หลังจากเสร็จสิ้นการจับสลาก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย ไม่รู้เหมือนกันว่าสาวก ลิเวอร์พูล พอใจหรือเปล่า กับการโคจรไปเจอกับยอดทีมจาก ลา ลีกา สเปน อย่าง เรอัล มาดริด ที่จะเป็นเหมือนการรีแมตช์นัดชิงชนะเลิศปี 2018 เชื่อเหลือเกินว่ามันจะมีความคับแค้นใจ ที่รอวันระบายออกมา

แน่นอนว่า "ราชันชุดขาว" แข็งแกร่ง เกรียงไกร ใครๆก็ไม่อยากเจอ แต่กระนั้นหากพิจารณากันดีๆ ลิเวอร์พูล มีโอกาสผ่านเข้ารอบเหมือนกัน และ หากคิดแบบเข้าข้างนิดๆ เผลอๆลูกทีม เจอร์เก้น คล็อปป์ อาจกรุยทางผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศเลยด้วยซ้ำ เพราะสายของ หงส์แดง แทบจะเลี่ยงพวกตัวเต็งเบอร์ต้นๆได้หมด อะไรเป็นความคิดที่ว่าทำไม ลิเวอร์พูล ถึงมีโอกาสได้ไปถึงรอบชิงดำ ลองมาเปิดใจดูกัน

- สาย ลิเวอร์พูล ไม่หนัก หากเทียบกับอีกสาย

ประทานโทษ เกริ่นหัวมาแบบนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะเหยียดหยาบ หรือ ดูถูกคู่ต่อสู้แต่อย่างใด โดยเฉพาะ เรอัล มาดริด คู่รักคู่แค้น ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย เพราะนี่ยักษ์ใหญ่แห่งเวที ลา ลีกา สเปน และ เป็นเจ้าพ่อที่ครองแชมป์ยุโรปได้มากสุดในประวัติศาสตร์ ฉะนั้นเรื่องดีกรีไม่เป็นสองรองใครในโลกนี้ แต่ทว่า "ราชันชุดขาว" ชั่วโมงนี้ ก็ไม่ได้มีฟอร์มที่เปรี้ยงปร้างเหมือนกับยุคก่อนๆ พวกเขามีฟอร์มกระท่อนกระแท่น และ ต้องคอยลุ้นว่าจะแซงหน้า แอตเลติโก มาดริด ไปคว้าแชมป์ลีกได้หรือไม่ สาเหตุที่เป็นแบบนั้นก็เพราะมีตัวผู้เล่นบาดเจ็บเต็มทีม อาทิ เอแด็น อาซาร์, มาร์เซโล่ หรือ ดานี่ การ์บาฆาล เป็นต้น จริงๆไม่ได้บอกว่า มาดริด จะด้อยกว่า แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นเหนือ ลิเวอร์พูล ที่พวกแนวรับบาดเจ็บ ขนาดนั้น .. หงส์แดง จะไม่แพ้แบบแบเบอร์ และ จะสู้ได้แน่นอน ซึ่งมันดีกว่าไปเจอ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ บาเยิร์น มิวนิค ที่สาวก เดอะ ค็อป พนมมือสาธุว่าอย่าเพิ่งเจอกันในรอบนี้ ถ้าหากสมมติว่า หงส์แดง ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ คู่แข่งที่รออยู่ ไม่เจอ ปอร์โต้ ก็ เชลซี หากพูดกันตามตรงเบากว่าสายบนอยู่เยอะมาก เพราะหากชายตามองไปดูการแข่งขันอีกสาย นับว่าเป็นโชคดีเหลือเกิน เนื่องจากทางนั้นมีทั้ง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง, บาเยิร์น มิวนิค และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปกระจุกรวมตัวกัน โดยมี โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ อีกหนึ่งทีม เท่ากับว่าทีมเหล่านั้น ต้องมาห้ำหั่นกันเอง  ฉะนั้นสายของ ลิเวอร์พูล ดูเบาไปเลย เรียกว่าทั้ง หงส์แดง, เรอัล มาดริด, เอฟซี ปอร์โต้ และ เชลซี มีโอกาสผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศทั้งหมด ชื่อชั้นไม่ห่างกันมาก เชื่อว่าแฟนบอลทีมที่ว่ามา ก็คิดแบบนั้น และ ก็คงไม่ผิดที่สาวก เดอะ ค็อป จะมีความหวัง ต้องไปรอดูกันว่าพวกเขาจะทำสำเร็จหรือไม่

