Black live matters : วลีต้านเหยียดผิว ที่ไม่ได้คิดจะต้านแบบจริงจัง ? 28 มี.ค. 2564 | 12:59 น. 0 Black live matters แคมเปญที่รณรงค์เกี่ยวกับการเหยียดสีผิว ถูกกลับมาพูดถึงกันอย่างแพร่หลายอีกครั้ง แต่ทว่าคราวนี้มันคือการถูกมองว่าเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ และเสียเวลาเปล่าที่จะมาต่อต้าน เพราะไม่มีฝ่ายไหนจริงจังกับแคมเปญนี้เสียที
ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มของของเคมเปญนี้ที่ทำให้ผู้คนในสังคมหันมาสนใจมากยิ่งขึ้น และสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกนั้นเกิดจากเหตุการณ์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อชายผิวดำนามว่า จอร์จ ฟลอยด์ ต้องมาเสียชีวิตจากการกระทำของตำรวจ
ประเด็นนี้เกิดขึ้นช่วงราวเดือนพฤษภาคม 2020 โดยได้มีพนักงานร้านโชห่วยแห่งหนึ่งได้โทรไปแจ้งความว่า ฟลอยด์ พยายามที่จะซื้อของที่ร้านของเขาด้วยแบงค์ราคา 20 ดอลลาร์ปลอม
ซึ่งเมื่อตำรวจเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ พวกเขาทั้ง 4 คนมาถึงก็ได้ผลักให้ ฟลอยด์ นั้นนอนคว่ำกับพื้นก่อนที่จะมีนายตำรวจร่างใหญ่คนหนึ่งใช้เข่ากดลงบนคอของเขา พร้อมทิ้งน้ำหนักอย่างเต็มแรง จากนั้น ฟลอยด์ ก็ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล แต่ทว่าทุกอย่างได้สายไปเสียแล้วเขาได้เสียชีวิตลง ตั้งแต่ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยซ้ำ
และสิ่งที่ทำให้ประชาชนโลกหันมาสนใจกับประเด็นนี้คือสิ่งที่ชายผิวดำถูกกระทำ และตอนที่เขาถูกนายตำรวจกดลงบนพื้นเขาไม่ได้มีท่าทีในการขัดขืนการจับกุมแต่อย่างใด ซึ่งกระแสสังคมก็เลยลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่านี่คือการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เพราะด้วยผู้ต้องสงสัยเป็นเพียงชายผิวดำ เลยมีการจัดการที่รุนแรงเกินกว่าที่มนุษย์คนนึงพึ่งจะโดนทำร้าย
ซึ่งนั้นเลยทำให้เกิดข้อความเรียกร้องความยุติธรรมต่างๆ ให้กับ จอร์จ ฟลอยด์ พร้อมกับกระแสที่เกิดขี้นในโลกโซเชียลพร้อมใจกันติดแฮชแท็กว่า “#JusticeForGeorge” ไม่เว้นแม้กระทั่งนักฟุตบอลชื่อดังที่ออกมาแสดงเสรีภาพของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็น คีเลียน เอ็มบัปเป้, จาดอน ซานโช่, เวสตัน แม็คเคนนี่ หรือ มาร์คัส ตูราม
จากนั้นโลกลูกหนังก็ได้นำแคมเปญ Black live matters เข้ามาใช้ โดยเฉพาะในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ช่วงท้ายฤดูกาล 2019-20 ได้มีการปรับเปลี่ยนให้ทุกสโมสรสกรีนข้อความดังกล่าวแทนที่ชื่อของนักเตะบริเวณด้านหลังเสื้อ และก่อนลงสนามแข่งขันในทุกเกมจะมีช่วงเวลาที่แสดงสัญลักษณ์ต่อต้านการเหยียดสีผิวด้วยการคุกเข่าลง
ซึ่งนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ถามว่าการรณรงค์ทั้งหมดมันได้ผลจริงไหม ?
