แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังอยู่ในช่วงเอิดได้อย่างเต็มที่ พวกเขาเพิ่งไล่ขยี้คู่แข่งอย่าง เซาธ์แฮมป์ตัน มา 9 ดอก และต้องการแต้มเป็นอย่างมากในการเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือน เอฟเวอร์ตัน วันนี้เพื่อทำแต้มไล่จี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งถ้าหากว่าชนะได้ก็คงพูดได้อย่างเต็มปากล่ะครับว่าปีนี้พี่ขอลุ้นแชมป์ ว่าแล้วไปดูรายละเอียดในเกมนี้กันดีกว่า เป็นอย่างไรบ้างเราจะมาเหลากัน
เริ่มต้นที่การจัดทีมกันก่อนเลย นัดนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบใส่เต็มสุดๆ ไม่มีการพักตัวหลักเลยแม้แต่คนเดียว อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ก็ยังคงนั่งเป็นตัวสำรองต่อไป ส่วน ปอล ป็อกบา ก็ได้กลับมาลงเล่นเป็นตัวจริงในแผงกองกลางร่วมกับ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ โดยมี บรูโน่ แฟร์นันเดส เป็นตัวทำเกม ขนาบข้างด้วย มาร์คัส แรชฟอร์ด และ เมสัน กรีนวู้ด กองหน้าตัวเป้าก็ใช้ เอดินสัน คาวานี่ ขณะที่ ทอฟฟี่บลูส์ ผู้มาเยือนของ คาร์โล อันเชล็อตติ วันนี้ขาด จอร์แดน พิคฟอร์ด นายด่านมือ 1 ที่มีอาการบาดเจ็บ ต้องใช้ โรบิน โอเซ่น เฝ้าเสาแทน นอกนั้นตัวหลักก็จัดมาครบครันทั้ง ฮาเมส โรดริเกวซ, ริชาร์ลิซอน และ โดมินิค คัลเวิร์ต-เลวิน เริ่มเกมมาก็เป็นไปตามคาดครับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฐานะเจ้าถิ่นที่กำลังมั่นใจสุดๆ เป็นฝ่ายเดินหน้าเปิดเกมรุกบุกเข้าใส่ เอฟเวอร์ตัน ก่อนเลย ครองบอลเหนือกว่า จ่ายบอลเยอะกว่า และ หาโอกาสยิงได้มากกว่า จนกระทั่งในที่สุดนาทีที่ 24 ผีแดง ก็ขึ้นนำได้สำเร็จ จากจังหวะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ครอสบอลจากทางด้านขวา ย้ายเข้ามาตรงกลางเข้ากลางกะบาล เอดินสัน คาวานี่ โขกเหน่งๆ กดลงพื้นเข้าประตูไป และเป็นประตูที่ 6 ของ เอล มาทาดอร์ ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ หลังจากได้ประตูขึ้นนำ ก็ยังเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด ที่บุกต่อเนื่องเรื่อยๆ แทบไม่เปิดโอกาสให้ เอฟเวอร์ตัน ได้ทำเกมขึ้นมาเลย แต่ในนาทีที่ 39 แมนฯ ยู ก็ได้รับข่าวร้าย ปอล ป็อกบา เจ็บกล้ามเนื้อต้องเปลี่ยนตัวออกไป แล้วส่ง เฟร็ด ลงมา ซึ่งในครึ่งแรกก็ถือว่าทำได้ดีอยู่ เพราะกว่าที่ ทอฟฟี่บลูส์ จะได้โอกาสยิงครั้งแรกก็ท้ายครึ่งแรกแล้ว แถมเป็นจังหวะที่ วิคตอร์ ลินเดเลิฟ กับ ดาบิด เด เคอา พลาดท่าไปกันเองด้วย แต่ ริชาร์ลิซอน ก็ฉวยโอกาสเปลี่ยนเป็นประตูไม่สำเร็จ และเมื่อทำไม่สำเร็จ ผีแดง ที่เล่นดีกว่าก็ลงโทษให้จงได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก จากเซ้นส์บอลอันยอดเยี่ยมของ บรูโน่ แฟร์นันเดส ที่อยู่นอกกรอบเขตโทษทำท่าเหมือนจะเปิดบอลเข้าไปให้ คาวานี่ แต่พี่แกหลอกยิงเลยซะอย่างงั้น บอลมุดใต้คานเข้าไปอย่างสวยงาม จบครึ่งแรก ผีแดง นำสบาย 2-0 ด้วยรูปเกมที่เหนือกว่าทุกกระบวนท่า คิดว่าไม่น่าพลาด 3 คะแนน เกมในครึ่งหลัง แม้จะเล่นแย่ในครึ่งแรกแต่ อันเชล็อตติ ก็ยังไม่คิดจะเปลี่ยนตัว แต่ใช้วิธีการเปลี่ยนแผนและแท็คติกการเล่นแทน ซึ่งมันก็ได้ผลทันที เพราะนาทีที่ 49 พวกเขาก็มาตีไข่แตกได้สำเร็จ จากจังหวะสวนกลับ ริชาร์ลิซอน หลุดมาเกือบสุดเส้นก่อนตวัดเข้ากลางมา บอลเหมือนจะไม่มีอะไรแล้ว แต่ ดาบิด เด เคอา ปัดบอลไม่ดีไปเข้าทาง อับดูลาย ดูกูเร่ ซัดโล่งๆ ไม่เหลือ เอฟเวอร์ตัน ตีไข่แตกได้เร็วไล่มาเป็น 2-1 พอโดนเร็วแบบนี้ ผีแดง ก็ออกอาการเป๋เสียสมาธิชัดเจน ไม่กี่อึดใจถัดมา ลูกทีมของอันเช่ ก็ตามตีเสมอได้สำเร็จ จากจังหวะที่ วิคตอร์ ลินเดเลิฟ โขกสกัดไปเข้าทาง อับดูลาย ดูกูเร่ เก็บบอลได้ ก่อนจ่ายให้ ฮาเมส โรดริเกวซ ซัดในกรอบเขตโทษ ผ่านมือของ ดาบิด เด เคอา เข้าไป ทำให้ใช้เวลาแค่ 6 นาทีก็ไล่ตามตีเสมอได้สำเร็จเป็น 2-2 หลังจากโดนตีเสมอ ผู้เล่น แมนฯ ยู ก็เหมือนจะตื่นจากภวังค์กลับมาเล่นได้ดีอีกครั้ง ประกอบกับ เอฟเวอร์ตัน ก็ดูเหมือนพอใจที่ไล่ตีเสมอได้สำเร็จ ไปเล่นเน้นรับเหมือนเดิม ซึ่งสุดท้ายแล้วก็เป็น ผีแดง ที่มาได้ประตูออกนำอีกครั้ง จากจังหวะฟรีคิกทางฝั่งซ้าย ลุค ชอว์ ครอสบอลเข้ามาหน้าประตูบอลหล่นลงมาบนหัว สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ สะบัดบอลเข้าประตูไป ทำให้ แมนฯ ยู ขึ้นนำอีกครั้งเป็น 3-2 ช่วงเวลาที่เหลือ ลูกทีมของน้าโอเล่ มีโอกาสที่จะหนีห่างเป็น 4-2 หลายต่อหลายครั้ง แต่จังหวะสุดท้ายไม่เฉียบคมมากพอ จ่ายขาดๆ เกินๆ หรือตัดสินใจผิดพลาดไปบ้าง ทำให้เข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ยังนำอยู่แค่ลูกเดียว ต้องลุ้นเสียว ซึ่ง โซลชา ก็โชว์กึ๋นกุนซือด้วยการถอดตัวรุกอย่าง เมสัน กรีนวู้ด ออก แล้วส่ง น้องต๋อย อั๊กเซล ตวนเซเบ้ ลงมาแทนเพื่อเน้นเกมรับ แต่หารู้ไม่ว่า น้องต๋อย นี่แหละคือตัวเกม เพราะเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย ตวนเซเบ้ ไปทำฟาล์วเสียฟรีคิก แล้วก็โดนเปิดบอลเข้ามาขลุกขลิกไปถึง โดมินิค คัลเวิร์ต-เลวิน ที่หลุดกับดักล้ำหน้าจิ้มบอลเข้าไป ส่งผลให้ เอฟเวอร์ตัน ไล่ตามตีเสมอได้สำเร็จอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ไม่เหลือเวลาให้เจ้าถิ่นได้เอาคืนเลยด้วย สุดท้ายจบเกมลงไปด้วยการแบ่งแต้มกันไปทีมละ 1 คะแนน แฟนผี คงเซ็งไปตามๆ กันเพราะเกมนี้โดยรวมถือว่าเล่นดีกว่าชัดเจน แต่สมาธิเสียไปเองทั้งช่วงต้นและท้ายครึ่งหลัง ทำให้พลาดโอกาสที่จะทำแต้มเทียบเท่า แมนฯ ซิตี้ จ่าฝูงที่จะบุกไปเยือน ลิเวอร์พูล ในวันพรุ่งนี้ไปอย่างน่าเสียดายส่วนโอกาสลุ้นแชมป์ก็คงต้องหวังให้ผลคู่นั้นเป็นใจล่ะครับ ในเมื่อตัวเองมีโอกาสแล้วทำไม่ได้ ก็ทำได้แค่ดูและลุ้นมันก็เท่านั้น
ชิน ชินพัฒน์










