ย้อนไปช่วงเย็นวันหนึ่งเมื่อ 3 วันก่อน ไม่ถึงกับโพล้เพล้มากนัก หัวสมองที่ว่างเปล่า ทันใดนั้นเรื่องช็อกก็เข้ามาถาโถม เมื่อได้รู้ว่า เชราร์ อุลลิเย่ร์ อดีตกุนซือ ลิเวอร์พูล ชุดทริปเปิ้ลแชมป์ เสียชีวิตลง ด้วยวัย 73 ปี มันเป็นอะไรที่น่าใจหาย ทั้งๆที่เราก็ไม่เห็นหน้าของ เฮียโปน มาสักพักใหญ่ นานจนหลงลืมไปว่า ชีวิตของเราก็แก่ตัวลงขึ้นเรื่อยๆ คนที่โตกว่าเรา เป็น 10-20 ปี ก็ต้องมีสภาพที่โรยรามากขึ้น

แต่เรากลับจำภาพ สมัยที่ อุลลิเย่ร์ ยังคงเหาะเหิน เดินอากาศ ได้ตามปกติ .. เมื่อความตกใจ ได้ทำหน้าที่ของมันจนเสร็จสิ้น ความทรงจำวัยเด็กก็ย้อนกลับมา เพราะชายใดที่เป็นสาวก "หงส์แดง" ยุค 90 ไล่ลงไป คงมีความผูกพันธ์กับ อุลลิเย่ร์ ไม่มากก็น้อย และ เรื่องราวต่อจากนี้ ขอสดุดีไว้แด่ เชราร์ อุลลิเย่ร์ ชายผู้ปลุกให้ หงส์แดง ฟื้นคืนชีพ อีกครั้ง

- จุดเริ่มต้นกับ ลิเวอร์พูล หลายๆคน รู้จัก เชราร์ อุลลิเย่ร์ ผู้คลุกคลีกับฟุตบอลฝรั่งเศส เคยเป็นกุนซือให้กับทัพ "ตราไก่" และ อาจมีความทรงจำอันเลวร้าย กับการที่ไม่สามารถพาทีม ผ่านเข้าไปเล่น ฟุตบอลโลก 1994 ได้เลย แต่กระนั้นก็มีหลายคนเช่นกัน ที่งงเป็นไก่ตาแตกว่า "เฮียโปน" คนนี้เค้าเป็นใคร เติบโตมาจากบ้านได๋ ? อย่างไรก็ตาม อุลลิเย่ร์ ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เขาเคยมีอาชีพเป็นคุณครู ใช้ชีวิตอยู่แถบ เมอร์ซี่ ไซด์ สมัยเมื่อราวๆปี 1969-1970 ช่วงระยะเวลานั้นเขาก็เข้าชมเกมที่ แอนฟิลด์ อยู่บ่อยครั้ง ไม่รู้ว่าชีวิตของเขาหักเห มาอยู่ที่อังกฤษ ได้อย่างไร เพราะเป็นคนฝรั่งเศส โดยกำเนิด แต่มันเหมือนโชคชะตาฟ้ากำหนดไว้แล้ว หลังจากที่ อุลลิเย่ร์ ถามใจตัวเองแล้วว่า งานโค้ชคือสิ่งที่เขารักมันมากที่สุด เขาผ่านการคุม ปารีส แซงต์-แชร์กแมง / กุมบังเหียนทีมชาติฝรั่งเศส และ ก่อนที่เขาจะย้ายมาเป็นกุนซือ ลิเวอร์พูล ก็มีเครดิตกับการมีส่วนร่วมช่วย "ตราไก่" คว้าแชมป์ ฟุตบอลโลก 1998 ซึ่งตอนนั้น เฮียโปน ทำหน้าที่เป็นประธานเทคนิคของสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส (FFF)  หลังจากนั้น ด้วยชื่อเสียงและความใกล้ชิดกับสโมสร ลิเวอร์พูล .. อุลลิเย่ร์ ถูกนำตัวมาอยู่กับ หงส์แดง แต่ที่บรรยากาศมันมาคุกว่านั้น ก็คือเขามาในฐานะ "กุนซือร่วม" รอยส์ อีแวนส์ ปกติแล้ว ไม่มีแบบนี้หรอกครับ เพราะ เสือ 2 ตัว อยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ แค่ความคิดเห็น คงแตกต่างกันหลายเรื่อง บรรยากาศมาคุ ตั้งแต่ถ่ายรูปร่วมกันแล้ว แต่ทุกคนรู้ แฟนคลับรู้ การมาของ อุลลิเย่ร์ คือเข้ามาแทนที่ อีแวนส์ แบบเต็มประตู เพียงแค่สโมสร ลิเวอร์พูล