- อาจได้เตะนอกบ้าน

ใครหลายคนเคยว่าไว้ครับ "แอนฟิลด์ ไม่ใช่นรกทีมเยือน" อีกต่อไป กลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจแบบ "รีสอร์ท แอนด์ สปา" เพราะ ลิเวอร์พูล พ่ายแพ้คาบ้าน มา 6 นัดติด ในเกมลีก นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรแบบบทีไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เรียกว่าชั่วโมงนี้ใครๆก็อยากมาเยือนแอนฟิลด์ กันทั้งนั้น กระทั่ง ลิเวอร์พูล มาเรียกความมั่นใจ ด้วยการเอาชนะ ไลป์ซิก ทั้งไปและกลับ ด้วยสกอร์รวม 4-0 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ยูซีแอล แต่นั่นเป็นการเตะสนามกลางทั้ง 2 เกม เหตุการณ์วันนั้น เกิดขึ้นที่สนาม ปุสกัส อารีน่า ประเทศฮังการี ทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" แซวกันเองว่า ชั่วโมงนี้ ขอออกไปเตะเกมเยือน หรือไม่ก็หาสังเวียน ที่เปรียบเสมือนเป็น "บ้านเช่า" คงดีกว่า อย่างนัดล่าสุดที่ หงส์แดง กลับมาเก็บ 3 แต้ม ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็เป็นการเล่นเกมเยือน บุกไปเอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 1-0 ซึ่งที่พูดมาทั้งหมด ไม่ได้จะบอกว่า ลิเวอร์พูล ฟอร์มกลับมาแล้ว และ มีโอกาสชนะ เรอัล มาดริด มากกว่านะครับ เพียงแต่จะบอกว่า สังเวียนฟาดแข้งระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ เรอัล มาดริด มีโอกาสจะไปเตะสนามกลาง สูงมากกว่า ด้วยโลกเรายังต้องเผชิญกับ โควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วทุกมุม โดย อังกฤษ เป็นพื้นที่สีแดง ที่หลายประเทศห้ามเดินทางเข้า ฉะนั้นถ้าหากไปเตะสนามกลาง บอกเลยว่าชั่วโมงนี้ หงส์แดง ไม่กลัวใคร เผลอๆจะชอบเตะมากกว่าที่แอนฟิลด์ ไปแล้ว ไม่แน่ว่าทฤษฎีสมคบคิดแบบนี้ อาจเข้าทาง ลิเวอร์พูล ก็เป็นได้ .. แต่กระนั้นต้องรอ ยูฟ่า คอนเฟิร์มอีกที ว่าจะเป็นการเตะบ้านใครบ้านมัน หรือ หาสังเวียนกลาง ไว้ฟาดแข้ง

- ฟอร์ม แชมเปี้ยนส์ ลีก ช่างแตกต่างกับ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

