เกม ลิเวอร์พูล เปิดถิ่นแอนฟิลด์ ต้อนรับการมาเยือนของ แอสตัน วิลล่า นับว่าเป็นชัยชนะที่หืดจับเหลือเกินของ หงส์แดง เพราะประตูเดียวที่เกิดขึ้น มาจากจุดโทษของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ นาที 67 เรียกว่า สตีเว่น เจอร์ราร์ด เฮดโค้ช สิงห์ผงาด เกือบพาลูกทีมบุกมาหยิบแต้ม ในการกลับมายังถิ่นเก่าได้แล้ว

ถึงแม้เกมนี้จะอบอวลไปด้วยความคิดถึง แต่ความสนุกระหว่างเกม ก็ฟาดฟันกันเต็มที่ เอาเป็นว่าเกมนี้มีอะไรน่าสนใจ ให้ต้องพูดถึงกันบ้าง มาติดตามรายละเอียดที่เกิดขึ้นได้เลยครับ

- การกลับมาของ เจอร์ราร์ด

นี่คือครั้งแรกของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่กลับมาเยือนถิ่นแอนฟิลด์ ในฐานะคู่แข่ง .. ณ สังเวียนแห่งนี้ เขามีความทรงจำมากมาย ทั้งสมหวัง และ ผิดหวัง ผ่านร้อน ผ่านหนาวมานับไม่ถ้วน แต่การคัมแบ็กบ้านหลังนี้ สตีวี่ จี ยอมรับว่า นี่จะเป็นครั้งแรก ที่เขาหวังให้ ลิเวอร์พูล ไม่ได้รับชัยชนะ เพราะเขาก็ต้องการพา แอสตัน วิลล่า บุกมาได้ผลการแข่งขันที่ต้องการออกไป ถึงแม้ว่า เจอร์ราร์ด จะกลับมาในฐานะคู่แข่ง แต่ความรู้สึกสาวก เดอะ ค็อป เขาคือหนึ่งในตำนานกัปตันที่ดีที่สุดตลอดกาลของ หงส์แดง และ มันจะเป็นแบบนั้นเสมอไป จึงได้เห็นโมเมนท์ที่แฟนบอล ลิเวอร์พูล ให้การต้อนรับฮีโร่กลับบ้านอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งตั้งแต่ก่อนเริ่มเกมที่มี สแตนดิ้ง โอเวชั่น ต้อนรับ ตำนานแฟนตาสติค กลับสู่แอนฟิลด์ รวมถึงวินาทีอันน่าตื้นตัน เมื่อสาวก เดอะ ค็อป ตะโกนร้องเพลงเชียร์ เจอร์ราร์ด ดังกึกก้องไปทั่วสังเวียน เพื่อแสดงให้เห็นว่า เจอร์ราร์ด จะอยู่ในใจแฟนบอล ลิเวอร์พูล ไปตลอดกาล

- สไตล์การเล่นของ แอสตัน วิลล่า ยุค สตีวี่ จี

หลายๆคนอาจจะเคยได้เห็นสไตล์การเล่นของ แอสตัน วิลล่า ในยุค เจอร์ราร์ด ไปบ้างแล้ว ไม่มากก็น้อย แต่วันนี้คงได้เห็นกันเต็มๆว่ารูปแบบการเล่นเป็นอย่างไร ซึ่งถึงแม้ว่าจะโดน ลิเวอร์พูล ขึงพืดอยู่ตลอดทั้งเกม แต่กระนั้นเราจะเห็นเกมรับอันเหนียวแน่น อารมณ์เหมือนซึมซับวิชามาจาก ราฟาเอล เบนิเตซ อดีตเจ้านายเก่า นอกจากนี้ เจอร์ราร์ด ยังทำให้ วิลล่า เป็นทีมที่เล่นสนุก และ บู๊บุ๋นทุกดอก คือสู้ทุกจังหวะ กัดไม่ปล่อย เหมือนกับสมัยที่เจ้าตัวเป็นนักเตะยังไงยังงั้น ซึ่งในเกมเจอกับ ลิเวอร์พูล แม้จะเป็นฝ่ายตั้งรับ ก็รับแบบมีวินัย ไม่มีเตะทิ้งแบบมั่วๆหากแย่งบอลได้ โดยต่อบอลสู้ไปแดนหน้าด้วย นับว่า เจอร์ราร์ด เปลี่ยนให้ วิลล่า เป็นทีมที่น่าติดตามมากยิ่งขึ้น ด้วยประสบการณ์ที่เขาเคยคุม กลาสโกว์ เรนเจอร์ส คว้าแชมป์ลีกสก็อตแลนด์ มาแล้ว มันจึงน่าสนใจว่า พี่เจิด จะพา สิงห์ผงาด ไปได้ไกลมากแค่ไหน

