ยิงกันมันส์ 8 เม็ด! โครแอต โกงความตายไม่ไหวโดน สเปน ไล่อัด 5-3 ตีตั๋วลิ่ว ยูโร 2020 รอบ 8 ทีม
- 29 มิ.ย. 2564 | 16:28 น.
- 0
จบกันไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับศึก ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย บนสังเวียน พาร์เค่น ใน โคเปนเฮเก้น มันเป็นเกมที่สนุกสุดเหวี่ยงและเต็มไปด้วยโมเมนต์ที่ดราม่ามากมาย แต่สุดท้ายก็เป็น สเปน ที่สามารถเอาชนะ โครเอเชีย ไปได้ด้วยสกอร์ 5-3 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ
ส่วนเรื่องราวและสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมๆ นี้จะมีอะไรบ้างนั้นไปติดตามคอนเทนต์จากทางเรา "ขอบสนาม" ได้เลยครับ !
สเปน จัดหนักตั้งแต่เริ่มเกม
เริ่มเกมมาตั้งแต่นาทีแรกก็เป็นทางฝั่ง สเปน ที่เดินหน้าฆ่ามัน เพราะเป็นฝ่ายครองบอลได้มากกว่าแบบเห็นได้ชัด และก็เปิดฉากเดินหน้าบุกใส่ โครเอเชีย อยู่ฝ่ายเดียว มีจังหวะได้จบได้ลุ้นประตูขึ้นนำอยู่หลายครั้ง ถ้าจะพูดจังหวะที่หวังผลได้เน้นๆ ก็จะมีช็อต อัลบาโร่ โมราต้า ไหลย้อนมาให้ ปาโบล ซาราเบีย ได้ง้างเต็มข้อด้วยซ้ายก่อนบอลจะพุ่งเสียบหน้าต่าง รวมไปถึงจังหวะแทงทะลุช่องอย่างสวยจากกลางสนามให้ โกเก้ สอดขึ้นมายิงจ่อๆ แต่น่าเสียดายที่พื้นที่มันแคบไป บอลก็เลยติดเซฟของ โดมินิค ลิวาโควิช
อีกหนึ่งจังหวะที่ สเปน น่าจะได้ประตูมากๆ เกิดขึ้นในนาทีที่ 11 จังหวะที่ เฟร์นาน ตอร์เรส บรรจงเปิดจากกราบขวา อัลบาโร่ โมราต้า ได้โอกาสเทคตัวโหม่งจ่อๆ ในระยะเผาขน แต่ทิศทางของบอลมันไม่เป็นใจ เพราะบอลมันพุ่งไปหักเหโดนแขนของ โดมากอย วิด้า แทน ถึงทางฝั่ง สเปน พยายามจะฟ้องเพื่อเรียกลูกจุดโทษ แต่ผู้ตัดสินยังเฉย
ความผิดพลาดของ สเปน
สเปน เป็นฝ่ายเดินหน้าบุกใส่อยู่ฝ่ายเดียวทำให้ทาง โครเอเชีย จำเป็นต้องเน้นการเล่นเกมรับและอาศัยเกมสวนกลับ แต่ไปๆ มาในนาทีที่ 19 ประตูแรกของเกมสกอร์บอร์ดดันไปขึ้นทางฝั่ง โครเอเชีย จากความผิดพลาดของผู้รักษาประตู อูไน ซิมอน ไม่รู้ว่าเหม่อหรือใจลอยคิดอะไรอยู่ พี่แกดันจับบอลพลาดจากจังหวะเบิ้ลบอลคืนหลังของ เปดรี้ จนลูกบอลหลุดกลิ้งเข้าประตูไป กลายเป็น โครเอเชีย ที่เป็นฝ่ายขึ้นนำ 1-0 ทั้งที่ยังไม่ได้มีจังหวะยิงเลยแม้แต่ครั้งเดียว