ไม่อยากหักหน้า อีแวนส์ ที่อยู่กับสโมสรมา 35 ปี ตั้งแต่เป็นนักเตะ ถึงแม้จะมีสไตล์การเล่นอันน่าตื่นเต้น แต่ทว่า หงส์แดง โดน บุลลี่ ว่าเป็นทีมธรรมดาๆไปแล้ว เต็มที่ก็จบแค่อันดับ 3 หรือ อันดับ 4 ไม่มีความสำเร็จเหมือนยุค 70-80 และ แทบไม่ได้ใกล้เคียงกับ อาร์เซน่อล ยุค อาร์แซน เวนเกอร์ หรือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยุคเรืองอำนาจ สมัย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน  และ ที่สำคัญ หงส์แดง แทบไม่การปลดกุนซือกลางฤดูกาล เพียงเวลาแค่ไม่นาน อีแวนส์ ก็ลาออกจากตำแหน่งกุนซือ ลิเวอร์พูล ในเดือน พ.ย. 1998 เพราะว่าทั้งคู่ไม่กินเส้นกัน และ ทะเลาะกันอย่างรุนแรง หลังจบเกมกับ บาเลนเซีย จากนั้น อุลลิเย่ร์ ก็ขึ้นมาคุมทีมแบบเต็มตัว ซึ่งเรื่องราวปฏิวัติสโมสร ก็เริ่มขึ้น - อุลลิเย่ร์ ผู้ให้คำมั่นขอพา ลิเวอร์พูล กลับสู่ความสำเร็จ ถ้าหากวลีคลาสสิคของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่บอกไว้ว่า "จะขอพา ลิเวอร์พูล กลับมาเป็นแชมป์ ภายในเวลา 4 ปี" ทาง เชราร์ อุลลิเย่ร์ ก็เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ในช่วงซัมเมอร์ปี 1999 ว่า "จะพา ลิเวอร์พูล กลับมาเป็นทีมระดับท็อปของ พรีเมียร์ลีก ให้ได้ในเวลา 5 ปี เฮียโปน เริ่มปฏิวัติสิ่งร้ายๆออกจากสโมสร ทั้งเรื่องสนามฝึกซ้อม / โภชนาการ หรือ แม้กระทั่งเริ่มขายนักเตะแก๊ง "สไปซ์ บอย" ที่ดูจะมีความสำเร็จด้านโฆษณา / การแต่งตัว มากกว่า เรื่องฟุตบอล ออกไป เช่น เจสัน แม็คเคเทียร์ และ เดวิด เจมส์ อุลลิเย่ร์ เสมือนเป็นนักพัฒนา เหมือนกับงานที่เขาเคยทำงานฝ่ายประธานเทคนิค โละอะไรที่ไม่มีประโยชน์ หรือ ล้าหลัง และ นำสิ่งใหม่ๆเข้ามา นักเตะที่กลายเป็นตำนานสโมสร ถูกซื้อมาช่วยทีม อาทิ ซามี่ ฮูเปีย, สเตฟาน อองโชซ์, วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์ ทั้งๆที่ตอนนั้น ได้แต่ร้องว่า อิหยังวะ ? โดยมีเสริมตัวเก๋าอย่างๆ ดีทมาร์ ฮามันน์ เข้ามาด้วย - การส่งเด็กดาวรุ่ง คืออีกหนึ่งผลงานมาสเตอร์พีซของ อุลลิเย่ร์ การเข้ามาของ อุลลิเย่ร์ เขาเสริมสร้างทีมให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ มีการเสริทพวก มาร์คุส บับเบิ้ล, นิคกี้ บาร์มบี้,เอมิล เฮสกี, อิกอร์ บิสคาน, คริสเตียน ซีเก้ หรือ แม้กระทั่งไปคว้าตัวคุณปู่ แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ ในวัย 35 ปี ซึ่งก็ยังสร้างบทตำนาน แต่กระนั้นผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ที่ อุลลิเย่ร์ ทำมาตลอด และ ทำให้เห็นอย่างเด่นชัดกับ ลิเวอร์พูล คือการให้โอกาสดาวรุ่ง ! อุลลิเย่ร์ ไม่ถึงกับปลุก เครื่องจักรสีแดง ให้คืนชีพและร้อนแรง เหมือนยุคครองเมือง ช่วงยุค 70 และ ยุค 80 แต่มันคือยุคแห่งความหวัง ที่เหล่า เดอะ ค็อป ตั้งตาไว้ว่าโค้ชต่างชาติ จะพาสร้างความสำเร็จกลับมาสู่ถิ่นแอนฟิลด์ อีกครั้ง ซึ่งความสำเร็จแรกของ อุลลิเย่ร์ ไม่ใช่โทรฟี่ แต่คือการให้โอกาสดาวรุ่งลงสนามสม่ำเสมอ .. ไมเคิ่ล โอเว่น เจ้าของฉายา เบบี้ โกล อาจไม่ได้เริ่มต้นอาชีพในยุค เฮียโปน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า โอเว่น คือกองหน้าคู่บุญของ เฮียโปน อย่างแท้จริง ฟอร์มฮอตปรอทแตก ถึงขั้นคว้ารางวัล บัลลง ดอร์ มาครอง ด้วยซ้ำ ในปี 2001 เจมี่ คาร์ราเกอร์ ตำนานกองหลัง ก็มาลงหลักปักฐาน ก้าวขึ้นสู่ชุดใหญ่เต็มตัวในยุคของ อุลลิเย่ร์ เช่นกัน ถึงแม้ไม่ได้เล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ แต่กระนั้นฟูลแบ็ก คือโอกาสที่ เฮียโปน มอบให้กับ คาร์ร่า อย่างสม่ำเสมอ แม้จะมีช็อตผิดพลาดให้เห็นจนชินตา แต่นี่คือเด็กสเก๊าเซอร์ การให้ ย่อมเป็นอะไรที่ดีกว่า ส่วน นักเตะที่จะพูดถึงต่อจากนี้ ไม่พูดคงไม่ได้ เพราะ อุลลิเย่ร์ คือผู้ให้ และ ผู้สร้างอย่างแท้จริง เขาไปดึงเด็กสเก๊าเซอร์เสียงเหน่อๆ หน้าละอ่อนสดใส นามว่า สตีเว่น เจอร์ราร์ด ขึ้นมาจากชุดอะคาเดมี่ จากตำแหน่ง แบ็กขวา สู่กองกลางระดับโลก หากไม่มี อุลลิเย่ร์ วันนั้น ไม่มี เจอร์ราร์ด ในทุกวันนี้ คือสิ่งที่ "สตีวี่ จี" พึงรำลึกให้ฟังอยู่เสมอ เพราะ อุลลิเย่ร์ เปรียบเสมือนพ่อคนที่ 2 ที่มอบโอกาสให้กับเขาได้ลงสนาม  จากตำแหน่งด้านขวา ทั้งปีกและฟูลแบ็ก สู่กองกลางตัวปะทะ และ การมอบปลอกแขนกัปตันทีม ให้ตั้งแต่อายุ 22 ปี แทนบทบาทของ ซามี่ ฮูเปีย เป็นเครื่องยืนยันเลยว่า อุลลิเย่ร์ มองคุณภาพฝีเท้าของ เจอร์รารด ไว้ขนาดไหน เพราะหลังจากนั้น สิ่งที่ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ได้ทำให้กับสโมสร ลิเวอร์พูล จะถูกกล่าวขานไปจนชั่วลูกชั่วหลาน และ บางที อาจไม่มีใครทดแทนได้อีกแล้ว - ความสำเร็จ ทริปเปิ้ลแชมป์ จะถูกกล่าวขานไปตลอดกาล หลายคน เกิดไม่ทันหรอกครับ ลิเวอร์พูล ยุคเรืองอำนาจ สมัยเริ่มต้นระหว่างปี 1970 ไปจนถึง 1990 พวกเขาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดมากกว่า 10 สมัย / แชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ 4 สมัย ไม่รวมพวก เอฟเอ คัพ หรือ ลีก คัพ อีกอย่างละ 3-4 สมัย เพราะ "เครื่องจักรสีแดง" ยุคที่ว่านั้น อัดแน่นไปด้วยตำนานล้นทีม เคนนี่ ดัลกลิช / เอียน รัช / สตีฟ แม็คมาน / เควิน คีแกน หรือ บรูซ กร็อบเบลาร์ และ ท่านอื่นอีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึง