การันตี 100% ไปแล้วเป็นที่เรียบร้อยสำหรับเจ้าของแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2020-21 นั้นก็คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทัพของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

ซึ่งจะว่าไปเส้นทางแชมป์ในซีซั่นนี้ของพวกเขาก็ยังไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบเลย มีช่วงจังหวะที่ร่วงหล่นไปอยู่ถึงอันดับ 10 มาแล้วด้วย ก่อนที่จะค่อยๆ ไต่ระดับจนก้าวขึ้นมาหยิบโทรฟี่แชมป์ไปเชยชมได้อีกครั้ง ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราเลยจะพาไปดูเส้นทางแชมป์พรีเมียร์ลีกของทัพ "เรือใบสีฟ้า" ในฤดูกาลนี้กันหน่อยว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง กว่าจะฟันฟ่าก้าวขึ้นมาเป็นนัมเบอร์วันได้อีกครั้ง

การเสริมทัพเมื่อช่วงซัมเมอร์

ภายหลังจากเสียแชมป์ไปให้กับ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลก่อนหน้าพร้อมกับปัญหามากมาย เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และทีมงานต้องรีบแก้ปัญหา เพื่อที่จะนำทีมกลับมาเถลิงบัลลังก์แชมป์ให้ได้อีกครั้ง แน่นอนปัญหาแรกที่ใหญ่ และกลายเป็นจุดอ่อนของทีมคือเรื่องเกมรับหลังบ้านในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาร์ฟ เพราะเท่าที่มีอยู่มันอาจไม่เพียงพอต่อการไล่ล่าความสำเร็จ ว่าแล้วพลพรรค "เรือใบสีฟ้า" ก็เดินหน้าคว้านักเตะในตำแหน่งดังกล่าวมาถึง 2 คนรวดนั้นก็คือ นาธาน อาเก้ กับ รูเบน ดิอาส เพื่อนำมาผสมกับแข้งเก่าทั้ง จอห์น สโตนส์ และ เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ ส่วนแข้งที่กลายเป็นส่วนเกินอย่าง นิโกลัส โอตาเมนดี้ ก็ถูกปล่อยไปให้ เบนฟิก้า ส่วนในตำแหน่งริมเส้นทีมเสีย ลีรอย ซาเน่ ไปให้กับ บาเยิร์น มิวนิค แต่นั้นไม่ใช่ปัญหา เพราะพวกเขาก็แก้เกมด้วยการปิดดีลดึงตัว เฟร์ราน ตอร์เรส มาจาก บาเลนเซีย เพื่ออุดรอยรั่วดังกล่าวเรียบร้อย สรุปแล้วตลาดในครั้งนั้นแม้จะไม่ได้นักเตะที่ชื่อดังอะไรมากมายเข้ามา แต่ทุกคนที่เสริมนั้นเป็นการเกาถูกที่คัน และแก้ปัญหาให้ตรงจุดที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องการ ที่เหลือต่อจากนั้นคือการปรับจูนนักเตะใหม่ กับเก่า ให้ลงตัวเพียงเท่านั้น ปีที่ไม่ง่าย! เส้นทางสู่แชมป์พรีเมียร์ลีกของ แมนฯ ซิตี้