ก็คงต้องเรียนกันตามตรงว่าการเหยียดสีผิว หรือเชื้อชาติไม่ได้น้อยลงเลย หนำซ้ำดูเหมือนพวกเดนมนุษย์เหล่านั้นก็ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวหรือคิดอะไรได้มากขึ้นเลย ยกตัวอย่างในเคสที่ อั๊กเซล ตวนเตเบ้, มาร์คัส แรชฟอร์ด หรือ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล 3 แข้งของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่โดนกับตัวในวันที่ทำผลงานได้ไม่เป็นที่อย่างที่คาดหวัง จนถึงขนาดที่ตัดต่อภาพหัวของลิงมาใส่ในแทนที่ของหน้าดาวยิงชาวฝรั่งเศส
หรือ รีซ เจมส์ ดาวรุ่งของ เชลซี ที่ถึงขั้นต้องปิดอินสตราแกรมส่วนตัว เพราะโดนพวกสวะสังคมตามมาด่าเกี่ยวกับสีผิว และเชื้อชาติของเขา แน่นอนเรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากเป็นผู้ถูกกระทำกันทั้งนั้น
รวมไปถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่ เฟร็ด ถูกลากมาเป็นประเด็น หลังเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกไปพ่าย เลสเตอร์ ซิตี้ 3-1 ซึ่งหลังจบเกมเจ้าตัวโดนหาว่าเป็นจุดบอดของทีม ทำให้ทัพ "ปีศาจแดง" ต้องตกรอบ ฉะนั้นเหล่าพวกเกรียนโซเชียลตามไปด่าในอินสตราแกรมส่วนตัว และมันลามไปถึงการเหยียดสีผิว และเชื้อชาติ และมันรุนแรงจนทำให้เจ้าตัวต้องปิดคอมเมนต์ ก่อนที่จะออกมาโพสต์ข้อความต่อต้านการเหยียดผิวด้วยตัวเอง
จริงอยู่ว่าเคสเหล่านั้นในฐานะแฟนบอลคุณสามารถวิจารณ์ฟอร์ม หรือผลงานได้อย่างเต็มที่ แต่มันควรอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เพราะยังไงเสียบุคคลเหล่านั้นก็เป็นมนุษย์ที่เกิดมาเหมือนกับคุณ ไม่ได้แตกต่าง หรือคุณก็ไม่ได้วิเศษอะไรต่างไปจากเขาเลยสักนิดเดียว
ฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ วิลฟรีด ซาฮา ดาวเตะของ คริสตัล พาเลซ จะกล้าแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าต่อจากนี้เขาจะไม่ยอมคุกเข่าเพื่อแสดงสัญลักษณ์อะไรเหล่านั้นอีกแล้ว เพราะเจ้าตัวคิดว่ามันไม่ได้เป็นการสร้างประโยชน์อะไรเลย
"การตัดสินใจของผมหลายคนน่าจะรู้กันก่อนหน้านี้แล้วที่ผมเคยประกาศผ่านสาธารณเมื่อประมาณ 2-3 สัปดาห์ก่อน ว่าผมจะไม่ทำมันอีก มันไม่ใช่เรื่องถูก หรือผิด แต่ส่วนตัวผมมองว่าการคุกเข่ากลายเป็นส่วนหนึ่งก่อนการแข่งขันเพียงเท่านั้นเอง"
"ซึ่งผมมองว่ามันไม่มีสำคัญ ไม่ว่าเราจะคุกเข่าหรือยืนขึ้น ตราบใดที่ยังมีการละเมิดเกี่ยวกับเรื่องการเหยียดสีผิวต่อไปเหมือนเดิม ผมยังเคารพเพื่อนร่วมทีม และผู้เล่นของสโมสรอื่นๆ อย่างเต็มที่เหมือนเดิม"