สเปน ตีเสมอ 1-1
ถึงจะเป็นรองในเรื่องของผลสกอร์แต่ในส่วนของรูปเกมไม่ได้เป็นรองเลยสักนิด สเปน ยังคงครองบอลได้มากกว่า และมีจังหวะเข้าทำมากมาย จนในที่สุดความพยายามก็เป็นผลสำเร็จ เมื่อแข้งของ สเปน เติมเกมขึ้นมาล้อมเมือง คลุมกรอบเขตโทษของ โครเอเชีย ได้ทั้งซ้าย กลาง และ ขวา จังหวะทำชิ่งกันอาจจะดูขาดๆ เกินๆ ไปหน่อย แต่สุดท้ายก็เป็น โฆเซ่ กาย่า ที่ได้ซัดเน้นๆ บอลพุ่งไปติดเซฟของ โดมินิค ลิวาโควิช แต่นั่นยังไม่พ้นขีดอันตราย เพราะจากนั้นบอลมันดันไปเข้าทาง ปาโบล ซาราเบีย ก่อนจะซ้ำดาบสองเข้าไปช่วยให้ สเปน ตามตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จในนาทีที่ 38
แซงนำ 2-1
เริ่มครึ่งหลังมาก็ยังคงเป็น สเปน ที่ทำได้ดีกว่าในเรื่องของการสร้างโอกาสเข้าทำ พวกเขาเซตเกมรุกขึ้นมาจากตรงกลาง บอลจาก เปดรี้ ลากบอลจี้เข้ากรอบเขตโทษ ก่อนจะตัดสินใจไหลออกซ้ายให้ เฟร์ราน ตอร์เรส ได้ชายตามองและบรรจงเปิดบอลครอสส์ลอยเข้าไปในกรอบเขตโทษ และเป็นทาง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ที่วิ่งตีคู่มากับ ยอสโก้ กวาร์ดิโอล แต่พี่แกสามารถชิงเหลี่ยมได้ดีกว่า กระโดดเทคตัวขึ้นโหม่งจ่อๆ ส่งบอลซุกก้นตาข่าย ช่วยให้ สเปน พลิกสถานการร์แซงกลับมานำ 2-1 ในนาที 57 และที่สำคัญคือประตูนี้นับเป็นประตูแรกของ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ในการเล่นให้ สเปน ชุดใหญ่ด้วย
เกมเปิดแลกมากขึ้น
เมื่อ โครเอเชีย เป็นฝ่ายตามหลังด้วยรูปเกมและโอกาสที่เป็นรองแบบจับต้องได้ด้วยตาเปล่า ทำให้กุนซือใหญ่อย่าง ซลัตโก้ ดาลิช ไม่มีทางเลือกก็เลยต้องส่งพวกแข้งเกมรุกลงมาช่วยแก้เกมไม่ว่าจะเป็น อันเดร ครามาริช, มิสลาฟ ออร์ซิช, มาริโอ ปาซาลิช และอันเต้ บูดิเมียร์ แต่เมื่อเกมมันต้องเปิดแลกมากขึ้นก็เท่ากับว่า โครเอเชีย จะมีโอกาสเสียประตูได้ง่ายขึ้น
ถึงพวกเขาจะสร้างปัญหาให้กับ สเปน ได้มากขึ้น มีหลายจังหวะที่ลุ้นตามตีเสมอได้ แต่ไปๆ มาๆ ดันต้องมาเสียประตูที่ 3 ทั้งที่เป็นจังหวะที่ไม่มีอะไรเลย มันเป็นความผิดพลาดของทาง โครเอเชีย ที่ไม่รัดกุมเอง จากจังหวะที่เกมหยุด สเปน ได้ลูกตั้งเตะในแดนตัวเอง และเป็น เปา ตอร์เรส ที่อาศัยจังหวะที่นักเตะ โครเอเชีย เผลอด้วยการวางบอลยาวขึ้นหน้าครอสไปทางขวาที่มี เฟร์ราน ตอร์เรส ยืนห้อยอยู่
