ออกสตาร์ทศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซีซั่นใหม่ได้จี๊ดจ๊าด และไฉไลเป็นอย่างมากสำหรับพลพรรคทัพ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ภายหลังกระโดดขึ้นแท่นนั่งเป็นจ่าฝูงอยู่ในขณะนี้
การเก็บชัยชนะได้ 2 นัดติด พร้อมถลุงคู่แข่งได้มากถึง 8 ประตู ถือว่าเป็นผลงานที่เกินคาดหมายของทีมระดับกลางอย่างพวกเขาเป็นอย่างมาก ซึ่งแน่นอนผลงานแบบนี้คนที่หนึ่งในคนที่ต้องได้รับคำชื่นชม และโค้งหัวคำนับคือ เดวิด มอยส์ นายใหญ่ของพวกเขา ที่ยังคงรังสรรค์ผลงานออกมาได้น่าอภิรมณ์ต่อเนื่องจากช่วงท้ายฤดูกาลก่อน แม้จะมีกระแสค่อนขอด และถูกมองลดราคาความสามารถไปพอสมควรหลังพุ่งชนความล้มเหลวในฐานะกุนซือของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่าแล้ววันนี้ ขอบสนาม ของเราจะพาย้อนไปดูผลงานของอดีตเจ้าของฉายา "The Choden one" กันหน่อยว่าตั้งแต่รับงานที่ทัพ "ปีศาจแดง" จนถึงตอนนี้ชีวิตกุนซือลูกหนังของเขาเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้างตัวแทน "ป๋าเฟอร์กี้"
นั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปช่วงปี 2013 งานใหญ่ที่เซอร์ไพรส์รองๆ จากการประกาศวางมือแบบฟ้าแลบของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็คือการที่ทีมได้วาง เดวิด มอยส์ นายใหญ่ของ เอฟเวอร์ตัน ในเวลานั้นเป็นตัวแทนที่จะเข้ามาสานงาน และไขว่คว้าความสำเร็จต่อจากบรมกุนซือชาวสกอตแลนด์รายนี้ แน่นอนภาพในวันนั้นมีแฟนบอล ยูไนเต็ด จำนวนไม่น้อยตั้งข้อสงสัยในฝีมือของกุนซือรายนี้ จริงอยู่ว่าการทำทีมทัพ "ทอฟฟี่" เขาเข็นทีมทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ภายใต้ข้อจำกัดมากมายโดยเฉพาะเรื่องของตัวเงินที่ไม่ได้มากมาย แต่ก็พาทีมจบครึ่งบนของตารางมาแทบตลอด จนได้รับการยกย่องว่าเขาเป็นกุนซือที่เทียบกันแบบปอนด์ต่อปอนด์ในอังกฤษ ก็ไม่เป็นสองรองใครเหมือนกัน แม้จะไม่เคยพาทีมเอื้อมมือไปสัมผัสโทรฟี่แชมป์ได้เลยก็ตาม จริงอยู่ว่าช่วงออกสตาร์ทกับทัพ "ปีศาจแดง" มันอาจจะแลดูราบรื่น เพราะสามารถคว้าแชมป์คอมมูนิตี้ ชิลล์ มาครองได้ด้วยการเอาชนะ วีแกน แอธเลติก รวมไปถึงเกมแรกในพรีเมียร์ลีกก็ออกสตาร์ทได้อย่างสวยงามด้วยการบุกไปสอย สวอนซี ซิตี้ แบบราบคาบ 1-4 พร้อมทะยานรั้งจ่าฝูงตั้งแต่เกมแรก แต่ใครจะรู้นั้นกลายเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาพาปีศาจตนนี้ขึ้นไปสูดหายใจอยู่บนยอดสุดของตารางคะแนน เพราะหลังจากนั้นเหมือนความจริงเริ่มปรากฎกายมาให้แฟนบอลได้ยลโฉมมากขึ้นเรื่อยๆ จริงอยู่ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด คือขุมกำลังเดียวกันกับที่ "ป๋าเฟอร์กี้" พาถลุงแชมป์พรีเมียร์ลีกมาได้ และก็ไม่ได้เสียแข้งกำลังสำคัญออกไปเลย แถม มอยส์ ยังไปดึงลูกน้องคู่ใจอย่าง มารูยาน เฟลไลนี่ มาเสริมแกร่งอีก