แต่หลังจากนั้น สูงสุดคืนสู่สามัญ ลิเวอร์พูล ยังเป็นทีมชั้นนำ แต่ห่างไกลความสำเร็จแบบ "ลิปตา" อาร์เซน่อล และ แมนฯ ยูไนเต็ด ข่มพวกเขามิดด้าม แทบไม่ได้โผล่ขึ้นมาหายใจ ความสำเร็จที่เคยสร้าง แต่ในยุค 90 กลายเป็นทีมที่จบอันดับ 3 อันดับ 4 จนชินตา หรือ ถ้าต่ำกว่านั้น ก็ได้แต่นั่งถอนหายใจ ไม่มีโทรฟี่ใดๆให้สัมผัส กระทั่ง อุลลิเย่ร์ เข้ามา เขาเป็นเหมือนคนจุดประกายให้ ลิเวอร์พูล มีความหวังอีกครั้ง นอกจากคุณค่าที่เขาได้สร้างให้กับสโมสรแล้วนั้น ความสำเร็จ ทริปเปิ้ลแชมป์ ในปี 2000-01 จะถูกกล่าวขานไปจนชั่วนิรันดร์
  1. แชมป์ ลีก คัพ อาจจะดูเบาสุด และ ถูกล้อว่าเป็น มิคกี้ เมาท์ แต่ อุลลิเย่ร์ ก็พา ลิเวอร์พูล คว้าโทรฟี่มาครองได้ ด้วยการเอาชนะจุดโทษ ต่อ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ 5-4 หลังจากเสมอในเวลา 1-1
  2. คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ด้วยการเอาชนะ อาร์เซน่อล 2-1 ต่อให้โดนกดอยู่เกือบฝ่ายเดียว แต่ ไมเคิ่ล โอเว่น สร้างปาฏิหาริย์ ใช้ความเร็วโต้กลับ และ ยิงด้วยความเฉียบขาด แซงคว้าแชมป์หน้าตาเฉย
  3. ความทรงจำเสมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เพราะเป็นแมตช์คลาสสิคตลอดกาลของสโมสร ด้วยการเอาชนะ อลาเบส แบบโคตรมันส์ ในช่วงต่อเวลาพิเศษ เรียกว่านำก่อน 3-1 โดนตีเสมอ 3-3 หงส์แดง ขึ้นนำอีกครั้ง 4-3 และ ก็โดนตีเสมอ 4-4 ก่อนที่สาวก เดอะ ค็อป จะกระโดดลั่นบ้าน เมื่อคู่แข่งทำเข้าประตูตัวเอง สุดท้าย หงส์แดง ชนะไป 5-4 คว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ ไปครอง โดย ลิเวอร์พูล ปิดซีซั่น 2000-01 ด้วยความยิ่งใหญ่กับการซิวทริปเปิ้ลแชมป์
- ลิเวอร์พูล ไม่ได้อยู่ใต้อำนาจ แมนฯ ยูไนเต็ด อีกแล้ว ถึงแม้ ลิเวอร์พูล ยุค อุลลิเย่ร์ จะไม่สามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มาครองได้ เต็มที่ได้แค่รองแชมป์เท่านั้น แต่ความทรงจำของ เดอะ ค็อป ที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้ในเกมลีกอีกครั้ง คือการที่พวกเขาสามารถกลับมาข่ม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้อีกครั้ง ยุคเริ่มต้นปีมิลเลเนี่ยม ลิเวอร์พูล เอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ตลอด และไม่แพ้เลยตลอด 4-5 นัด ยุคนั้น แดนนี่ เมอร์ฟี่ย์ คือคนที่ยิงประตูใส่ ปีศาจแดง ได้ตลอด ถึงขั้นที่มีกฎขึ้นมาว่า "เมอร์ฟี่ย์ ลอว์" อย่างน้อยมันก็เป็นความทรงจำที่เกิดขึ้นในยุค อุลลิเย่ร์ และ เขาทำให้เห็นว่า หงส์แดง ไม่ได้อยู่ภายใต้อาณัติใครอีกแล้ว ฮาย ฮาวดี้-
logoline