จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับคู่เอกในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำสัปดาห์นี้ นั่นก็คือศึก "แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้" ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดรัง โอลด์ แทรฟฟอร์ด ดวลกับ แมนฯ ซิตี้ แต่ผลการแข่งขันและรูปเกมที่ออกมานั้น มันดันไม่สนุกสมการรอคอยเพราะลงท้ายด้วยการแบ่งแต้มกันไปอย่างจืดชืด เสมอ 0-0 ว่าแล้วเราไปเก็บตกไล่เรียงกันหน่อยว่ามีอะไรเกิดขึ้นในเกมนี้บ้าง
เริ่มต้นกันที่การจัดทีมเหมือนเช่นเคยนะครับ ทางฝั่งเจ้าถิ่น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จัดทีมมาในระบบ 4-4-2 ไดมอนด์ ใช้คู่กองหน้าเป็น มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ เมสัน กรีนวู้ด เพลย์เมกเกอร์เป็น บรูโน่ เดอะแบก แฟร์นานเดส กองกลางวาง เฟร็ด เป็นตัวตัดเกม ประสานงานกับ ปอล ป็อกบา และ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ขณะที่แบ็กซ้าย ก็ดรอป อเล็กซ์ เตลลิส แล้วให้ ลุค ชอว์ ที่ฟิตเต็มถังแล้วได้กลับมาลงเล่นเป็นตัวจริง ส่วนทีมเยือน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือสมองเพชรของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เกมนี้ เซร์คิโอ กุน อเกวโร่ กองหน้าตัวหลักที่แม้จะหายเจ็บกลับมาลงเล่นเป็นตัวสำรองในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อกลางสัปดาห์ แต่นัดนี้ไม่มีชื่อแม้แต่ตัวสำรอง ดังนั้นก็เลยต้องส่ง กาเบรียล เฆซุส ลงเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้า ขนาบข้างด้วย ราฮีม สเตอร์ลิ่ง กับ ริยาด มาห์เรซ ขณะที่เพลย์เมกเกอร์แน่นอนก็ต้องเป็น เควิน เดอ บรอยน์ ส่วนเกมรับนั้นดรอป อายเมริค ลาปอร์กต์ เป็นแค่สำรองและใช้ จอห์น สโตนส์ จับคู่กับ รูเบน ดิอาส ในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ซึ่งว่ากันตามตรงดูจากการจัดทีม เห็นได้ชัดว่า โซลชา นั้นน่าจะมาแนว รับเหนียวแน่น แย่งบอลได้แล้วสวนกลับ ทว่าทางฝั่ง แมนฯ ซิตี้ ก็ขาดตัวทีเด็ดอย่าง เอลกุน แถมการจัดทีมรวมถึงแท็คติกที่ยามลงสนามก็เหมือน เป๊ป จะกลัวๆ แมนฯ ยู อยู่นิดๆ และด้วยเหตุนี้เองทำให้เกมการแข่งขันค่อนข้างอึดอัด ต่างฝ่ายผลัดกันรุกผลัดกันรับ แต่มันก็ไม่ได้มีจังหวะอะไรมากมาย เรียกง่ายๆ ว่าต่างฝ่ายต่างกลัวพลาดท่าเพลี่ยงพล้ำ เลยไม่กล้าใส่กันสุด จังหวะอันตรายที่สุดของ ผีแดง ในครึ่งแรกก็คงจะเป็นตั้งแต่นาทีที่ 12 ที่ ลุค ชอว์ เปิดเตะมุมมาให้ วิคตอร์ ลินเดเลิฟ โขกสะบัดซัดชงไปที่เสาไกล สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ พยายามวิ่งพุ่งเข้ามาชาร์จแต่ช้าไป สุดท้ายบอลลอยผ่านหน้าปากประตูออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย ส่วนจังหวะที่ได้ลุ้นที่สุดของ แมนฯ ซิตี้ ในครึ่งแรก และอาจจะเป็นที่สุดในเกมนี้ก็คือตอนนาทีที่ 36 เป็นจังหวะสวนกลับ เฆซุส จ่ายเข้ากลางให้ เดอ บรอยน์ มองแว้บเดียวก่อนบอลมาถึงและจ่ายทันทีจังหวะเดียวต่อไปให้ ริยาด มาห์เรซ หลุดไปในกรอบเขตโทษ ซัดเดี่ยวๆ แต่ดันไปติดเซฟ ดาบิด เด เคอา ก่อนบอลจะลอยมาเข้าทาง เดอ บรอยน์ แต่ก็ซ้ำข้ามคานไปแบบไม่ได้ลุ้นอะไร ครึ่งหลัง รูปเกมก็ยังคล้ายๆ เดิม ทรงๆ แต่เกือบจะได้ลุ้นมีประตูแรกของเกมตั้งแต่ต้นครึ่งหลังซะแล้ว หลังผู้ตัดสินเป่าจุดโทษให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ในนาทีที่ 48 จากจังหวะที่ บรูโน่ แฟร์นันเดส ปาดเข้ากลางมาให้ มาร์ัคัส แรชฟอร์ด แตะหลบหนึ่งทีก่อนจะโดน ไคล์ วอล์คเกอร์ส เข้ามาสกัดเต็มเท้า ผู้ตัดสินไม่รอช้า เป่าเป็นจุดโทษทันที ทว่า บรูโน่ มือสังหารเบอร์ 1 ของทีมก็ถือบอลรอยิงเก้อ เพราะสุดท้าย VAR บอกว่า วอล์คเกอร์ส เนี่ยเตะโดนจริง แต่มันล้ำหน้าไปก่อนตั้งแต่จังหวะที่ บรูโน่ จ่ายให้ แรชฟอร์ด แล้วจ้ะ สวรรค์ล่มกันไปสำหรับสาวก "ปีศาจแดง" หลังจากอดได้ลูกจุดโทษ เกมของผีแดงก็ดูเหมือนจะดรอปลงไปดื้อๆ กลายเป็น แมนฯ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ดูวูบวาบหวือหวาและหาจังหวะจบสกอร์ได้มากกว่า ทว่าก็มีโดนสวนบ้าง แต่ทั้ง 2 ฝ่ายก็ไม่คมพอ แถมสู้กันด้วยแท็คติก แก้มาแก้กลับไม่โกง มันก็เลยทำให้เกมดูค่อนข้างตื้อๆ ตันๆ ถ้าเป็นแฟนบอลทีมอื่นที่ไม่ได้เชียร์ 2 ทีมนี้ มานั่งดูมันเตะกันตอนเกือบตี 1 ก็คงอยากจะหลับ ซึ่งสุดท้ายมันก็ไม่มีอะไรจริงๆ ทั้ง 2 ทีมทำอะไรกันไม่ได้ สุดท้ายจบ 90 นาทีเสมอกันไปแบบจืดชืด 0-0 ประตู . ... ครอกฟี้ หลับ ZzZzZชิน ชินพัฒน์










