แฮร์รี่ เคน คือหนึ่งในดาวยิงที่ดีที่สุด ของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และ เป็นหัวหอกเบอร์ 1 แห่งทีมชาติอังกฤษ เขาสถาปนาตัวเองขึ้นมา ด้วยการยิงประตูเป็นกอบเป็นกำให้กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ อย่างฤดูกาลที่ผ่านมา ก็คว้ารางวัลดาวซัลโว ด้วยการทำไป 23 ประตู พร้อมควบตำแหน่งเจ้าพ่อแอสซิสต์อีก 14 ครั้ง
แต่กระนั้นในความสำเร็จกับสโมสรของ แฮร์รี่ เคน เขาเหมือนเป็นผู้ชายที่ช้ำรัก และ ผิดหวังมาตลอดกาล เพราะไม่เคยสัมผัสโทรฟี่เลยสักครั้งเดียว ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เขาต้องเจอกับตัวตั้งแต่เด็กๆ .. หากแต่ ยูโร 2020 เป็นเหมือนความฝันที่เขาตามหามาตลอดชีวิต
ย้อนกลับไปสมัยเจ้าตัว ยังอายุแค่ 8 ขวบ เดิมทีเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นแฟนบอล อาร์เซน่อล เพราะมีรูปที่เจ้าตัวสวมใส่เสื้อ "ไอ้ปืนใหญ่" ซึ่งเป็นคู่อริโดนตรงกับ "ไก่เดือยทอง" ณ ตอนนั้น เคน ใช้เวลาฝึกปรือฝีเท้า อยู่ประมาณ 1 ซีซั่น แต่แล้วความผิดหวังก็มาหาดอกแรก เพราะโดนเฉดหัวทิ้งออกจาก อะคาเดมี่ อาร์เซน่อล จากเหตุผล "อ้วน" เกินไป
เลียม เบรดี้ ตำนานแข้ง อาร์เซน่อล ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง อะคาเดมี่ฟุตบอลของสโมสร ระบุถึงการปล่อย แฮร์รี่ เคน ว่า "จริงๆแล้วเราเสียดายที่ปล่อย แฮร์รี่ เคน ออกไป แต่ตอนนั้นเ เคน มีรูปร่างอ้วน และ ขาดคุณสมบัติของนักกีฬา"
ถึงแม้ เคน จะยังเด็ก แต่เขารู้รสชาติแล้วว่าความผิดหวังเป็นเช่นไร แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความฝันการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ลดน้อยถอยลงไปเลย ..
เคน เดินหน้าต่อ และ สุดท้ายเขาก็ได้อยู่กับทีมในดวงใจอย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในอีก 5 ปี ต่อมา
แล้วมาลงเอยที่อะคาเดมี่ของสเปอร์ส ตอนเขาอายุ 13 ขวบ นี่คือสโมสรที่ซัพพอร์ทมาตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากครอบครัวของเขาเป็นกองทัพ "ยิด อาร์มี่" อีกทั้งครอบครัวของ เคน ก็ตั้งรกราก อยู่ห่างจาก ไวท์ ฮาร์ท เลน แค่ราวๆ 10 กิโลเมตร เท่านั้น หากเดินทางโดยรถยนต์ ก็ใช้เวลาแค่ 10-15 นาที ดังนั้นความสัมพันธ์ย่อมถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ
ชีวิตของ แฮร์รี่ เคน ได้รับการฝึกฝน พัฒนามาเรื่อยๆ ถูกจับไปเล่นหลากหลายตำแหน่ง ทั้งมิดฟิลด์ตัวรับ, มิดฟิลด์ตัวรุก หรือ แม้กระทั่งปีก ก็เคยลองเล่นมาหมดแล้ว แต่ด้วยความสูง จ่ายบอลแม่น ยิงประตูคม ทำให้เขาถูกจับมาเล่นกองหน้า ซึ่งตำแหน่งนี่แหละครับที่ทำให้ แฮร์รี่ เคน เจิดจรัสแสง
ก่อนก้าวขึ้นมาสู่ชุดใหญ่ ดาวเตะหมายเลข 10 แห่งค่าย "ไก่เดือยทอง" ถูกปล่อยตัวไปให้หลายๆสโมสรยืมใช้งาน เพื่อให้ลองเจอประสบการณ์จริง ไม่ใช่จมปลักอยู่กับ อะคาเดมี่ อาทิ เลย์ตัน โอเรียนต์ (ลีก วัน), มิลล์วอลล์ (เดอะ แชมเปี้ยนชิพ), นอริช ซิตี้ (พรีเมียร์ลีก) และ เลสเตอร์ ซิตี้ (สมัยอยู่ เดอะ แชมเปี้ยน ชิพ)
ถึงแม้ เคน จะยังไม่ได้ฉายแสงยิงประตูเป็นกอบเป็นกำ เต็มที่แค่ 7 ประตู ในลีก สมัยอยู่ มิลล์วอลล์ แต่นั่นเขาได้บทเรียนชีวิต และ ประสบการณ์อันล้ำค่า กับการลิ้มรสชาติการแข่งขันฟุตบอลอาชีพ ..