ลิเวอร์พูล กำลังขึ้นชื่อว่าเป็นแชมป์เก่า ที่มีฟอร์มห่วยแตกในซีซั่นถัดมา อีกทีมหนึ่ง หลังจากที่หลุดวงโคจรเรื่องป้องกันแชมป์ พรีเมียร์ลีก ไปแล้ว และ สุ่มเสี่ยงต่อการหลุดท็อปโฟร์อีกด้วย ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกทีม เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นแบบนั้น ก็เพราะอาการบาดเจ็บของเซ็นเตอร์แบ็กตัวหลัก โดยเฉพาะการขาดหายไปของ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ตอนนี้ หงส์แดง เพิ่งเก็บคลีนชีตได้เพียงแค่ 8 นัด เท่านั้น จากการลงเล่น 29 นัด เสียไปถึง 36 ประตู เยอะที่สุดในบรรดาท็อป ซิกซ์ และ ไม่ใช่แค่เกมรับเท่านั้นนะครับ เพราะเกมรุกก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะตลอด 5 นัดหลังสุด ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ พวกเขาไม่อาจเจาะแนวรับคู่แข่งได้ถึง 3 นัด และ ยิงรวมกันได้เพียงแค่ 3 ประตูเท่านั้น ยังไม่รวมความผิดพลาดจากนักเตะ ที่เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเป็นเรื่องชินตา จากผลงานที่กล่าวมา ไม่เชื่อใช่ไหมล่ะครับว่า มันต่างจาก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แบบหนังคนละม้วน โดยทัพ หงส์แดง เก็บคลีนชีตได้ถึง 6 จาก 8 นัด โดย รอบ 16 ทีมสุดท้าย 2 นัด ก็ซัดไปถึง 4 ตุง แค่นี้ก็คงเห็นความแตกต่างแล้วว่า ลิเวอร์พูล ทำผลงานในศึก "ยูซีแอล" ได้ดีกว่า ที่สำคัญเรื่องของแท็คติค บอลลีกกับบอลน็อคเอาท์ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้แพ้อาจไม่ได้แก้ตัวอีกแล้ว ซึ่งทั้ง ลิเวอร์พูล กับ เรอัล มาดริด ก็ไม่ได้พบเจอกันบ่อยๆ ก็คงไม่ได้รู้ทางกันมากนัก ไม่เหมือนกับคู่แข่งในลีก ที่เริ่มรู้ว่าระบบ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องเล่นแบบไหน เข้าทำอย่างไร ใครคือจุดอ่อน ฉะนั้นการเจอกับ ราชันชุดขาว ย่อมดีกว่าการเจอกันเองจากลีกเดียวกันเอง อาทิ เรือใบสีฟ้า หรือ สิงห์บลูส์

- แรงจูงใจ

ว่ากันตามตรง นักเตะ และ สตาฟฟ์โค้ช ลิเวอร์พูล ถอดใจเรื่องลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ไปนานแล้ว เหมือนอย่างที่ ซาดิโอ มาเน่ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ตั้งเป้าขอจบท็อปโฟร์ และ เป้าหมายหลักคือต้องการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองให้ได้ เพราะมันเป็นสิ่งเดียว ที่พอจะเยียวยาจิตใจกับฤดูกาลที่เจอแต่ความบอบช้ำ หากคิดกันแบบเล่นๆ ลิเวอร์พูล ที่เหลือให้เตะในลีกอีก 9 นัด ไม่รู้ว่าถ้าชนะหมดทุกนัด จะยังได้ตั๋วไป ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นหน้า หรือเปล่า เพราะพวกเขาต้องพึ่งจมูกทีมอื่นหายใจเหมือนกัน ผิดกับในรายการ "ยูซีแอล" อีก 5 นัดที่เหลือต่อจากนี้ ถ้าชนะหมด หงส์แดง จะคว้าแชมป์ทันที และ คว้าสิทธิ์ไปเตะฤดูกาลหน้าแน่นอน อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ชนะอีกแค่ 5 นัด จะเป็นเจ้ายุโรป เป็นสิ่งที่ "พูดง่าย ทำยาก" แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เชื่อว่าทุกคนที่สโมสร ลิเวอร์พูล ก็พร้อมทุ่มเทสุดแรงเกิด เพื่อหวังบรรลุเป้าหมายให้สำเร็จ เพราะนี่ถือว่าเป็นถ้วยใบสุดท้ายแห่งซีซั่น ที่ หงส์แดง มีโอกาสประสบความสำเร็จ และ ถ้าใช้ทฤษฎีสมคบคิดแบบที่กล่าวมาอีก 3 ข้อ ก็ไม่แน่ว่าอาจจะได้เห็น ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ และ ลุ้นคว้าแชมป์ยุโรปสมัย 7 ก็เป็นได้ .. เพราะโลกนี้ไม่อาจคาดเดา ความแน่นอน อาจเป็นความไม่แน่นอน อยู่เสมอไป ..

ฮาย ฮาวดี้

logoline