ออกตัวได้น่าผิดหวัง

เกมนัดเปิดหัวฤดูกาลใหม่ต้องบอกว่าฟอร์มของทัพ "เรือใบ" ไฉไลมากจริงๆ พวกเขาบุกไปเอาชนะ วูลฟ์แฮมป์ตัน ได้ถึงถิ่น 1-3 ในรูปแบบที่ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยอะไรมากมาย แต่ทว่านั้นเหมือนภาพลวงตาที่หลอกให้แฟนบอลดีใจ และขู่ให้ทีมอื่นๆ หวาดกลัวเพียงเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นผลงานของลูกทีม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็ดูเหมือนจะค่อยๆ ถอยหลังลงคลองมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงเกมนัดที่ 2 ของซีซั่นเท่านั้นพวกเขาได้ลงเล่นในบ้านแท้ๆ แต่กลายเป็นว่าโดน เลสเตอร์ บุกมาสอยถึงถิ่นด้วยสกอร์เหลือเชื่อ 2-5 จากนั้นพวกเขาก็เป๋ไม่หายทำได้เพียงบุกไปเสมอน้องใหม่อย่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 เท่ากับจบ 3 เกมแรกพวกเขาเก็บได้เพียง 4 แต้ม รั้งอันดับ 14 ของตารางคะแนน แน่นอนนั้นไม่ใช่ภาพที่คุ้นเคยเท่าไหร่ของขุมกำลัง "เรือมบสีฟ้า" จากนั้นในช่วง 10 เกมแรกของฤดูกาลพวกเขาก็มีเหตุการณ์สะดุดอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น บุกไปเสมอ เวสต์แฮม 1-1, เปิดบ้านเสมอ ลิเวอร์พูล 1-1 และ บุกพ่าย สเปอร์ส 0-2  ทำให้เมื่อผลงานในช่วง 10 นัดแรกพวกเขาเก็บไปได้เพียง 18 คะแนน พร้อมรั้งอันดับ 7 ของตาราง มีแต้มตามหลังจ่าฝูงมากถึง 6 คะแนน ซึ่งตอนนั้นหลายคนเริ่มมองว่าเรือใบลำนี้ดูท่าทีจะกลับเข้าฝั่งยากลำบาก เพราะด้วยผลงานที่ไม่สม่ำเสมอ รวมไปถึงแนวรุกที่ไม่ได้ดุดันเหมือนอย่างที่เคยเป็น 

วันคริสต์มาสก็ยังห่างจ่าฝูง

หนึ่งในตัวชี้วัดที่ดีคือเมื่อเข้าสู่ช่วงวันบ็อกซิ่ง เดย์ ที่มักพูดกันว่าจ่าฝูงในช่วงนี้ส่วนมากมักลงเอยด้วยการเข้าป้ายคว้าแชมป์เมื่อจบฤดูกาล ซึ่งในตอนนั้นทีมที่นำเป็นจ่าฝูงคือ ลิเวอร์พูล ส่วนเมื่อชายตามองไปที่ แมนฯ ซิตี้ พวกเขารั้งอยู่อันดับ 6 ของตารางคะแนน มีแต้มตามทัพ "หงส์แดง" อยู่ 6 คะแนน แต่ทว่าในห้วงเวลานั้น แมนฯ ซิตี้ ก็เริ่มมีผลงานที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เก็บชัยชนะได้เป็นกอบเป็นกำมากยิ่งขึ้น และสม่ำเสมอไม่ปล่อยคะแนนหลุดมือไปง่ายๆ อีกทั้งเกมรุกของพวกเขาก็กลับมาโคตรโหดอีกครั้งยิงคู่แข่งเกมละ 3 หรือ 4 ประตูบ่อยมาก อีกทั้งยังเสียประตูโคตรยาก เพราะนักเตะใหม่อย่าง รูเบน ดิอาส เริ่มปรับตัวกับฟุตบอลอังกฤษได้มากขึ้น รวมไปถึงคู่ขาอย่าง จอห์น สโตนส์ หรือ เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ ที่สลับกันมาเข้าคู่ ก็รู้ใจกันมากขึ้น ซึ่งเมื่อส่วนผสมทุกอย่างมันเริ่มลงตัวทำให้บรรยากาศของทัพ "เรือใบสีฟ้า" ดีขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นว่า 6 คะแนนที่ตามจ่าฝูงอยู่นั้นมันไม่ใช่ตัวเลขที่มากเกินไปเลย เมื่อเทียบกับฟอร์ม และจำนวนเกมการแข่งขันที่เหลืออยู่อีกกว่าครึ่งฤดูกาล ปีที่ไม่ง่าย! เส้นทางสู่แชมป์พรีเมียร์ลีกของ แมนฯ ซิตี้