- โมฮาเหม็ด ซาลาห์ คนสำคัญของ ลิเวอร์พูล

ปฏิเสธไม่ได้จริงๆครับว่า ตอนนี้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ คือคนสำคัญที่ ลิเวอร์พูล จะขาดไปไม่ได้เลย เพราะนอกจากจะเป็นดาวซัลโวของทีมแล้ว เขายังสามารถทำแอสซิสต์ให้กับเพื่อนทำประตูชัยได้ด้วย เหมือนวันที่จ่ายให้ ดิว็อค โอริกี้ ยิงประตูชัยช่วงทดเจ็บนาทีสุดท้าย เอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 1-0 และ ในเกมที่ ลิเวอร์พูล เฉือนเอาชนะ แอสตัน วิลล่า 1-0 นั้น ซาลาห์ ก็เป็นฮีโร่ ด้วยการซัดจุดโทษแบบเฉียบคม พาทีมเก็บ 3 คะแนนได้สำเร็จ พร้อมนำเป็นดาวซัลโวด้วยจำนวน 14 ประตู แต่มันมีมากกว่านั้น เพราะซีซั่นนี้ บังโม มีส่วนร่วมในการทำประตูให้กับ หงส์แดง ไปแล้ว 30 ลูก จากการลงเล่นแค่ 22 เกม แบ่งเป็น 21 ตุง กับอีก 9 แอสซิสต์ จาก 30 ประตู ที่ ซาลาห์ มีส่วนร่วมในซีซั่นนี้ มากกว่านักเตะทุกคนในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แบบครึ่งต่อครึ่ง โดยนักเตะที่มีสถิติรองลงมาคือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำไป 13 ลูก กับอีก 2 แอสซิสต์

- แผน ดิ อ็อกซ์ ยืนหน้าเป้า ฟอลส์ ไนน์ ไม่เวิร์ค

ด้วยความที่ ลิเวอร์พูล ต้องเจอกับปัญหาหน้าเป้ามีอาการบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็น ดิโอโก โชต้า, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ที่ก็ยังไม่ฟิตเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ รวมถึง มหาเทพ ดิว็อค โอริกี้ ก็มีปัญหาเดี้ยงเล็กๆก่อนเกม ทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ตัดสินใจเลือก อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ลงสนามมาเป็น 3 ประสานแดนหน้า ด้วยความที่ ดิ อ็อกซ์ แทบไม่ค่อยได้เล่นเป็นกองหน้าตัวหลอก ทำให้เจ้าตัวยังดูเก้ๆกังๆ บางทีก็ไม่ยืนทับตำแหน่งกับ ซาดิโอ มาเน่ ทางฝั่งซ้าย หรือ ถอยตัวเองลงมา จนเหมือนว่า ลิเวอร์พูล เล่นเป็นหน้าคู่ จนแทบไม่ได้สร้างพิษสงออกมาเลย ถ้าให้สรุปว่า อ็อกซ์เลด สอบผ่านกับตำแหน่งนี้ไหม ? ก็ตอบได้เลยว่า "ยังไม่ผ่าน" แต่กระนั้นก็น่าเห็นใจเหมือนกัน เพราะเขาต้องถูกดันขึ้นมาเล่นในตำแหน่งที่ไม่ถนัด อาจด้วยตอนนี้ในแผงมิดฟิลด์ คล็อปป์ เจอแผนลงตัวแล้ว คือการใช้ ฟาบินโญ่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ ติอาโก้ อัลคันตาร่า ทำให้ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ต้องถูกดันมาเป็นแนวรุกด้านหน้า ซึ่งเกมนี้ก็เหมือนบททดสอบ แต่ดูแล้วเขาเหมาะเล่นตัวด้านข้างมากกว่าหน้าเป้าจริงๆ

- เกมรับของ ลิเวอร์พูล

เชื่อว่า เดอะ ค็อป มีเสียวสันหลังแน่นอน เมื่อเห็น อลิสซอน เบ็คเกอร์ มีช็อตผิดพลาด ทั้งลื่นจังหวะออกมาตัดบอล และ ไปเตะติดพวกเดียวกันเอง จนเกือบเสียประตู แต่ว่าจังหวะอื่นๆเกมรับของ ลิเวอร์พูล ทำกันได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะ โจเอล มาติป โชว์ฟอร์มแข็งแกร่งเหลือเกิน เผลอๆนัดนี้เด่นกว่าทาง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ด้วยซ้ำ เพราะเขาปะทะเอาชนะผู้เล่น วิลล่า ในกรอบเขตโทษ แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่กระนั้นทุกคนก็ต้องได้รับเครดิต ที่ช่วยกันเก็บคลีนชีตได้สำเร็จ ซึ่งนับตั้งแต่ที่ ลิเวอร์พูล โดนเปิดซิงพ่ายให้กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2-3 เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ตอนนี้ผ่านมาแล้ว 5 นัด นับเฉพาะเกมลีก พวกเขาไม่เสียประตูถึง 4 เกม และ โดนยิงไปเพียงแค่ 1 ลูก นัดที่บุกไปถล่ม เอฟเวอร์ตัน 4-1 ดังนั้น เกมรับ ลิเวอร์พูล ก็จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญ ไม่แพ้เกมรุก ในการเดินหน้าไล่ล่าแย่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กับพวก เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยอย่างน้อยซีซั่นนี้ หงส์แดง ไม่ต้องเป็นกังวลกลัวว่ากองหลังจะบาดเจ็บแบบซีซั่นก่อน เพราะมีตัวเลือกอื่นๆสำรองไว้แล้ว ทั้ง อิบราฮิม่า โกนาเต้, โจ โกเมซ และ นาธาเนียล ฟิลลิปส์ สามารถสลับใช้ได้อย่างสบายใจ

ฮาย ฮาวดี้-

logoline