ถือว่าเป็นค่ำคืนที่ไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่ของพลพรรคทัพ ลิเวอร์พูล ที่ทำได้เพียงเบุกไปเสมอกับ นิวคาสเซิ่ล 0-0
ซึ่งจากผลนัดนี้ทำให้พวกเขาพลาดโอกาสในการทำคะแนนฉีกคะแนนหนีทีมตามด้านล่างออกไป แต่อย่างไรก็ตามพวกเขายังคงนั่งแท่นเป็นจ่าฝูงต่อไปจนจบปี 2020 ว่าแล้วเรามาดูประเด็นหลังเกมบุกเจ๊าทัพ “สาลิกาดง” กันหน่อยว่ามีเหตุการณ์อะไรที่น่าสนใจที่จะหยิบจับมาพูดคุยกันบ้าง
การจัดทัพ
เริ่มต้นกันที่่ฝั่งผู้มาเยือนอย่าง ลิเวอร์พูล ที่เกมนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ จัดการเปลี่ยนผู้เล่นเพียง 2 ตำแหน่งเท่านั้น จากเกมที่เสมอ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 1-1 นั้นก็คือการใช้บริการของ แน็ต ฟิลลิปส์ ที่ลงมาเล่นเป็นปราการหลังตัวกลางแทนที่ของ โจแอล มาติป ที่ได้รับบาดเจ็บไป โดยจะจับคู่กับ ฟาบินโญ่ ในการป้องกันเกมรับ ส่วนอีกคนคือ เจมส์ มิลเนอร์ ที่ออกสตาร์ทแทนที่ของ จอร์จินิโอ ไวนัลดุม นอกจากนั้นยังมีเซอร์ไพร์สคือบนม้านั่งสำรองมีชื่อของ ติอาโก้ อัลกันทาร่า สลัดอาการบาดเจ็บมาเป็นตัวเลือกให้ทีมอีกได้แล้ว
สำหรับทางฝั่ง นิวคาสเซิ่ล แนวรับยังคงนำมาโดย ฟาเบียน แชร์, เฟเดริโก้ เฟร์นานเดส ส่วนแนวรุกฝากความหวังในการไล่ล่าประตูอยู่ที่ คาลั่ม วิลสัน และการทำเกมด้านข้างของ จาค็อบ เมอร์ฟี่ และ โจลินตอน
รูปเกมตลอด 90 นาที
ต้องบอกว่าในช่วงเริ่มเกมถือว่าเป็นฝั่ง นิวคาสเซิ่ล ที่ออกสตาร์ทได้ดูคึกคักมากกว่า โดยใช้วิธีการบีบเข้าหา และตั้งรับอย่างแน่นหนาไม่ให้ผู้มาเนือนเจาะเข้าสู่พื้นที่สุดท้ายได้ง่ายๆ แต่อย่างไรก็ตามทางฝั่ง ลิเวอร์พูล ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสในการลุ้นทำประตูขึ้นนำ เพราะหายครั้งไม่ว่าจะเป็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ หรือโดยเฉพาะจังหวะโขกช่วงท้ายครึ่งแรกของ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ก็น่าจะแปรเปลี่ยนเป็นสกอร์ได้ แต่ทว่าก็โดนปฎิเสธไว้โดย คาร์ล ดาร์โลว์ ที่ปฎิกิริยายอดเยี่ยมเซฟได้แบบหน้าตาเฉย
ทำให้จบ 45 นาทีแรกสกอร์ยังคงเท่ากัน 0-0 ในรูปแบบที่ทัพ "สาลิกาดง" ก็สู้ได้เป็นอย่างดี ส่วนฝั่ง "หงส์แดง" ยังคงตามหาประตูแรกเพื่อที่จะเล่นได้ง่ายขึ้น
พอลงมาครึ่งหลังก็ต้องบอกว่า ลิเวอร์พูล ยังคงเป็นฝ่ายเดินหาตามหาประตูต่อไป แต่เหมือนเป็นวันที่แนวรุกนัดกันปืนฝืดทั้ง ซาลาห์, มาเน่ และ ฟีร์มีโน่ เพราะโอกาสเหน่งๆ หลายครั้งกลับโดยนทิ้งลงแม่น้ำเสียอย่างนั้น ครั้นมาองที่ม้านั่งสำรองก็ไม่มีใครพอที่จะฝากความหวังไว้ได้เพราะ ดิโอโก้ โชต้า ก็ยังนอนอยู่ใรโรงหมอ มันเลยทำให้ คล็อปป์ ค่อนข้างขยับตัวลำบาก จะมีพอหวังพึ่งก็ ติอาโก้, ชากิรี่ รวมไปถึง ไวนัลดุม ที่เปลี่ยนลงสนามมาแทน ไหนจะรวม