เริ่มต้นเส้นทางใหม่
หลังจากตกงานอยู่ราวปีเศษๆ มอยส์ ก็เริ่มรับงานใหม่อีกครั้ง ซึ่งคราวนี้เขาเลือกเดินทางไปสเปนเพื่อหาความท้าทายใหม่ๆ ภายหลังคุมทีมอยู่ในอังกฤษราวๆ 16 ปี และก็เป็น เรอัล โซเชียลดัด ที่จัดการคว้าตัวเขาไปคุมทัพในช่วงกลางๆ ของซีซั่น 2014-15 บทสรุปปีแรกกับศึกลาลีกา สเปน ตัวเขาพา โซเชียลดัด จบในอันดับที่ 12 ไม่ได้มีความสำเร็จอะไรมาให้เชยชม ซึ่งหลังจากนั้นในซีซั่นถัดมาเจ้าตัวก็คุมทีมอยู่ได้เกือบๆ ครึ่งฤดูกาลก็มีอันต้องแยกทางกับสโมสร เนื่องด้วยผลงานที่ไม่ค่อยน่าประทับใจ ภายหลังเก็บชัยชนะได้เพียง 2 เกม จาก 10 นัดแรกในเกมลีก จากนั้นเขาก็กลับมารับงานในอังกฤษอู่ข้าวอู่น้ำของเขาอีกครั้งกับ ซันเดอร์แลนด์ ซึ่งเขามีโอกาสได้เริ่มงานตั้งแต่ก่อนเริ่มฤดูกาล 2016-17 แต่ทว่าดูเหมือนอะไรหลายๆ อย่างจะไม่เป็นใจ เพราะจบ 38 นัด ทัพ "แมวดำ" รั้งบ๊วยของตารางเก็บได้เพียง 24 แต้ม ตกชั้นไปตามระเบียบส่วน มอยส์ พอจบซีซั่นก็ดีดตัวเองด้วยการขอลาออกจากตำแหน่ง ก่อนที่จะออกมาให้เหตุผลว่าที่ทีมต้องตกชั้นไปส่วนหนึ่งเพราะเรื่องของเงินเสริมทัพที่ไม่ได้ตามที่ใจตนต้องการ แต่ทว่าสิ่งที่พอสังเกตุได้คือนับตั้งแต่ออกจาก เอฟเวอร์ตัน กราฟชีวิตของ มอยส์ แม้จะมีงานให้ทำ แต่ทว่าผลงานดูจะไม่ค่อยน่าพอใจ และน่าชื่นชมมากเท่าไหร่ เพราะตัวเลขมันบ่งบอกได้เป็นอย่างดี และเครดิตที่เขาเคยทำมามันก็เริ่มค่อยๆ จางหายไปเรื่อยๆรับงานคุมทัพขุนค้อน
"คนมีฝีมือ ใครก็ต้องการ" หลังแยกทางกับ ซันเดอร์แลนด์ ได้ราวๆ 6 เดือน มอยส์ ก็ได้งานใหม่แบบรวดเร็วนั้นก็คือนั่งแท่นกุนซือ เวสต์แฮม ภายหลังทัพ "ขุนค้อน" ปลด สลาเวน บิลิช พ้นเก้าอี้กุนซือ โดยหลังเข้าคุมทีม มอยส์ ก็ค่อยๆ รักษาระดับจนพา เวสต์แฮม จบในอันดับ 13 ของตารางคะแนน ก่อนแยกทางกันไปหลังจบซีซั่น ทางฝั่ง "ขุนค้อน" ก็ไปทาบทาม มานูเอล เปเยกรินี่ มานั่งแท่นกุนซือ แต่ทว่าก็คุมทีมได้อยู่ราว 1 ฤดูกาลครึ่งก็ต้องแยกทาง ก่อนที่บอร์ดบริหารจะหันกลับไปจีบให้ มอยส์ มารับงานอีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นการกลับมาคุมทัพ เวสต์แฮม อีกครั้งในช่วงเวลาที่ห่างจากครั้งแรกไม่นาน ซึ่งการกลับมาครั้งนี้ มอยส์ ค่อยๆ แต่งเติมเสริมทีม ซึ่งเราได้เห็นพัฒนาของทีมแบบภาพชัดเจนคือเมื่อซีซั่นที่แล้ว เมื่อ มอยส์ พาทีมจบในอันดับที่ 6 ของตารางคะแนน ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยม ทำให้ชื่อของเขาได้รับการจับตามองอีกครั้ง โอเคแหละส่วนหนึ่งต้องให้เครดิตเหล่านักเตะที่ยกระดับขึ้นมาได้อย่างน่าชื่นชม