เมื่อทุกอย่างสุกงอมได้ที่ แฮร์รี่ เคน ได้กลับมาอยู่กับ สเปอร์ส ประจวบเหมาะกับช่วงที่สโมสร กำลังประสบปัญหากองหน้าปืนฝืดอย่างหนัก โดยเฉพาะ โรเบร์โต้ โซลดาโด้ ดาวยิงค่าตัว 26 ล้านปอนด์ ที่โชว์ฟอร์มคะแนนติดลบ ทำให้ แฮร์รี่ เคน ได้รับโอกาสลงสนาม และ เขาไม่ปล่อยโอกาสนั้นให้หลุดมือ
นับตั้งแต่ แฮร์รี่ เคน ขึ้นมาสู่ชุดใหญ่ของ "ไก่เดือยทอง" แบบเต็มตัว เมื่อซีซั่น 2014-15 เขาก็กลายเป็นตัวหลักคนสำคัญที่ทีมจะขาดไปไม่ได้ ดำรงแหน่งดาวยิงสูงสุดของทีม ทุกฤดูกาล เคยซัลโวไปถึง 30 ประตู จาก 37 นัด
รางวัลส่วนตัวถาโถมเข้ามาหาไม่หยุดหย่อน อาทิ ดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี, ดาวซัลโว พรีเมียร์ลีก 3 สมัย หรือ นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นต้น แต่สังเกตไหมครับว่า แฮร์รี่ เคน ไม่เคยสัมผัสถ้วยแชมป์กับสโมสรเลยสักครั้งเดียว เหมือนต้องเจอความผิดหวังมาตลอด โดยเฉพาะการเป็นได้แค่ "พระรอง"
- พรีเมียร์ลีก เป็นได้แค่รองแชมป์
ย้อนกลับไปสัก 10 ปี ก่อนหน้านี้ สเปอร์ส ไม่เคยถูกตีตราว่าจะมีโอกาสคว้าแชมป์ได้เลย เต็มที่ก็คงจะมีแค่สถานะลุ้นคว้าตั๋วไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เท่านั้น ทว่านับตั้งแต่ แฮร์รี่ เคน ก้าวขึ้นมา เขาปลุกความหวังแฟนบอลให้ใกล้เคียงกับการสัมผัสแชมป์ลีก หลังได้ฉลองครั้งสุดท้ายเมื่อซีซั่น 1960-61
เหตุการณ์ที่ สเปอร์ส ใกล้เคียงกับการคว้าแชมป์ คือฤดูกาล 2016-17 เมื่อพวกเขาขับเคี่ยวกับ เชลซี แต่ก็มาตกม้าตายช่วงท้ายซีซั่น โดยเฉพาะการบุกไปแพ้ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทำให้สุดท้ายแล้ว ไก่เดือยทอง เข้าป้ายแค่อันดับ 2 เท่านั้น
อีกทั้งในซีซั่นก่อนหน้า สเปอร์ส ของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ก็กำลังลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เช่นเดิม ซึ่งตอนนั้นพวกเขากำลังไล่ตาม เลสเตอร์ ซิตี้ โดยลุ้นแซงเป็นแชมป์ ในช่วง 2-3 นัดสุดท้าย แต่กระนั้น ไก่เดือยทอง ก็พลาดไปเสมอ เชลซี 2-2 ทั้งๆที่นำก่อน 2-0 ส่งผลให้ จิ้งจอกสีน้ำเงิน เป็นแชมป์ทันที ส่วน สเปอร์ส ก็ผิดหวังตามเดิม
- ลีก คัพ ถ้วยมิคกี้เมาท์ ก็ยังผิดหวัง
อาจจะพอพูดได้ว่า พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มันการแข่งขันสูง การจะคว้าแชมป์มาครองได้นั้น มันต้องเป็นอะไรที่ต้องมีความสม่ำเสมอ ดังนั้นอย่างน้อยๆ แฮร์รี่ เคน หวังจะพาทีมคว้าแชมป์ ลีก คัพ ให้ได้ เพื่อเติมเต็มความฝันให้กับตัวเอง
