เริ่มต้นที่การจัดทีมกันก่อน อย่างที่เรารู้กันดีว่าเกมนี้ ผู้มาเยือนอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั้นขุมกำลังไม่พร้อมเนื่องจากผู้เล่นชุดใหญ่ติดโควิดกันมากถึง 5 ราย ไล่ตั้งแต่ เอแดร์ซอน, ไคล์ วอล์คเกอร์ส, เอริค การ์เซีย, เฟร์ราน ตอร์เรส และ กาเบรียล เฆซุส ด้วยเหตุนี้เองทำให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่สมองเพชร ไม่สามารถจัดชุดใหญ่ใส่เต็มสูบได้ แต่ก็เข็นเอาชุดที่ดีที่สุดลงสนาม นำมาโดย ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, เควิน เดอ บรอยน์ และ ริยาด มาห์เรซ
ขณะที่เจ้าถิ่น แมนเชสเตอร ยูไนเต็ด ที่ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นสุดๆ ใน พรีเมียร์ลีก ก็เป็นรองจ่าฝูงแบบแต้มเท่า ลิเวอร์พูล แต่เตะน้อยกว่า เรียกว่ารอวันขึ้นจ่าฝูงเต็มตัว เวย์เอิดกำลังมา แล้วเกมนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ไม่รู้ว่าลืมดูรึป่าวว่าเอ้ยนี่ถ้วย คาราบาว คัพ นะ หรือที่แฟนผีสมัยก่อนเคยเรียกมันว่าถ้วยน้ำจิ้ม นัดนี้พี่แกจัดเต็มสูบเลย แต่เอาจริงๆ ก็เข้าใจได้นะ โซลชา คงอยากได้แชมป์สักถ้วยมาประดับบารมี แล้วนี่คือโอกาสดีที่สุดแล้ว แมนฯ ซิตี้ ขุมกำลังไม่พร้อม แล้วก็มาถึงรอบรองแล้ว จะจัดตัวจริงใส่เต็มก็ไม่แปลก เกมนี้มาครบเลยทั้ง ปอล ป็อกบา, บรูโน่ แฟร์นันเดส, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ถ้าจะมองว่าตัวสำรองคงมีคนเดียวคือ นายด่าน ดีน เฮนเดอร์สัน ที่ได้ลงแทน ดาบิด เด เคอา นอกนั้นจัดเต็ม เอาหละมาเข้าสู่เกมการแข่งขันกันดีกว่า ช่วงต้นเกมทั้ง 2 ฝ่าย ต่างสามารถส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายได้ทั้งคู่ แต่มันก็ล้ำหน้าทั้ง 2 ลูก แบบไม่ต้องเถียงไม่ต้องมีดราม่าอะไร ทว่ามันก็แสดงให้เห็นว่า เกมนี้คงสนุกแน่นอน เพราะต่างฝ่ายต่างน่าจะเปิดแลกกัน ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ แม้ครึ่งแรกท้ายสุดจะจบลงด้วยการเสมอกันแบบจืดชืด 0-0 แต่มันไม่ใช่เกมที่น่าเบื่อเลย แม้มันจะเตะเกือบตี 3 ก็เหอะ ส่วนจังหวะจะแจ้งของฝั่งเจ้าถิ่น ผีแดง ในครึ่งแรกก็คงต้องยกให้ลูกยิงนอกกรอบเขตโทษของ บรูโน่ แฟร์นันเดส ที่ไปติดเซฟ แซ็ค สเตฟเฟ่น นายด่านทีมชาติสหรัฐฯ ที่ได้ลงเล่นก็เพราะ เอแดร์ซอน ติดโควิด เรียกได้ว่าเป็นโอกาสเฉิดฉายแล้วก็ทำได้ดีทีเดียว ขณะที่จังหวะน่าได้ประตูขึ้นนำที่สุดของ "เรือใบสีฟ้า" แน่นอนว่าไม่พ้นจังหวะที่ เควิน เดอ บรอยน์ บรรจงปั่นบอลผ่านแนวรับ แมนฯ ยูไนเต็ด แล้วบอลไปจูบเสาออกข้างไปอย่างน่าเสียดาย สุดท้ายจบครึ่งแรกเสมอกัน 0-0 แบบสนุก เข้าสู่ช่วงครึ่งหลัง อันนี้จะว่าไปก็เห็นชัดเหมือนกันนะครับ เรื่องกึ๋นเรื่องประสบการณ์การแก้เกม จากเกมที่สูสีในครึ่งแรก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สามารถแก้หมากวางมาให้ครึ่งหลัง แมนฯ ซิตี้ เป็นฝ่ายเดินหน้าบุกและครองเกมเหนือกว่า แมนฯ ยู ทุกกระบวนท่า แล้วก็มาได้ประตูขึ้นนำจนได้ในนาทีที่ 50 จากลูกฟรีคิก เปิดมาแฉลบสุดท้ายบอลย้ายไปเข้าทาง จอห์น สโตนส์ ชาร์จเข้าไปผ่านมือ ดีน เฮนเดอร์สัน แมนฯ ซิตี้ ออกนำก่อน 1-0 พอขึ้นนำ แทนที่ เรือใบ จะเพลาเกมรุก เน้นรับให้สมกับเป็นทีมเยือน แต่ไม่เลย พี่แกไม่มีกลัวเจ้าถิ่น ยังคงเดินหน้าทำเกมรุกบุกเข้าใส่ แมนฯ ยู ก็รอโต้สวนกลับ ทำเกมขึ้นไปก็ไม่ได้จบ ตื้อๆ ตันๆ แรชฟอร์ด กับ มาร์กซิยาล แทบจะโดนตัดออกไปจากเกม มีแค่ บรูโน่ กับ ป็อกบา ที่พยายามสร้างสรรค์เกม แต่ก็ขาดๆ เกินๆ สุดท้ายก็หาโอกาสจะแจ้งแทบไม่ได้ หนำซ้ำยังมาโดนลูกที่ 2 อีก ในช่วง 10 นาทีสุดท้าย แล้วมันก็มาจากลูกเซ็ตพีทอีกแล้ว เตะมุมเปิดมาเคลียร์กันไม่ดี บอลไปเข้าทาง แฟร์นันดินโญ่ ยืนโล่งๆ ซัดเสียบเสาเข้าประตูไป ในนาทีที่ 83 เรียกได้ว่าเป็นการกลบดินฝังผีคาบ้านเรียบร้อย แล้วก็ตีตั๋วผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งความน่าสนใจในเกมนัดชิงนี้มันมีเยอะมาก นอกจากการดวลกันของ 2 กุนซือแห่งยุค คู่กัด เป๊ป-มู แล้ว ก็ยังมีสถิติค้ำคอ เป๊ป ถูกโฉลกกับถ้วยนี้มาก ส่วน น้ามู ก็เป็นเซียนนัดชิง เข้าชิงทีไรทำได้ดีตลอด แถม สเปอร์ส ก็ไม่ได้แชมป์อะไรมานานมากแล้วด้วย เชื่อเลยว่าจะเป็นเกมนัดชิงที่โคตรสนุก รอดูกันได้เลยชิน ชินพัฒน์










