ว่า เซอร์ อเล็กซ์ จะต่อสายตรงช่วยยืนยันศักยภาพที่เขามีไปหา แอสตัน วิลล่า ทีมที่เขาอยากคุม แต่สุดท้ายเขาก็ไม่เคยถูกเรียกสัมภาษณ์เลยสักครั้ง เป็นเรื่องที่เขาน้อยใจมาก ปัจจุบันเขาเองก็ยังไม่เคยสัมผัสการคุมทีมเลยสักหนเดียว หากมองนักเตะผิวขาวที่ สเตอร์ลิ่ง ยกมาเปรียบเทียบอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด และ แฟร้งค์ แลมพาร์ด การเป็นคนผิวขาวอาจเป็นเพียงปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาได้รับโอกาสก่อน แต่สิ่งสำคัญคือความมุ่งมั่นและผลงานของพวกเขาที่ทำไว้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตำนานกับสโมสรจนกลายเป็นไอคอน ผลงานการคุมทีมที่โดดเด่น ซึ่ง เจอร์ราร์ด เอง ก็ทำผลงานได้ดีกับทีมเยาวชน ลิเวอร์พูล เมื่อย้ายไปคุม เรนเจอร์ส เขาสร้างความหวังให้แฟนบอล เรนเจอร์ส ด้วยการค่อย ๆ พัฒนาทีมจนกลับมาเป็นคู่แข่งของ เซลติก ได้อีกครั้ง ส่วน แลมพาร์ด เองก็ทำ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ได้ยอดเยี่ยม ผลงานเป็นตัวชี้วัด และการเป็นตำนานของสโมสร เชลซี ทำให้เขาเข้าใจระบบการทำงานในสโมสรมากกว่าคนอื่น จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในเวลาที่ เชลซี ต้องการฮีโร่กอบกู้สถานการณ์นั่นเอง จริงหรือไม่ ? เมื่อการเป็นคนผิวดำ มักถูกตัดโอกาสคุมทีมในเมืองผู้ดี ในขณะที่คนที่ถูกเปรียบเทียบอย่าง แอชลี่ย์ โคล ปัจจุบันคุมทีม เชลซี ชุด U15 ส่วน โซล แคมป์เบล ล่าสุดได้งานที่ เซาธ์เอนด์ ยูไนเต็ด ทีมในลีกวัน ซึ่งทาง แอชลี่ย์ โคล ได้รับคำชื่นชมจาก แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือทีมทีมชาติอังกฤษ ว่าเขาเป็นอดีตนักเตะอีกคนที่ผันมาทำหน้าที่โค้ชได้ยอดเยี่ยมแน่นอน ซึ่งเขามีศักยภาพไม่ต่างกับที่ สตีเว่น เจอร์ราร์ด มี ทั้งนี้ เซาธ์เกต ก็หวังว่าเขาจะได้รับโอกาสในการคุมทีมมีชื่อเสียงในอนาคต สำหรับเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน สิ่งที่ สเตอร์ลิ่ง ต้องการสื่ออาจไม่ผิดนัก ในเรื่องของชาวผิวดำไม่ค่อยได้รับโอกาสในการทำงานระดับสูงในประเทศอังกฤษ แต่การเปรียบเปรยยกตัวอย่างอาจจะผิดที่ผิดทางไปหน่อย จนทำให้จากจะหล่อกลายเป็นทัวร์กฐินลงแทน สเตอร์ลิ่ง อาจจะต้องคิดทบทวนให้มากกว่านี้อีกหน่อยก่อนพูดในครั้งหน้า แม้ว่าโลกจะหมุนเวียนเปลี่ยนไป ความเท่าเทียมในสังคมไม่ว่าจะเป็นเรื่องผิวสีเรื่องเพศที่ 3 จะได้รับการรณรงค์และเป็นที่ยอมรับในสังคมมากขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกของเรายังมีคนบางกลุ่มยังมีความคิดที่สุดโต่งและอยู่กับการบูลลี่คนที่ด้อยกว่า กดขี่คนที่อ่อนแอกว่าอยู่ คงจะยากสิ่งเหล่านี้จะหมดไปจากสังคม แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ จอร์จ ฟลอยด์ กลายเป็นช่วยกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักและออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านการเหยียดผิว เราได้เห็นการร่วมมือของบรรดาเซเล็บฯ คนดังในวงการกีฬา มากมายที่ออกมารณรงค์ เพื่อช่วยให้สังคมน่าอยู่มากยิ่งขึ้น จากนี้เราอาจจะได้เห็นกุนซือผิวดำที่ได้รับโอกาสคุมทีมในดินแดนผู้ดีมากขึ้น แม้ว่าการเหยียดผิวมันอาจจะไม่หมดไปในเร็ววันนี้ แต่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ก็ช่วยให้ต่างคนต่างเห็นคุณค่ากันและกัน มองทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกันแบบเท่าเทียมไม่มากก็น้อย

- เปี๊ยกบางใหญ่ -

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมผ่านทางไลน์
logoline