"ผมคิดว่าสังคมทั้งหมดควรส่งเสริมเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่ระดับการศึกษาในโรงเรียน และในโลกโซเชียล เรื่องนี้มันควรถูกทำมาทำกันอย่างจริงจัง และเข้มงวดกับผู้ที่ล่วงละเมิด ไม่ใช่แค่กับนักฟุตบอลอย่างทุกวันนี้"
ซึ่งถ้าเรามาพิจารณาคำพูดของ ซาฮา และมองกลับไปที่แคมเปญการคุมเข่านั้น มันแทบจะเป็นข้อเท็จจริงทุกประการ เพราะต่อให้คุณจะคุกเข่าต่อไปอีกหลายสิบปี คุกกันจนเข่าของคุณด้านไปข้างนึง แต่สังคมของโลกใบนี้ หรือเรื่องการศึกษาไม่ได้มีการรณรงค์ หรือให้ความรู้ ความเข้าใจที่มันถูกต้อง และจริงจังมากพอมันก็ไร้ซึ่งประโยชน์ที่จะมาทำในรูปแบบนี้
หรือล่าสุดในเคสของ เธียร์รี่ อองรี ที่ออกมาแสดงประกาศชัดว่าต่อไปนี้เขาจะหยุดอัพเดตเรื่องราวของตัวเองผ่านทุกสื่อโซเชียล หลังจากรู้สึกรับไม่ได้กับการที่บุคคลใดก็ตามโดนกระทำทั้งเรื่องของการเหยียดสีผิว, เหยียดเชื้อชาติ หรือบลูลี่ในเรื่องต่างๆ
โดยอดีตหัวหอกทีมชาติฝรั่งเศสได้แสดงความเห็นออกมาว่า "ผมอยากแสดงจุดยืนของตัวเอง นี่คือช่องทางการสื่อสารที่สะดวก แต่คนบางคนกลับมันเอามาใช้เป็นอาวุธ โจมตีผู้อื่น ทั้งการเหยียดสีผิว พูดจาหยาบคาย หรือดูถูกการแต่งตัว"
"มันง่ายมากกับการสร้างบัญชีขึ้นมาในโลกโซเชียลแล้วก็ตามไล่ด่าผู้อื่น ผมเลยคิดขึ้นมาได้ว่า ผมควรจะรอ หรือว่าควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อแสดงจุดยืนของตัวเอง ลูกของผมต้องมาเจออะไรแบบนี้เหรอ เขาต้องโตขึ้นมาในสังคมแบบนี้ แล้วมันจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้"
"ผมเห็นผู้คนออกแคมเปญดีๆ พูดจาสวยงาม แต่ขอถามหน่อยว่า คุณหยุดสิ่งเหล่านั้นได้เหรอโดยเฉพาะช่องทางโซเชียลในแต่ละแพลทฟอร์ม บอกผมทีคุณจะหยุดเรื่องนี้ได้ยังไง ?"
"ในเมื่อมันทำไม่ได้ ผมก็จะขอออกมาจากตรงนั้น จนกว่าผมรู้สึกว่าโซเชียลมันเป็นสังคมที่น่าอยู่มากขึ้น ผมรับได้กับการโต้เถียง แต่ว่าบางสิ่งนั้นมันดูจะล้ำเส้นเกินไปหน่อย"
แน่นอนแคมเปญ Black live matters มันพอจะมีมุมที่ดีอยู่บ้าง แต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป มันก็เหมือนจะกลายเป็นเพียงวลีสวยงามที่แต่งเติมขึ้นมาในโลกโซเชียล แต่ในเมื่อมันไม่มีใครหันมาเอาจริง และรณรงค์กันอย่างถึงที่สุด บางทีเพียงแค่การคุกเข่า หรือสกรีนเสื้อโชว์บนแผ่นหลังมันก็ไม่ได้ช่วยให้จิตสำนึกของคนบางกลุ่มคิดได้เลยสักนิดเดียว
สุดท้ายสิ่งที่ทั้ง ซาฮา หรือ อองรี ออกมาเรียกร้อง มันก็เหมือนเป็นกระบอกเสียงที่พอจะส่งไปถึงเหล่าผู้มีอำนาจทั้งหลายให้ลงมาจัดการกับการกระทำเหล่านี้แบบจริงจังเสียที เพราะขืนปล่อยผ่านไปเรื่อยๆ เหล่าเดนมนุษย์ก็ได้ใจ และแคมเปญที่สร้างขึ้นมาก็ปลิวหายไปพร้อมกับน้ำตาของผู้ถูกกระทำ
- เปา ขอบสนาม -