ไม่มีใครระวังตำแหน่งของไอ้หมอนี่เลย ถึงแม้ ยอสโก้ กวาร์ดิโอล จะวิ่งตามไปประกบได้ทัน แต่สุดท้ายเจ้า ตอร์เรส สามารถชิงเหลี่ยมได้ดีกว่า ก่อนจะได้บอลและหลุดเข้าไปยิงสวนตัวให้พลพรรค "กระทิงดุ" หนี "โครแอต" ไปเป็น 3-1
โกงความตาย
ถึงสกอร์จะห่างถึง 2 ประตูทำให้โอกาสเข้ารอบของสเปนค่อนข้างสดใสหลังผ่านไป 77 นาที แต่ทางฝั่ง โครเอเชีย เองก็ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก และก็ฮึดจนมาได้ประตูไล่มา 2-3 จากจังหวะขลุกขลิกหน้าเส้นปากประตู บอลจากเท้า ลูก้า โมดริช เปิดยัดเข้าไป อันเต้ บูเดเมียร์ ได้ซัดช็อตแรก เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า สามารถสกัดจากเส้นได้ แต่ก็มีอีกดาบตามซ้ำโดย มิสลาฟ ออร์ซิช ถึงบอลจะไปติดบล็อคตัว ลิวาโดวิช แต่กรรมการตัดสินให้เป็นประตูของ โครเอเชีย เพราะลูกบอลนั้นข้ามเส้นไปแล้ว
จากนั้น โครเอเชีย พลังใจพุ่งพล่านขึ้นมาเต็มเปี่ยมและกลายเป็นฝ่ายที่เดินหน้าจัดหนักใส่ สเปน และในที่สุด นาที 90+3 การขึ้นเกมทางซ้ายของ โครเอเชีย ต้องชมความพยายามและทักษะเฉพาะส่วนของ มิสลาฟ ออร์ซิช คนที่ยิงประตูที่ 2 ให้กับทีม เมื่อพี่แกสามารถแต่งและหาจังหวะจากซ้ายเปิดครอสส์ลอยเข้าไปให้กรอบเขตโทษ และเป็น มาริโอ ปาซาลิช ที่สามารถโฉบขึ้นมาโหม่งเหนือตัวประกบได้ช่วยให้ โครเอเชีย ตามตีเสมอ สเปน 3-3 แบบสุดดราม่า ต่อชีวิตให้พวกเขาได้สู้ต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ
Extra-Time
ทั้ง สเปน และ โครเอเชีย ต้องมาไฝว้กันต่ออีก 120 นาทีแต่ขอบอกเลยว่าเป็นช่วงต่อเวลาพิเศษที่สนุดสุดเหวี่ยงสุดๆ เพราะต่างฝ่ายต่างเปิดเกมรุกแลกหมัดกันแบบไม่มีความเกรงกลัวใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อหวังที่จะเอาประตูที่ 4 ให้ได้
ดูเหมือน โครเอเชีย จะมีโอกาสบวกสกอร์เพิ่มได้ก่อนจากจังหวะความจัดจ้านของ มิสลาฟ ออร์ซิช คนเดิมที่ใช้ความเร็วกระชากทางกราบซ้ายและบรรจงเปิดยัดเข้าในกรอบเขตโทษ ติดบล็อคของกองหลัง สเปน ก่อนที่บอลจะเด้งมาเข้าทาง อันเดร ครามาริช ได้ซัดแบบเน้นๆ แต่โชคไม่ดีที่บอลมันดันไปติดซูเปอร์เซฟของ อูไน ซิมอน ช่วยให้ สเปน รอดตายจากการเสียประตูที่ 4 แบบหวุดหวิด