ไปถึงนักเตะในตำแหน่งอื่นๆ โดยเฉพาะเกมรับอย่าง แน็ต ฟิลลิปส์ ที่หลายครั้งโดน คาลั่ม วิลัน พาทัวร์ และมีปัญหากับการจัดการ แต่ยังดีที่ว่าสุดท้ายทีมสามารถเอาตัวรอดไม่เสียประตู อย่างเช่นจังหวะที่โดน วิลสัน กระชากหนีเข้าไปกรอบเขตโทษที่เกือบเสียประตูดีที่ อลิสซอน ปิดมุมดีจัดการเอาไว้ได้
ส่วนททางฝั่ง นิวคาสเซิ่ล ก็ต้องชื่นชมไปที่เกมรับที่สามารถจัดการกับแนวรุกของคู่แข่งได้อย่างดีเยี่ยมจนสามารถเก็ยคลีนชีตจากแชมป์เก่าได้ และเป็นทีมแรกในพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ที่ไม่โดน ลิเวอร์พูล เจาะตาข่าย ฉะนั้นมันจึงไม่แปลกที่ แมน ออฟ เดอะ แมตช์ เกมนี้ คาร์ล ดาร์โลว์ จะได้รับเสียงโหสตแบบท่วมท้นถึง 48.9%
สรุปจบ 90 นาที ก็แบ่งกันไปทีมละ 1 คะแนน ซึ่งมันคงเป็นแต้มที่ฝั่งเจ้าบ้านน่าจะพึ่งพอใจเป็นอย่างมากกว่า ส่วนผู้มาเยือนคงผิดหวังไม่ใช่น้อยเพราะนี่คือการสดุดเสมอทำแต้มหล่นเป็นเกมที่ 2 ติดต่อกัน และเป็นการทำคะแนนหายกับการเจอทีมที่อยู่ค่อนล่างของตารางคะแนนด้วย
ติอาโก้ คัมแบ็ค
นี่น่าจะเป็นแข้งที่แฟน ลิเวอร์พูล คิดถึง และอยากจะให้กลับลงสนามคุมเกมแดนกลางของทีมให้ไวที่สุด โดยเกมล่าสุดที่ ติอาโก้ ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกต้องย้อนกลับไปเมื่อ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ในเกมที่เสมอกับ เอฟเวอร์ตัน 2-2 ซึ่งหลังจากวันนั้นเจ้าตัวก็ได้รับบาดเจ็บพักยาวไปราว 2 เดือน และล่าสุดในเกมกับ นิวคาสเซิ่ล ก็ได้กลับมาลงสนามอีกครั้งในบทบาทตัวสำรองช่วงราวๆ 15 นาทีสุดท้าย
ซึ่งเวลาในสนามอาจจะไม่ได้เยอะมากมาย แต่ก็พอมีบางจังหวะที่เจ้าตัวโชว์การวางบอลยาวทำเกมรุกบุกเข้าใส่คู่แข่ง ซึ่งมันก็เป็นภาพที่แฟนบอล "หงส์แดง" อยากจะเห็นการคัมแบ็คของเจ้าตัว ต่อจากนี้คงให้เวลามิดฟิลด์รายนี้อีกสักนิดในการเรียกบรรยากาศฟุตบอลให้กลับมา และเป็นแกนหลักของทีมในช่วงที่โปรแกรมหลังจากนี้จะชุกไม่ใช่น้อย
1 คะแนนที่เสียหาย
ปกติในช่วงหลังการพลาดคว้าชัยชนะของ ลิเวอร์พูล สิ่งที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะกระตุ้น และปลุกระดมนักเตะให้กลับมาเก็บชัยชนะให้ได้อีกครั้งในรูปแบบที่ต้องโขยกใส่คู่แข่ง เดินหน้ากระซวกความแค้นที่ทำคะแนนหล่นหาย แต่ทว่าครั้งนี้หลังเกมเสมอ เวสต์บรอมวิช มันผิดจากที่แฟนบอลคาดเอาไว้ ถ้าถามว่า 1 คะแนนในวันนี้มันน่าพอใจไหม ? คงตอบไม่เต็มปากว่าพอใจ เพราะถ้ามองไปที่ตารางคะแนนผู้ที่ตามมาอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด, เอฟเวอร์ตัน หรือ เลสเตอร์ ซิตี้ ต่างพร้อมจะทำคะแนนแซงหน้าพวกเขาทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตามก็จะพอมองโลกในแง่ดีได้บ้างตรงที่ถึงตรงนี้พวกเขายังคงไร้พ่ายเกมลีกมา 12 นัด และนักเตะตัวหลักบางรายเริ่มส่งสัญญาณของความพร้อมมากขึ้น ฉะนั้นเส้นทางต่อจากนี้ คล็อปป์ กับลูกทีม คงต้องก้าวเดินด้วยความระมัดระวังมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นอาจโดนผู้ติดตามด้านล่างจ้องทำร้าย และแซงขึ้นนำก็เป็นได้