เป็นกลางสัปดาห์ที่แฟนบอล ลิเวอร์พูล ได้กลับมาเชิดหน้าชูตาอีกครั้ง หลังจากหลบไปพักใจแบบเงียบๆในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ เพราะล่าสุดพวกเขาปลดแอกความกดดัน บุกมาปราบเอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ได้เหมือนเดิม ด้วยสกอร์ 3-1

หลังจากแนวรับมีปัญหา กองหน้าก็ยิงประตูไม่ได้ แต่คราวนี้ หงส์แดง ทำได้ยอดเยี่ยมอีกครั้ง ขณะที่ ไก่เดือยทอง ยังคงแพ้ทาง ลิเวอร์พูล เหมือนเดิม ที่สำคัญต้องสังเวยนักเตะตัวเก่งไปด้วย นอกจากนี้ในเกมศึกสัตว์ปีก ยังมีหลายประเด็นที่ต้องพูดถึง โดยเฉพาะ VAR ที่ทำให้โมเมนตั้มยังคงสนุกตื่นเต้น จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ไปติดตามกันเลย

- ร้อยวันพันปี VAR ช่วย ลิเวอร์พูล

เริ่มเกมมาเพียงแค่ 3 นาที สาวก "เดอะ ค็อป" ก็ต้องอ้าปากค้างกันแล้ว เพราะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ทำเกมบุก เป็น ซน ฮึง-มิน ได้หลุดเข้าไปยิงผ่านมือ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ขึ้นนำ 1-0 แต่ว่า !!! VAR ย้อนกลับมาดูภาพรีเพลย์ว่ามีจังหวะล้ำหน้าอะไรหรือไม่ ? ปรากฏว่า VAR ฟ้องให้เห็นถึงส้นเท้าของ "ตี๋ซน" ยื่นล้ำออกมา กว่าชายแขนเสื้อของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ในจังหวะทำชิ่งกับเพื่อน ก่อนจะหลุดเข้าไปยิง เรียกว่าต้องตีเส้นวัดเป็นหน่วย "มิลลิเมตร" ซึ่ง หงส์แดง มักโดนเป็นประจำเวลาส่งบอลเข้าไปซุกตาข่าย แต่กระนั้นคราวนี้กลับกลายเป็น ลิเวอร์พูล ที่ได้รับผลประโยชน์ เพราะ ซน ฮึง-มิน ถูกจับล้ำหน้า และ ทำให้ผลสกอร์ยัง 0-0 

- หงส์แดง ป้ออยู่นาน ก่อนจะล่อได้สำเร็จ

ครึ่งแรกทำท่าว่าจะจบลงด้วยผลสกอร์ 0-0 อยู่แล้ว ต่อให้ ลิเวอร์พูล จะเป็นฝ่ายครองบอลได้มากกว่า และ มีโอกาสได้เสียวอยู่บ้าง จากการยิงของ ซาดิโอ มาเน่ 2-3 จังหวะ ส่วน สเปอร์ส ก็ใช้เกมโต้กลับ เข้าทำแค่ไม่กี่จังหวะจาก แฮร์รี่ เคน กับ ซน ฮึง-มิน เพื่อหวังคอยเล่นงานแนวรับ ลิเวอร์พูล แต่ก็ทำอะไรได้ไม่มากนัก จนกระทั่ง ลิเวอร์พูล ได้ลูกเก่ง เมื่อเซ็นเตอร์แบ็ก ใช้ลูกบอลยาว ตักข้ามหัวแนวรับคู่แข่ง ก่อนจะเป็น ซาดิโอ มาเน่ หลุดกับดักล้ำหน้า วิ่งเข้าไปในกรอบเขตโทษฝั่งซ้าย ปาดเข้ามาให้กับ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ที่วิ่งมาเข้าฮอร์สจ่อๆ เป็นประตูขึ้นนำ 1-0 นาที 45+3 และ เป็นการหยุดสถิติอันย่ำแย่ ที่ 3 ประสานกองหน้า ไม่ทำประตูในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มามากกว่า 480 นาที นอกจากจะเป็นประตูปลดแอกของ ลิเวอร์พูล ยังเป็นประตูสำคัญที่ทำให้คลายความกดดันไปได้เยอะจริงๆ