เมื่อ โครเอเชีย มีโอกาสที่ดีมากๆ แต่ปิดสกอร์ไม่ลง นั่นก็นำมาซึ่งการเสียประตูที่ 4 เสียเอง ต้องชื่นชมความสดและการเปิดแม่นอันแม่นยำของ ดานี่ โอลโม่ ที่ครอสส์ข้ามฟากจากขวาไปซ้ายให้ อัลบาโร่ โมราต้า ก่อนจะเกี่ยวบอลลงอย่างสวยด้วยขวา และหวดฮาร์ฟวอลเล่ย์ตามน้ำด้วยซ้าย บอลพุ่งแสกหน้า โดมินิค ลิวาโควิช เป็นประตูที่ให้ สเปน กลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบอีกครั้งด้วยสกอร์ 4-3 ในนาทีที่ 100
ด้วยความที่เกมมันเตะมาเนิ่นนานช่วงต่อเวลาทางฝั่งผู้เล่นในแนวรับของ โครเอเชีย ก็เริ่มออกอาการล้าให้เห็น อีก 3 นาทีต่อมา บอลจาก อัลบาโร่ โมราต้า ดึงตัวประกบจากแข้ง โครแอต ได้ 2 คนก่อนจะจ่ายทะลุช่องให้ ดานี่ โอลโม่ ได้เติมขึ้นทางขวาแบบมีพื้นที่อันกว้างขวาง จากนั้นก็บรรจงครอสส์เข้าในให้ มิเกล โอยาร์ซาบัล ที่วิ่งตีคู่เบียดมากับผู้เล่นของ โครเอเชีย ถึงจะโดนประกบอยู่ 2 คน แต่ก็ต้องชื่นชมความนิ่งของเขาที่เลือกจับบอลก่อนหนึ่งจังหวะและเอาตัวบังก่อนจะตวัดด้วยซ้ายซุกก้นตาข่ายเป็นประตูปิดกล่องให้ทัพ "กระทิงดุ" หนีไป 5-3
สำหรับดาวรุ่งอย่าง ดานี่ โอลโม่ ที่ลงมาเป็นตัวสำรองให้ สเปน พี่แกได้สร้างสถิติกลายเป็นผู้เล่นคนแรกที่ทำได้ 2 แอสซิสต์ได้ในหนึ่งเกมในทัวร์นาเมนต์ ยูโร 2020 ส่วนในรายของ อัลบาโร่ โมราต้า พี่แกกลายเป็นผู้เล่นของ สเปน ที่ยิงประตูได้มากที่สุดในศึก ยูโร ที่ 5 ประตู ทำสถิติเทียบเท่ากับ เฟร์นานโด ตอร์เรส แน่นอนตอนนี้พี่แกมีโอกาสสร้าง "นิว เรคคอร์ด" ได้ในรอบถัดไป
จบเกม
พอสิ้นเสียงนกหวีดหลังทดเวลาบาดเจ็บไปนานถึง 6 นาที ไม่มีประตูเพิ่มเติม เท่ากับว่า ทีมชาติสปน เป็นฝ่ายเก็บชัยชนะไปได้ด้วยสกอร์ 5-3 โดยจะเข้าไปรอพบผู้ชนะระหว่าง ฝรั่งเศส กับ สวิตเซอร์แลนด์ ใน 8 ทีมสุดท้าย นับเป็นเกมที่สู้กันได้สนุกและมันส์สะใจจริงๆ บางทีนี่อาจจะเป็นเกมที่ดุเดือดและครบรสที่สุดในทัวร์นาเมนต์ ยูโร 2020 หนนี้ก็เป็นได้ ส่วนทาง โครเอเชีย ต้องชื่นชมพวกเขาอย่างแท้จริงด้วยพลังใจที่สู้หลังชนฝาจนถึงวินาทีสุดท้าย ถึงแม้ผลการแข่งขันจะไม่เป็นใจ แต่เชื่อได้เลยว่าสิ่งที่พวกเขาได้สร้างไว้ในเกมนี้จะอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลอย่างแน่นอน
HaMu Dos Santos