เคน สามารถพา สเปอร์ส ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ ลีก คัพ ได้ถึง 2 ครั้ง แต่กลายเป็นว่าพ่ายแพ้ทั้งหมด ทั้งการแพ้ เชลซี 0-2 และ พ่ายให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-1 ซึ่งเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ เมื่อซีซั่นที่จบลงไป เรียกว่าความผิดหวังประดังเข้ามาหา แฮร์รี่ เคน เต็มๆ
- อุตส่าห์ผ่านเข้าไปถึงรอบชิงดำ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
หนึ่งในความฝันที่ แฮร์รี่ เคน อยากจะทำให้มันสำเร็จมากที่สุด ก็คือ การคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครอง เพราะผลงานส่วนตัว ไม่มีใครสงสัยแล้วว่า เขาคือดาวยิงตัวท็อปของยุโรป ขาดเพียงแค่แชมป์ มาเกื้อกูลเท่านั้น
โดยในซีซั่น 2018-19 สเปอร์ส โดนวิจารณ์อย่างหนัก เรื่องไม่เสริมใครมาร่วมทีม แต่ก็หักปากกาเซียน ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยเฉพาะการปราบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตัวเต็ง ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งคู่ชิงก็คือ ลิเวอร์พูล อริร่วมลีก
อย่างไรก็ตาม ความฝันของ แฮร์รี่ เคน ก็พังทลายลงอีกครั้ง เมื่อ สเปอร์ส พ่ายแพ้ให้กับ ลิเวอร์พูล 0-2 เป็นพระรองอีกเช่นเดิม ซึ่งการผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า มันบั่นทอนจิตใจของดาวยิงรายนี้เหลือเกิน จนมีความรู้สึกที่แวบขึ้นมาว่า ถ้าอยู่กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ต่อไป เขาจะได้แชมป์หรือไม่ บางทีการย้ายทีม อาจเป็นคำตอบในใจ
หลังจากต้องชอกช้ำผิดหวังมาตลอดอาชีพ เคน เคยเปิดใจถึงการย้ายทีมไว้ว่า "ผมก็ไม่อยากปิดฉากอาชีพด้วยความรู้สึกเสียดายกับอะไรทั้งสิ้น ผมอยากเป็นในสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ผมจะสามารถทำได้ อย่างที่ผมบอกไว้ว่าผมไม่เคยพูดว่าจะอยู่กับ สเปอร์ส ไปตลอดช่วงที่เหลือของอาชีพ และ ก็ไม่เคยพูดด้วยว่าผมจะย้ายออกจากทีม"
ซึ่งนั่นเป็นอนาคตในนามสโมสร แต่ตอนนี้ แฮร์รี่ เคน ได้ทิ้งทุกอย่าง เพื่อมาโฟกัสกับทีมชาติอังกฤษ เพราะแชมป์ที่เขากำลังตามหามาตลอด มีโอกาสเกิดขึ้น เมื่อเขามีส่วนสำคัญพาทัพ "สิงโตคำราม" ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ ยูโร 2020 พบกับ ทีมชาติอิตาลี
หากถามว่า เคน มั่นใจแค่ไหน เขาคงตอบกลับมาว่า "สู้แค่ตาย" เพราะการผิดหวังมาตลอดชีวิต มันจะเป็นแรงผลักดัน ให้ แฮร์รี่ เคน ทำทุกวิถีทาง เพื่อคว้าแชมป์เมเจอร์มาครองให้ได้เป็นครั้งแรก
ไม่มีใครรู้หรอกว่า สุดท้ายแล้ว เดอะ เฮอร์ริเคน จะผิดหวังอีกหรือไม่ แต่นัดชิงชนะเลิศ ยูโร 2020 หนนี้ แต่มันคือทั้งหมดในชีวิตค้าแข้งของเขาจริงๆ
ฮาย ฮาวดี้