- เริ่มครึ่งหลังแบบสุดโหด ยิงกันกระจาย

ออกสตาร์ทครึ่งหลัง บอกเลยว่า แฟนบอลทั้ง 2 ทีม มีหน้าเสียกันทั้งคู่ เริ่มจาก สเปอร์ส ถึงกับต้องเปลี่ยน แฮร์รี่ เคน ออกจากสนาม เพราะอาการบาดเจ็บ ต้องส่ง เอริค ลาเมล่า ลงสนามมาแทน ขณะที่ ลิเวอร์พูล สังเวย โจเอล มาติป ที่ลงเล่นได้แค่ 45 นาที ถึงคราวจำเป็นต้องส่ง นาธาเนียล ฟิลลิปส์ ลงมายืนคู่กับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน แต่ดูเหมือนว่า ลิเวอร์พูล จะไม่ส่งผลกระทบอะไร เพราะเริ่มมาแค่ไม่กี่นาที ก็เกือบจะยิงประตูขึ้นนำได้แล้ว และ ให้หลังแค่กระพริบตาเดียว หงส์แดง ก็มาทำประตูขึ้นนำ 2-0 ได้จริงๆ เมื่อ มาเน่ จะปั่นบอลให้เสียบเสาไกล แต่ อูโก้ ยอริส ปัดออกมาไม่พ้นเขตอันตราย และ ไปเข้าทาง เทรนท์ อาร์โนลด์ วิ่งมาซ้ำซัดสวนตัว ยอริส เข้าประตูไป นาที 47 หงส์แดง นำ 2-0 คิดว่าง่าย !! แต่ตดยังไม่ทันหายเหม็น เกมรับ ลิเวอร์พูล ก็สร้างช่องโหว่อีกครั้ง เพราะเพียงแค่ 2 นาที ต่อมา เป็นจังหวะที่ ไก่เดือยทอง ขึ้นเกมทางฝั่งซ้าย สตีเว่น เบิร์กไวน์ พยายามเลี้ยงเพื่อหาจังหวะเข้าทำ ซึ่งนักเตะ ลิเวอร์พูล ก็เหมือนจะหวั่นกลัว เพราะผู้เล่น 6-7 คน วิ่งกรูเข้าไปในกรอบเขตโทษกันหมด กลายเป็นว่า ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก มิดฟิลด์ตัวรับของ สเปอร์ส วิ่งเติมขึ้นมา ยืนโล่งๆอยู่หน้ากรอบเขตโทษ บรรจงกดด้วยขวา บอลติดไซร้ก้อย พุ่งเสียบเสาเข้าไป อย่างหมดจด เป็นประตูไล่ตาม 1-2 และ จุดประกายความหวังให้กับ สาวก "ไก่เดือยทอง" ขึ้นมาอีกครั้ง

- VAR ช่วย สเปอร์ส บ้าง

ช่วงที่ โมเมนตั้ม สเปอร์ส กำลังกลับมา เพราะยิงตีไข่แตกไล่ตาม 1-2 และ พวกเขาพยายามจะครองบอล บุกใส่ ลิเวอร์พูล เพื่อพยายามทำประตูตีเสมอให้ได้ แต่กลับกลายเป็นว่า เมื่อพวกเขาเสียบอล ก็โดน หงส์แดง ใช้แผนโต้กลับเร็วเช่นกัน โดยมีจังหวะที่ ลิเวอร์พูล ตัดบอลได้ และ ต่อบอลกันจากกลางสนาม ฟีร์มิโน่ ให้กับ ติอาโก้ ถ่ายออกซ้ายไปหา ซาดิโอ มาเน่ เลี้ยงจี้เข้าหากรอบเขตโทษ ก่อนจะไหลถวายพานไปให้ โม ซาลาห์ กดเต็มตีนเตี่ยบอลพุ่งเข้าไปอย่างเฉียบคม เป็นสกอร์นำ 3-1 อย่างไรก็ตาม แฟนบอล ลิเวอร์พูล กระโดดดีใจ เสียงหอบยังไม่ทันหายไป ก็มีภาพช้าแสดงให้เห็นว่า จังหวะเริ่มต้นเกมโต้กลับ บอลไปโดนมือของ ฟีร์มิโน่ เสียก่อน ทำให้ผู้ตัดสินย้อนไปดู VAR ก่อนจะตัดสินริบสกอร์คืน คราวนี้เป็นฝั่ง ไก่เดือยทอง ได้ผลประโยชน์ และ ทำให้สกอร์ยังตามหลังแค่ 1-2 เหมือนเดิม

- ความผิดพลาดของ ไก่เดือยทอง ถึงกับเสียลูก 3

ถึงแม้ว่า ไก่เดือยทอง จะยังไม่โดนยิงลูก 3 แต่กระนั้นรูปเกมต้องบอกว่าพวกเขาแทบหาช่องเจาะแนวรับ ลิเวอร์พูล ไม่ได้เลย เหตุผลสำคัญก็คือการเสีย แฮร์รี่ เคน ไปในช่วงพักครึ่ง ซึ่งน่าจะมาจากอาการบาดเจ็บตรงข้อเท้า เมื่อ สเปอร์ส ขึ้นเกมไม่ได้ ลิเวอร์พูล ก็อาศัยความผิดพลาด คอยเล่นงานจังหวะโต้กลับ หรือ เข้าทำอย่างรวดเร็ว และ ประตูที่ 3 ก็มาสัมฤทธิ์ผล เมื่อ เทรนท์ อาร์โนลด์ ตัดสินครอสจากทางฝั่งขวา เข้าไปในกรอบเขตโทษ จริงๆจังหวะนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไร เพราะบอลพุ่งเข้าไปหา โจ โรดอน กองหลังดาวรุ่ง "ไก่เดือยทอง" แต่ดาวรุ่งก็คือดาวรุ่ง โจ โรดอน วัย 23 ปี ตัดสินใจผิดพลาด จะเคลียร์ก็ไม่เคลียร์ จะเล่นก็ไม่เล่น กลายเป็นบอลเลยเข้ามาถึง ซาดิโอ มาเน่ เรียกว่าไม่ต้องแต่ง ไม่ต้องจับอะไรให้มากความ ซัดตามน้ำด้วยซ้าย บอลเสียบตาข่ายเข้าไปเป็นประตูขึ้นนำของ ลิเวอร์พูล 3-1 ซึ่งน่าจะเป็นประตูเรียกความมั่นใจ เพราะในเกมนี้ ยิง 1 จ่าย 1

ฮาย ฮาวดี้-

logoline