ไม่แพ้ใคร 18 เกมติดต่อกัน

อย่างที่บอกไปว่า แมนฯ ซิตี้ เริ่มมีวิถีการที่ยอดเยี่ยมมากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงความสม่ำเสมอในช่วงเวลาที่ทีมอื่นมักทำคะแนนหล่นหาย แต่ทว่าพวกเขากลับเดินหน้าคว้าชัยอย่างต่อเนื่อง และไม่แพ้ใครยาวนานถึง 18 เกมติดต่อกัน ซึ่ง 18 เกมดังกล่าวแบ่งเป็นชัยชนะ 15 นัด และหลุดเสมอเพียง 3 เกม ฉะนั้นไม่ถึงไม่แปลกที่เรือใบลำนี้จะค่อยๆ แล่นขึ้นเทียบท่าในบทบาทจ่าฝูง และไม่ใช่ผู้นำธรรมดา เพราะพวกเขาฉีกหนีผู้ตามห่างไกลมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีอยู่ช่วงนึงที่นำหน้าอันดับ 2 อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ไกลถึง 14 คะแนน ภายหลังลงสนามไป 27 นัด แน่นอนเมื่อสถานการณ์มันเป็นเช่นนี้ บวกกับจำนวนนัดที่น้อยลงเรื่อยๆ และช่องว่างคะแนนที่ห่างมากพอสมควร บวกกับยี่ห้อ แมนฯ ซิตี้ ไม่แปลกที่เหล่าบรรดากูรู หรือแฟนบอลทั้งหลายจะยกแชมป์ให้พวกเขาตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าโค้งสุดท้ายของการแข่งขัน ที่เหลือก็รอเพียงวันที่การันตีแชมป์ และฉลองแบบเต็มคาบเท่านั้นเอง

การันตีแชมป์ 100%

แม้สถิติไร้พ่ายจะถูกหยุดไว้ที่ 18 นัด ด้วยน้ำมือของทัพ "ปีศาจแดง" ที่เป็นรองจ่าฝูง ทำให้สถานการณ์ลุ้นแชมป์จะดูมีหวังมากยิ่งขึ้น เมื่อ ซิตี้ เองก็สะดุดแพ้อีก 2 นัดในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้โอกาสในทางทฤษฎีมันยังพอมีที่อาจวืดได้ แต่ทว่าในทางปฎิบัตินั้นมันยากเสียเหลือเกินที่พวกเขาจะผ้าป่าคว่ำไม่ได้แชมป์มาครอง จนกระทั่งเมื่อค่ำคืนวันอังคาร (11 พ.ค.) ที่ผ่านมา แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เปิดบ้านพ่ายให้กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ก็เป็นการยืนยันแล้วว่าแชมป์ฤดูกาลนี้ตกเป็นของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แบบ 100% แม้จะเหลือการแข่งขันอีก 3 นัดก็ตาม เท่ากับว่านี้คือแชมป์ลีกสูงสุดของ แมนฯ ซิตี้ สมัยที่ 7 ในประวัติศาสตร์สโมสร และเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 3 ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นับตั้งแต่เข้ามาคุมทีมเมื่อปี 2016  ซึ่งเมื่อทุกอย่างการันตีแล้ว เป๊ป ก็ได้ออกมาสารภาพเลยว่าแม้จะขึ้นนำเป็นจ่าฝูงแล้วม้วนเดียวจบเข้าวินคว้าแชมป์ แต่นี่คือฤดูกาลที่หฤโหดมากสำหรับตัวเขา และเป็นแชมป์อีกครั้งที่ยากลำบากมากเหลือเกิน  “นี่เป็นฤดูกาล และตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกที่ไม่เหมือนใคร มันเป็นฤดูกาลที่ยากที่สุด เราจะจดจำฤดูกาลนี้เสมอสำหรับวิธีที่เราคว้าแชมป์” “ผมภูมิใจมากที่ได้เป็นผู้จัดการทีมสโมสรนี้ และผู้เล่นกลุ่มนี้พวกเขาพิเศษมากที่ผ่านมาในฤดูกาลนี้ด้วยข้อจำกัด และความยากลำบากทั้งหมดที่เราต้องเผชิญ และการแสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอที่เรามีเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก” สุดท้ายก็ขอแสดงความยินดีกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อีกครั้งที่สามารถคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้มาครองได้สำเร็จ  พวกคุณแข็งแกร่ง และยอดเยี่ยมคู่คควรกับคำว่า "แชมเปี้ยน" มากจริงๆ

- เปา ขอบสนาม -

logoline